ณ พระราชวังฤดูร้อน เป็นที่พระราชวังที่อยู่ติดกับแม่น้ำตงเจียง ที่เป็นแม่น้ำที่ไหลจากเทือกเขามังกรหลับ บรรยากาศร่มรื่นย์เย็นสบาย เหมาะสำหรับ มาพักผ่อนยามฤดูร้อน จักรพรรดิและเชื้อพระวงศ์ต้องย้ายกันมาพักที่พระวังแห่งใหม่แทนที่พระราชวังเดิม เพราะถูกหยางเฟยหลง วางระเบิดจนพินาจย่อยยับไป
ตอนนี้จักรพรรดิจางมู่เฉิน เรียกเหล่าเชื้อพระวงศ์ เสนาบดี ทั้งฝ่ายบุ๋น และ บู้ มารวมตัวกันเพื่อต้านศึกทัพฮาน มีไป๋อี้ซุน ทำหน้าที่รักษาการตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ เข้าร่วมประชุมอยู่ด้วย ไป๋เซียงแม้ไม่มีตำแหน่งในกองทัพ แต่ก็มายืนเคียงข้างกับ พระสนมไป๋ ที่ดวงตาแดงกล่ำ คล้ายกับว่า ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
“ กองทัพฮานเริ่มโจมตีด้วย ปืนใหญ่ มันมีอานุภาพทำลายล้างสูง อีกทั้งพวกมันยังมีกับดับที่ทำเอาไว้ดักทางหนีทั้งหมด ทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่ไป๋ลู่ พ่ายแพ้ภายในชั่วพริบตา ตอนนี้มันเริ่มโจมตีเข้าใส่เมืองหลวงแล้ว ทุกๆ คน มีใครรู้บ้าง ว่าจะจัดการกับ ปืนใหญ่ของมันได้อย่างไร”
จักรพรรดิจางมู่เฉินเอ่ยถามทุกๆ คน แต่ละคนเกิดมาก็ไม่เคยพบกับปืนใหญ่มาก่อน พอเห็นอานุภาพของมัน ก็มีอาการหวั่นเกรงกันถ้วนหน้า ราเชนเองถึงแม้นจะรู้จักมันดี แต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะตนเองยังไม่มีใครรู้จักเท่าใด
“ บัดซบ พวกเจ้าทำงานกันประสาอะไร ไม่มีใครคิดจะตอบโต้พวกมันเลยหรือไง”
“ กราบทูลฝ่าบาท ทหารรักษาเมืองของพวกเรามีแค่ 2 แสนคนเท่านั้น หากออกไปปะทะกับพวกมันที่มีมากถึงสองล้าน เกรงว่าจะพากันไปตาย จะไม่มีทหารรักษาเมือง ขอเพียงพวกเราป้องกันกำแพงเมืองเอาไว้อีก 14 วัน รอให้กองทัพทั้งสี่ภาคมาถึง ก็จะช่วยกันขับไล่กองทัพฮานไปได้อย่างแน่นอน”
เสนาบดีกลาโหม นามว่า สั้งเหยียน เป็นผู้กล่าวออกมา
“ เจ้าพูดเหมือนกับว่า ไม่เห็นอานุภาพของปืนใหญ่ของมันนั่น ที่เราเจอเป็นเพียงปืนใหญ่ของทัพหน้าไม่กี่กระบอก หากปืนใหญ่ของทัพหลวงมันมาถึง กำแพงของเราสามารถต้านพวกมันเกิน 1 วันอย่างนั้นเร๊อะ?”
