
....ความมืดทึมในคุกใต้ดินของสำนักอวิ๋นหลินไม่เคยดูน่ากลัวเท่านี้มาก่อน กลิ่นชื้นและคราบเก่าเก็บของโลหิตตามผนังถ้ำสกปรกแทรกซึมอยู่กับอากาศหนาทึบ คุกแห่งนี้ตั้งอยู่ลึกในใต้ดินของสำนักอวิ๋นหลิน กำแพงหินหนาทึบเย็นเฉียบจนััได้ถึงความชื้นและความเก่าแก่แฝงตัวในทุกซอกมุม แสงเทียนสลัวๆ กระพริบไหวคล้ายิญญาเร่ร่อน เสียงหยดน้ำหยดติ๋งๆ สะท้อนก้องในความเงียบงัน ท่อนเหล็กเย็นจับแน่นรัดร่างผู้ถูกขังไว้ในกรงเหล็กที่รกร้าง มีรอยขีดข่วนและคราบสนิมบ่งบอกถึงการทรมานที่เกิดขึ้นนานนับปี
ท่ามกลางแสงเทียนแสงวูบวาบนั้น เจี้ยงหยวนถูกล่ามโซ่แขนสองข้างกับผนังหิน ิัที่เคยเนียนใสเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากเครื่องมือทรมานที่ทิ้งร่องรอยเ็ปชัดเจนตามแขนและขา มือที่เคยขยับหยอกล้อได้อย่างคล่องแคล่วบัดนี้แข็งกระด้าง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยประกายกวนตีนและความเฉลียวฉลาดกลับเปลี่ยนเป็แววตาดุดันเปี่ยมด้วยความท้าทาย แม้ร่างกายจะทรุดโทรมและเ็ปจนแทบขาดใจ แต่ริมฝีปากยังคงบิดยิ้มเยาะเย้ยด้วยความไม่ยอมแพ้ต่อความเ็ปและการทรมานที่ได้รับ
“สิบปีแล้วเหรอ... ฮ่า ๆ! ข้าเองก็ทนทำงานในสำนักเฮงซวยนี้มานานเกินพอเหมือนกันนะ!”
เสียงแหบพร่าของเขาดังลั่นในความเงียบ “แต่ใครจะไปคิดว่าดอกไม้ดอกเดียวจะกลายเป็ขังข้าอย่างนี้”
เสียงฝีเท้าผู้คุมก้องกังวานเข้ามาในคุกพร้อมกับผู้าุโ 3 - 4 คนที่มีใบหน้าเรียบเฉยแต่เต็มไปด้วยความร้อนแรงทางสายตา พวกเขาเหยียดหยามและเกรี้ยวกราด
“เจี้ยงหยวน เ้าไม่คิดว่าการกระทำของเ้าจะต้องชดใช้หรือ?” หนึ่งในผู้าุโถาม น้ำเสียงเย็นะเืแทรกด้วยความไม่ไว้วางใจ
เจี้ยงหยวนเงยหน้าขึ้น แล้วยิ้มจอมกวนอย่างไม่แคร์ “ข้า? ชดใช้? ฮ่า! เ้าคิดว่าพวกเ้ามีอำนาจขนาดนั้นหรือ? เ้าสำนักและพวกเ้า... ข้ารู้จักพวกเ้าทุกคนดีว่าพวกเ้าคิดยังไง”
“เ้าเอาแต่พูดหยอกล้อ มันง่ายสำหรับเ้าเกินไปหรือ?” ผู้าุโอีกคนตอบกลับด้วยเสียงเคร่งขรึม “ข้าจะบอกเ้าตรงๆ ว่าพวกเราไม่ใช่พวกเล่นๆ และเ้าจะถูกทดสอบความอดทนอย่างที่ไม่เคยเจอ”
“โอ้ย! ‘ความอดทน’ เหรอ? อย่ามาพูดให้ข้าหัวร้อนเลย” เจี้ยงหยวนส่ายหน้า ก่อนจะพูดจาหยอกล้ออย่างจัดหนัก “ถ้าความอดทนคือเกมของพวกเ้า ข้าคงเป็แชมป์โลกไปแล้ว แต่ปัญหาคือข้าเบื่อเกมน่าเบื่อนี้เต็มทีแล้วโว้ย”
หนึ่งในผู้าุโที่ถือท่อนไม้ปรุงยาแหลมคมลุกขึ้นยืนแล้วพูดเสียงเข้ม “เ้าอย่าคิดว่าตัวเองเหนือกว่าพวกเรา แม้แต่เ้าสำนักเองก็ไม่เคยกล้าหาญเหมือนเ้า”
“เอาจริงเหรอ? ไอ้เ้าสำนักตัวนั้นนั่นน่ะเหรอ? ข้าเล่นกับมันเหมือนลูกหมาตัวนึงแค่นั้นแหละ”
เจี้ยงหยวนหัวเราะขบขันพลางสบตาทุกคน “พวกเ้าเป็แค่ผู้เล่นตัวเล็กๆ ในเกมใหญ่ที่ข้าเตรียมไว้”
เสียงคุยกันดังขึ้นทันทีเมื่อผู้าุโบางคนเริ่มไม่พอใจ จังหวะนั้นเองที่ประตูเหล็กของคุกดังเปิดอย่างกะทันหัน เสียงฝีเท้าเร่งรีบของทหารสำนักดังเข้ามา
“ท่านาุโหยางสั่งมาแล้วว่า เื่นี้จะต้องรายงานเ้าสำนักโดยตรง!”