ในห้องโถงพระราชวังถึงกับเงียบกริบ
แล้วเสนาบดีฝ่ายบุ๋น นามว่า ไจ๋หยาง เอ่ยออกมาว่า
“ ตอนนี้เหตุการณ์คับขัน กระหม่อมขอเสนอให้ ฝ่าบาทและเชื้อพระวงศ์ย้ายไปอยู่ที่ปลอดภัยจะดีกว่า หากพวกทัพฮานเข้ามา ก็จะหาพระองค์ไม่เจอ ดังนั้นราชวงศ์จางก็ยังคงอยู่ได้ ไม่ว่าจะอยู่สถานที่แห่งใดก็ตาม”
ตอนนี้แต่ละคนล้วนเสนอสถานที่หลบภัย กันอย่างเคร่งเครียด ทำให้จักรพรรดิจางมู่เฉินถึงกับส่ายหัว จนรัชทายาทเอ่ยว่า
“ กราบทูลเสด็จพ่อ ราชครูฟ้าได้บอกพวกเราว่า ศิษย์ของท่านจะช่วยพวกเราต้านศึกครั้งนี้ได้ ลองฟังเขาพูดก่อนดีกว่า”
“ นั่นซิ โฮว่เฟย เจ้าคิดเห็นอย่างไร” จักรพรรดิจางมู่เฉินเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
“ ข้อแรก กระหม่อมคิดว่า ฝ่าบาทไม่ควรหนีไปไหน อยู่ที่นี่จะเหมาะสมที่สุดแล้ว”
“ อะไรนะ นี่เจ้าจะให้ข้าอยู่นี่ แล้วหากพวกมันยิงปืนไฟใหญ่เข้ามาเล่า จะทำอย่างไร และหากพวกมันทำลายกำแพงเมืองได้ แล้วบุกเข้ามาจะหนีทันได้อย่างไร” จักรพรรดิจางมู่เฉินเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย
“ เจ้าเป็นศิษย์ราชครูฟ้า จริงๆ หรือเปล่านี่” ไป๋อี้ซุน ถึงกับออกมาต่อว่าราเชนด้วย
เหล่าเสนาบดีทั้งหลาย ต่างส่ายหัวกับความคิดของราเชน ไป๋เซียง กับ พระสนมไป๋ ก็ถึงกับถอนหายใจ ไม่คิดว่าราเชนจะพูดคำนี้ จนกระทั่งราเชนได้พูดต่อว่า
“ กระหม่อมดูจากระยะยิงแล้ว กระสุนปืนใหญ่ ไม่มีทางยิงมาถึงพระราชวังฤดูร้อนอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องกำแพงเมืองจะถูกพวกกองทัพฮานทำลายนั้น ก็ตัดปัญหาไปได้เลย กระสุนปืนเช่นนี้ไม่อาจทำลายกำแพงเมืองที่เป็นคอนกรีตหนาขนาดนี้ได้อย่างแน่นอน แม้แต่ประตูเหล็กก็ยังไม่อาจทำลายได้”
ราเชนมั่นใจ ว่ากำแพงเมืองที่เป็นคอนกรีตอย่างหนา ไม่ใช้การนำอิฐมาวางเรียงซ้อนเหมือนอาณาจักรอื่น ทำให้ลูกปืนใหญที่มีแต่ดินปืนคุณภาพต่ำ ไม่อาจทำลายได้ ส่วนประตูเหล็กนั้นก็ทำจากเหล็กหนา ยิ่งยากที่จะทำลาย ซึ่งราเชนมั่นใจว่า กำแพงเมืองและประตูเมืองต้องถูกสร้างโดยฝีมือของราชครูฟ้าอย่างแน่นอน
“ เจ้ามั่นใจได้อย่างไร”
“ ชีวิตของกระหม่อมอาจไม่มีค่าพอ แต่ขอสาบานด้วยชีวิตของอาจารย์ข้า ราชครูฟ้า เพราะท่านเป็นคนสร้างกำแพงและประตูเมือง ทั้งหมดด้วยตัวของท่านเอง”
คราวนี้ทุกๆ คนต่างอึ้งไป ไม่คิดว่า ราเชนจะสาบานด้วยชีวิตของอาจารย์ตัวเอง
“ เรื่องที่สอง คือต้องจัดการกับไส้ศึกคนทรยศ ที่ส่งข่าวการศึกให้กับทัพฮาน เป็นเหตุให้ท่านแม่ทัพใหญ่ไป๋ลู่ ต้องตายไประหว่างทาง”
“ เจ้า เจ้าพูดบ้าอะไร มีไส้ศึกที่ไหนกัน” สั้งเหยียน เสนาบดีกลาโหม เอ่ยเสียงหนักออกมา
“ ใช่ เจ้าพูดลอยๆ มาเช่นนี้ มีหลักฐานอะไรมายืนยันหรือไม่” ไจ๋หยางเสนาบดีฝ่ายบุ๋นก็เอ่ยออกมา
คราวนี้มีขุนนาง แม่ทัพ หลายคน ออกมาต่อว่า ราเชนที่พูดจาเพ้อเจ้อ เหลวไหล
“ โฮ่วเฟย เจ้าพูดมาเช่นนี้มีหลักฐานอะไรหรือไม่” รัชทายาทจางอี้เอ่ยถามทันที
“ ข้าไม่มี แต่ว่า ข้าสามารถติดต่อวิญญาณเกาจิ้งอัน แล้วบีบบังคับให้มันบอก รายชื่อสายลับทั้งหมดที่อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้”
คราวนี้แต่ละคนถึงกับหัวเราะออกมา ไม่มีใครเชื่อราเชนสักคน แต่ว่า จักรพรรดิจางมู่เฉินกลับเชื่อ
“ มีเวลาไม่มากแล้ว เจ้าจะทำอย่างไรก็ได้ หารายชื่อไส้ศึกออกมา ข้าก็อยากรู้นัก ว่าพวกฮานมันให้อะไรกับพวกมัน ถึงได้กล้าทรยศอาณาจักรของข้า”
ราเชนยิ้มให้กับทุกๆ คน แล้ว นำธูปสีดำอันใหญ่ ออกมา แล้วปักลงไปที่พื้นกลางห้องโถง
“ ปิดประตูห้องโถง ห้ามใครเข้าออก ทุกๆ คนยืนเข้าแถวเป็นวงกลม รายล้อมตัวข้าเอาไว้” ราเชนประกาศออกไป ทหารมองหน้าจักรพรรดิ ซึ่งพยักหน้า ทหารถืออาวุธเฝ้าทางออก เหล่าเสนา ทหารทั้งหลาย ต่างยืนรายล้อมราเชนเป็นวงกลม
ราเชนใช้พู่กันเขียนอักษร คำว่า ใช่ หรือ ไม่ตรงพื้นห้องโถง แล้วเริ่มอัญเชิญวิญญาณเกาจิ้งอันออกมา พร้อมกับจุดธูปสีดำ พอไฟสว่างวาบ ก็มีกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน เป็นรูปร่างคนคล้ายกับ เกาจิ้งอัน ทุกๆ คนต่างอ้าปากค้ารอย่างตกใจ ราเชนนำชามสีทองออกมาจากแหวนมิติ แล้วครอบไปที่กลุ่มควันสีดำมันพยายามจะหลบหนี แต่ไม่อาจทำได้ ถูกชามสีทองที่อักขระยันต์ดูดเข้าไปจนหมด
“ บอกมา เจ้าคือเกาจิ้งอันใช่หรือไม่” ชามสีทอง ถึงกับหมุนไปมา แต่ก็เคลื่อนไปหยุดที่ตัวอักษรคำว่า ใช่
ทุกๆ คนต่างอ้าปากค้าง ไม่คิดว่า จะเป็นเรื่องจริง
“ หยางเฟยหลงเป็นคนตัดหัวของเจ้าจริงหรือไม่”
ชามสีทองลงยันต์ ก็หมุนไปมา แล้วไปหยุดที่คำว่าใช่อีกครั้ง คราวนี้มีคนส่งเสียงฮือฮากันมาก
“ ใครที่ไม่ใช่ไส้ศึก ไม่ต้องกลัวไป ข้าจะให้เกาจิ้งอัน เขียนรายชื่อของไส้ศึกให้ทุกๆ คนได้เห็น เกาจิ้งอันเจ้าจะยอมบอกหรือไม่”
ราเชนกระทืบเท้าออกคำสั่ง แต่ชามสีทองลงยันต์กลับไม่ขยับเขยื้อน ราเชนทำท่าขึงขัง แล้วตวาดออกไปเสียงดังลั่นห้องโถง
“ เกาจิ้งอัน หากเจ้าไม่บอก ข้าจะทำลายวิญญาณของเจ้าไม่ให้ได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป”
ราเชน ดึงผ้ายันต์ผืนใหญ่ออกมาจากแหวนมิติ แล้วปล่อยออกไป มันลอยกลางอากาศ ส่องแสงสัญลักษณ์สวัสดิกะออกมา มีกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งเป็นรูปคนลักษณะเหมือนเกาจิ้งอัน ดันชามสีทองลงยันต์ขึ้นมา ราเชนยกมือทำท่าบีบที่คอของมัน เงาดำก็คุกเข่ากับพื้น แล้วก็ค่อยๆ ถูกดูดกลับไปในชามสีทองลงยันต์อีกครั้ง สร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกๆ คนยิ่งนัก