บรรยากาศตึงเครียดหนักขึ้นอีกหลายเท่า แต่เจี้ยงหยวนกลับยักไหล่พลางยิ้มเยาะ “เ้าสำนักนั่นก็น่าสนใจไม่น้อยนะ จะรอดูว่ามันจะเล่นเกมนี้ยังไง”
ผู้าุโเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพูดเสียงต่ำ “จำไว้นะเจี้ยงหยวน… พวกเราทั้งหมดไม่ได้มาเล่นๆ กับเ้า”
“อ๋อ... ฟังดูน่าตื่นเต้นดีนะ” เจี้ยงหยวนกระตุกยิ้มอย่างขบขัน “ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้โชคดีล่ะกัน! ข้าคงได้เวลามีความสนุกเพิ่มอีกแล้ว”
เสียงหัวเราะแ่ๆ ของเขาดังก้องในคุกชั่วขณะ ท่ามกลางความเงียบอึมครึมที่แทบจะจับต้องได้ ทุกคำพูด ทุกอารมณ์ความรู้สึกเหมือนสาดกระจายไปในอากาศเหมือนพายุร้ายที่กำลังจะปะทุขึ้นในสำนักอวิ๋นหลิน
เจี้ยงหยวนยังคงยิ้มอย่างไม่แคร์ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและความลึกลับที่ไม่มีใครเข้าใจได้... ว่าแท้จริงแล้ว เขาเก็บงำความลับอะไรเอาไว้ในใจนั้นกันแน่
....ในห้องประชุมลับที่ถูกโอบล้อมด้วยกำแพงหนาทึบและแสงเทียนสลัว ๆ ซึ่งสาดส่องลงบนโต๊ะหินเย็นเฉียบ กลุ่มผู้าุโและผู้คุมคุกต่างนั่งล้อมวงด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเครียดและความกังวลอย่างลึกซึ้ง ทุกสายตาจ้องมองไปยังศิษย์พี่เจี้ยงหยวนผู้ถูกขัง ซึ่งตอนนี้เขายังคงเงียบสนิท ไม่แสดงอาการเ็ปใด ๆ แม้จะถูกทรมานมาอย่างหนัก
“เราลองใช้ยาพิษจากดอกหลิงฮวาไปแล้ว ผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง” เสียงทุ้มต่ำของผู้าุโคนหนึ่งดังขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาคมกริบเผยถึงความไม่พอใจ “ไอ้เจี้ยงหยวนยังคงนิ่งเงียบเหมือนไม่ได้รับความเ็ปใด ๆ เลย มันน่าหงุดหงิดจริง ๆ”
ผู้คุมอีกคนพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ยาพิษระดับต้นอย่างดอกหลิงฮวา คงไม่พออีกต่อไป คราวนี้ผมเสนอว่าให้ใช้ ‘เืปีศาจดำ’ ผสมกับ ‘น้ำพิษเงียบ’ ซึ่งเป็ยาพิษขั้นสูงสุดที่ทรงพลัง จนสามารถทำให้เหยื่อทรมานทั้งกายและใจได้หลายวันติดต่อกัน”
“แต่ไอ้เจี้ยงหยวนไม่เหมือนใคร มันเหมือนถูกลมปราณอันแกร่งกล้าคุ้มครองร่างกายไว้ พิษที่ว่านี้ก็เหมือนแค่ละอองฝุ่น ไม่มีผลให้เขาอ่อนแอลงเลย” ผู้าุโอีกคนเลิกคิ้วด้วยความสงสัยและแปลกใจ “เขามีอะไรซ่อนเร้นที่พวกเราไม่เคยรู้หรือเปล่า?”