“ เขียนรายชื่อให้ข้าเดี๋ยวนี้”
ราเชนเอ่ยจบ ก็ใช้พู่กัน จุ่มหมึกสลัดออกไป หมึกสีดำที่ตกลงพื้น ชามสีทองลงอักขระยันต์ก็เคลื่อนตัวเข้าใส่ น้ำหมึก แล้วมันก็กลายเป็นตัวหนังสือ มีชื่อคนปรากฏขึ้นมาทีละชื่อ ทีละชื่อ ทุกๆ คนต่างอ้าปากตาค้าง ไม่คิดว่าจะเจอเรื่องประหลาดมหัศจรรย์เช่นนี้ ตัวอักษรที่เขียนออกมา เป็นรายชื่อของไส้ศึกของอาณาจักรอุดรทั้งหมด เริ่มจากเจ้าหอสุขสันต์ พ่อค้าในเมือง และข้าราชการในสำนัก รายชื่อที่อยู่บนพื้น มีอยู่นับร้อย 100 ชื่อ และที่สำคัญมีรายชื่อของ เสนาบดีไจ๋หยาง และที่น่าตกใจ มีชื่อองค์ชายเก้า รวมอยู่ในรายชื่อด้วย
“ ไม่จริง ข้าไม่ใช่ไส้ศึก เหลวไหล เจ้ามันพวกนักพรตตุ้มตุ๋น เหลวไหล หลอกลวง เชื่อไม่ได้ แล้วนี่อะไร องค์ชายเก้าด้วยมันกล้าลบหลู่เบื้องสูง โทษของมันคือต้องถูกประหารชีวิต ขอฝ่าบาททรงโปรดพิจารณาด้วย" เสนาบดีไจ๋หยางคุกเข่าไปกับพื้น ฟ้องจักรพรรดิจางมู่เฉินทันที
“ เสด็จพ่อ มันใส่ร้ายลูก อย่าไปเชื่อคนหลอกลวงผู้นี้ หม่อมฉันไม่ทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้อย่างแน่นอน” องค์ชายเก้ารีบเอ่ยปฏิเสธออกมาอย่างลนลาน
คนที่มีรายชื่อ อยู่ในห้องโถง ถึง ยี่สิบคน แต่ละคนต่างรุม ด่าราเชนว่า บ้าบ้าง มั่วบ้าง
แต่ว่า จักรพรรดิจางมู่เฉินกลับส่งสายตาหวาดระแวง มาทั้งยี่สิบคน
“ แค่หลักฐานเท่านี้ จะให้เสด็จพ่อคิดว่าพวกเขาเป็นไส้ศึก โฮว่เฟยมันไร้สาระสิ้นดี”
รัชทายาทจางอี้ เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไร แต่ราเชนยิ้ม เพราะสิ่งเหล่านี้เขาเป็นผู้สร้างขึ้นมาจากพลังจิตขั้นเซียนของเขา ขอเพียงมีใครมีพลังจิตเทียบเท่าหรือสูงกว่า จะรู้ดี แต่ราเชนหาได้สนใจไม่ เขาสนแต่จักรพรรดิจางมู่เฉินนั้นคิดอย่างไร กับรายชื่อเหล่านี้ ซึ่งเขาเองก็ยังมีมายากลระดับเซียนคอยจัดการกับไส้ศึกเหล่านี้อยู่อีก
“ นี่คือลูกแก้วอัคคี หากใครพูดโกหก จะถูกลูกแก้วอัคคีเผาร่าง หากใครพูดความจริง จะปลอดภัย ลองทดสอบดูก็ได้”
ราเชนนำลูกแก้วอัคคี มาวางบนโต๊ะกลางห้องโถง มีหลายคนต่างหัวเราะเยาะเย้ยราเชนอีกครั้ง แต่จักรพรรดิออกคำสั่งให้ทหารสองคน ออกมาทดสอบ
ทหารที่ถือดาบไว้ด้านหลัง ใช้มือซ้ายจับลูกแก้วอัคคี แล้วพูดว่า
“ ข้ามีดาบ” ลูกแก้วไม่มีปฏิกิริยาอันใด
พอทหารอีกคนถือดาบเอาไว้ที่ด้านหลัง ลองเอ่ยออกมาว่า
“ ข้าไม่มีดาบ” ทันใดนั้นเอง ลูกแก้วก็ส่งเปลวเพลิง พุ่งขึ้นมาเผามือแขนและร่างของทหารที่พูดเท็จ แม้จะมีคนมาช่วย แต่ก็ไม่อาจช่วยได้ทัน ถูกไฟเผาผลาญไปทั้งแขน
“ ถึงเวลาแล้ว”
ราเชนมองไปที่จักรพรรดิจางมู่เฉิน ที่ออกคำสั่งให้ทุกๆ คน ที่มีรายชื่อเป็นไส้ศึกเข้ามาทดสอบกับลูกแก้วอัคคี แล้วให้พูดว่า
“ ข้าไม่ใช่ไส้ศึกอาณาจักรอุดร”
คนที่มีรายชื่อทั้งหมด ต่างไม่รอด แขนถูกเผาไหม้ บางคนถึงกับแขนหลุดหลุด
บางคนไม่กล้าแตะต้องลูกแก้วอัคคี ก็ถูกทหารตัดหัวกลางท้องพระโรงทันที
“ เสนาไจ๋หยาง ถึงตาเจ้าแล้ว” จักรพรรดิจางมู่เฉินนั้น ได้รับสัญญาณบางอย่างจากขันที ที่กระซิบบางอย่างออกมา ทำให้จักรพรรดิจางมู่เฉิน ยิ่งแสดงสีหน้าไม่พอใจมากขึ้น
เสนาบดีไจ๋หยาง ตอนนี้ถึงกับกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ราเชนนั้นรู้อยู่แล้ว พอเสนาบดีไจ๋หยางเอ่ยคำว่า ข้าไม่ใช่ไส้ศึกอาณาจักรอุดร เพลิงไฟก็พุ่งเข้าสู่ร่างของ เสนบดีไจ๋หยางจนเต็มไปหมด แม้นจะใช้พลังปราณเซียนขั้นต้น เพื่อขับไล่เปลวไฟ ไม่ให้เผาตัวเองหรือไม่
“ ไส้ศึก เสนาบดีไจ๋หยางเป็นไส้ศึก”
เสนาบดีไจ๋หยาง สลัดเสื้อผ้าออกมาเพื่อดับไฟ แล้วระเบิดพลังปราณเซียนของตนออกมา ไฟที่ลุกท่วมก็ดับลง
ผู้พิทักษ์ราชวงศ์ สิบคน เคลื่อนไหวออกมาปานภูตพราย
พุ่งเข้าตัดแขนที่ไฟไหม้จนขาดสะบั้น
ฉัวะ !!! อ๊ากกกกก !!!
เสนาบดีไจ๋หยางร้องออกมาอย่างเจ็บปวด แต่ไม่อาจทนบาดแผล คุกเข่าลงไปกับพื้น
“ ไจ๋หยาง เจ้ากล้าทำผิดต่อข้า อย่างนั้นเร๊อะ?”
“ ข้าไม่ได้ผิดต่อท่าน แต่ข้ากำลังหา จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ต่างหาก จางมู่เฉิน เจ้ามีดีอะไร เมื่อเทียบกับ จักรพรรดิฮานผู้ยิ่งใหญ่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“ บัดซบ” จักรพรรดิจางมู่เฉิน ใช้พลังของตนดึงดาบวงเคียวขององครักษ์ แล้วเหวี่ยงออกไป มันพุ่งเข้าตัดหัวของเสนาบดีไจ๊หยาง จนกลิ้งไปกับพื้น ตายไปอย่างน่าอนาถ
“ องค์ชายเก้า ถึงเวลาของท่านแล้ว" ขันทีคนสนิทของจักรพรรดิเอ่ยออกมาอย่างเยือกเย็น
องค์ชายเก้า ตอนนี้ปากคอสั่น ปัสสาวะไปกองกับพื้น คุกเข่าต่อหน้าจักรพรรดิและ รัชทายาทจางอี้ ที่ถึงกับถีบหน้าอก จนองค์ชายเก้ากระเด็นกลับไป
“ เจ้าเก้า เจ้าทำเช่นนี้ คิดหรือว่า จะช่วยให้เจ้าได้บัลลังก์ของข้า รัชทายาท เป็นพี่ชายเจ้าแท้ๆ เจ้ายังคิดชั่วได้ รัชทายาทเจ้าจัดการมันแทนข้า”
“ เสด็จพี่ ช่วยหม่อมฉันด้วย หม่อมฉันหลงผิดไปเชื่อ เจ้าไจ๋หยาง เสด็จพี่ เรามีแม่คนเดียวกันนะ” องค์ชายเก้าเอ่ยอย่างร้อนรน สับสนปนแปไปหมด
“ ใช่ ท่านแม่ต้องเสียใจมากแน่ ที่มีลูกอย่างเจ้า” รัชทายาทก้มลงไปกอดที่หัวขององค์ชายเก้า แล้วบิดหัวขององค์ชายเก้าดังกร๊อบ !!
คอขององค์ชายเก้า ถูกบิดกลับหลัง สิ้นใจตายไป ด้วยสายตาเบิกโพลง........