“ในเมื่อวิธีทางกายไม่ได้ผล เราคงต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีทางใจบ้าง” เสียงหนึ่งแทรกขึ้นอย่างเคร่งเครียด “ลองใช้ ‘ยาหลับลึก’ ชนิดพิเศษที่เรียกว่า ‘จิตคลุ้มคลั่ง’ เพื่อทำลายสมดุลจิตใจเขาดูไหม? หากมันทำงานได้จริง เราอาจทำให้เขาพูดออกมาได้โดยไม่ต้องทรมานกายจนเกินไป”
ความเงียบครอบงำในห้องประชุมสั้น ๆ ก่อนที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์จะเริ่มขึ้น “แต่ไอ้เจี้ยงหยวนนี่มันเ้าเล่ห์เกินคาด เขาอาจมีแผนซ้อนแผนซ่อนอยู่ พิษร้ายแรงเท่าไรก็เหมือนไม่ใช่เื่ใหญ่สำหรับมัน” ผู้คุมคนนั้นกล่าวเสียงหนัก “บางทีการทรมานมาก ๆ อาจทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นด้วยซ้ำ เราอาจกำลังเจอกับศัตรูที่ไม่ธรรมดา”
“เราต้องหาวิธีใหม่ ๆ ที่เด็ดขาดกว่าเดิม” ผู้าุโคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าและเด็ดขาด “หากไม่ทำให้มันพูดให้ได้ สำนักอวิ๋นหลินจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่เราไม่อาจควบคุมได้ และมันอาจหมายถึงความล่มสลายของเราทั้งหมด”
“ใช่” เสียงตอบรับดังขึ้นทั่วทั้งห้อง “หากเจี้ยงหยวนไม่เปิดปาก ความลับที่เขาซ่อนไว้จะเป็เหมือนดาบสองคมที่คอยพรากทุกสิ่งที่เรารักไปจากเรา”
“แต่ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทนได้ถึงเพียงนี้” ผู้คุมคนหนึ่งขมวดคิ้ว “นี่มันไม่ใช่แค่ร่างกายที่แข็งแกร่ง แต่เป็จิตใจที่แข็งแกร่งเกินไป แทบจะเป็สิ่งที่พวกเราคาดไม่ถึง”
ทุกคนสบตากันด้วยความไม่สบายใจปนความสงสัย ท่ามกลางความเงียบและแสงเทียนที่ส่องสว่างอ่อนโยนเหมือนกำลังบอกเป็นัยถึงความลึกลับที่ยังรอคอยการเปิดเผย “เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องลุยจนสุดทาง”
กลุ่มผู้าุโสรุปเสียงหนักแน่น “แม้จะต้องเผชิญกับความมืดมนและความน่ากลัวแค่ไหนก็ตาม”
....แสงจันทร์นวลฉายลอดผ่านช่องหน้าต่างเหล็กดัด สาดลงบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลและความเหน็ดเหนื่อยของเจี้ยงหยวนในคุกมืดเย็น เขานั่งพิงผนังหินเย็นเฉียบ ร่างกายที่ทรมานแต่ใจยังคงไม่อาจถูกทลายได้ ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยพลางจ้องมองแสงจันทร์ที่ค่อย ๆ เคลื่อนผ่าน ท่ามกลางความเงียบสงัดนั้น ความคิดทั้งหมดไหลวนกลับไปหาหลี่หานเหวิน ศิษย์น้องผู้เคยร่วมเดินเคียงข้างกันมา
แม้จะถูกทรมาน ถูกขัง และถูกหักหลัง แต่ในใจของเจี้ยงหยวนกลับไม่มีแม้แต่น้อยที่จะจองจำความโกรธแค้น มีเพียงความเป็ห่วงและความหวังลึก ๆ ว่าวันหนึ่งหลี่หานเหวินจะได้พบหนทางของตนเอง
“หลี่หานเหวิน...” เสียงแหบพร่าพลางเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ “ถึงเราจะอยู่คนละทาง แต่สายใยที่ผูกพันยังไม่เคยขาด... ข้าเชื่อว่าวันหนึ่ง เ้าจะเข้าใจ... และกลับมา...”
คำพูดนั้นกระซิบเบา ๆ เหมือนลมพัดผ่านห้องคุก ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกอบอุ่นในใจกลางความมืดมิด ก่อนที่เจี้ยงหยวนจะหลับตาลง ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ยังคงส่องสว่างไม่หยุดยั้งในคืนนั้น....