บทที่หก ความวุ่นวาย
เวลานั้นเป็นเวลาก่อนเพลไม่นานนัก อันเป็นปกติที่สงฆ์ทั้งหลายยังทำหน้าที่ต่างๆประจำวันอยู่ รวมทั้งการทำธุระการงานของเหล่าเด็กวัดดังนั้นกุฏิด้านนี้จึงไม่มีผู้ใดเฝ้าหรือเตร็ดเตร่อยู่ ต่างคนต่างสาละวนกับงานทั่วไปตามจุดต่างๆ สองเด็กน้อยโผล่ศีรษะออกไปดูจากด้านหลังที่ซ่อน ขอนกล่าวขึ้นอย่างสงสัยใจว่า
“หากออกไปดู ใยมิใช่รู้เรื่องราวชัดเจนกว่า”
หลงน้อยตอบโดยสายตายังจับจ้องดูเหตุการณ์อยู่
“นี่อาจเป็นนิสัยข้าเอง หากไม่รู้แน่ชัดในสถานการณ์ ต่อไปอาจต้องรับมืออย่างยุ่งยากอยู่บ้าง”
ขอนพยักหน้ารับกล่าวพึมพำว่า
“นั่นก็ใช่แล้ว นี่เป็นว่าปกติเจ้าคงแอบซุ่มดูเรื่องราวต่างๆเป็นนิจ”
หลงน้อยหน้าแดงวูบหนึ่ง อดกล่าวไม่ได้
“ยังคงอย่าได้ใช้คำซุ่มซ่อนอันใด ฟังไปไม่เป็นเรื่องอันดีงามเป็นทำนองอื่น”
ขอนยิ้มหัวอย่างขบขัน
“เป็นข้าผิดไป ตกลงๆ คำซุ่มซอนอันใดไม่ใช้แล้ว เปลี่ยนเป็นแอบมองผู้อื่นเป็นนิจดีกว่าหรือไม่”
หลงน้อยกล่าวด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“ก่อนหน้านี้ยังมีผู้ใดทราบว่าเจ้ามีอารมณ์ขันถึงเพียงนี้ อย่าได้กล่าวเอะอะต่อไปแล้ว ดูเอาเถิดว่ากึ่งกลางวงนั้นเป็นผู้ใด”
ขอนเพ่งมองดู คราวนี้ดูได้ถนัดตาด้วยว่ามีผู้เข้ามาสมทบ เป็นพระแปลกและพระแผน ในตำแหน่งยืนของแต่ละคนจึงมีการเคลื่อนย้ายไป มองได้เห็นในใจกลางกลุ่มเป็นพระทองคำ และพระขวัญ
เมื่อเพ่งตามองออกไป ขอนพลันขมวดคิ้วกล่าวว่า
“เป็นหลวงพี่ทองคำและหลวงพี่ขวัญ ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อม คนของกอเข่อ นี่เป็นเรื่องราวใดกันแน่” ขอนชะงักเล็กน้อยก่อนสังเกตพบคนผู้หนึ่ง
“นั่นย่อมเป็นกอป่าที่ยืนอยู่ด้านนอกสุด”
หลงมองตามคำของขอน เห็นเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี ร่างสูงโปร่งแต่งกายแบบชาวเขา ในกลุ่มคนทั้งหมดของกอเข่อล้วนแต่งกายแบบชาวเขาแต่เด็กหนุ่มผู้นี้แต่งกายผิดแผกไปจากผู้อื่น ในเครื่องแต่งกายมีสีสันอัดสดใสหมวกที่ใส่มีเขาสัตว์และเขี้ยวงาสัตว์ร้ายเป็นสัญลักษณ์แห่งผู้มีอำนาจ กอป่าผู้เป็นบุตรชายคนเดียวของกอเข่อย่อมเหมาะสมที่จะสวมใส่ กอเข่อนั้นแม้ว่าตำแหน่งที่เรียกขานคือเจ้าเขาห้าลูก แต่หากนับกันตามศักดิ์จริงๆสมควรเป็นผู้ครองแค้วนเล็กๆแห่งหนีึ่ง กอป่าเองสมควรมีศักดิ์เทียบเท่าเจ้าชายหรืออ๋องแบบอย่างชาวฮั่น
หลงน้อยพึมพำออกมาด้วยความสงสัย
“พวกมันมาทำอะไรกันมากมายหลายคน คนเหล่านี้มั่วสุมรวมตัวกันย่อมไม่เป็นเรื่องอันดีงาม”
ขอนหน้าแดงวูบหนึ่งคิดในใจว่าตนเองย่อมนับรวมเป็นคนเหล่านี้เมื่อหลายวันก่อนเช่นกัน และไม่มีเรื่องดีงามอันใดจริงดังหลงว่า จากนั้นกล่าวอย่างครุ่นคิด
“หรือจะเป็นเรื่องนั้น วันก่อนข้าได้ยิน กอป่า กล่าวกระไรกับคนในเผ่ามันเองหลายคำเป็นภาษาในชนเผ่าของม้ันที่ข้าไม่เข้าใจ ในหลายคำนั้นมีการกล่าวถึง วัดเราและสมณะสองท่าน หากจำไม่ผิดเป็นหลวงพี่ทองคำ และหลวงพี่ขวัญนั่นเองที่อยู่ในคำสนทนาพวกนั้น ในตอนนั้นข้าไม่ได้ใส่ใจนัก”
หลงน้อยกล่าวต่อให้
“ถ้าเช่นนั้นจุดประสงค์การมาคนพวกนี้มิใช่เกี่ยวกับวัดเรา แต่มุ่งมายังหลวงพี่ทั้งสองท่าน แต่เป็นเรื่องใด”
ขอนให้ความเห็นว่า
“นั่นเพราะเจ้ายังไม่เข้าใจ กอป่ารวมทั้งกอเข่อไม่ได้นิยมยินดีกับการมีวัดและการมีอยู่ของหลวงพ่อฟูแต่แรก หากหาเหตุให้มีเรื่องได้ตั้งแต่แรกย่อมทำไปแล้ว ติดที่ว่าชาวบ้านแถบนี้มียังมีชาวพุทธอยู่เป็นจำนวนมาก ที่น่าขุ่นข้องใจคือพวกที่นับถือผีก็ล้วนนับถือหลวงพ่อฟูในฐานะพ่อปู่ผู้ใหญ่ที่น่านับถือ หากกอเข่อทำอันใดตามอำเภอใจ อาจเกิดการต่อต้านจากชาวบ้านขึ้นมา นั่นเป็นเรื่องที่กอเข่อไม่ยินยอมเสี่ยงเป็นอันขาด แต่อย่างไรก็ตามวัดป่าพุทธปัญญาเป็นเรื่องที่มันหาทางจัดการตลอดมาเพียงแต่ไม่มีโอกาส”
หลงรับฟังแง่มุมทางการปกครองที่กอเข่อย่อมเอ่ยทั้งที่สายตายังจับจ้องอยู่ที่กลางลาน
“คงเป็นเช่นนั้น ก็เจ้าเองคลุกคลีกับคนพวกนี้มาเป็นเวลานาน ย่อมรู้เรื่องราวภายในของพวกมันอยู่บ้าง”
หลงน้อยกล่าวโดยมิได้เจตนาตำหนิเพียงแต่คราวนี้ขอนหน้าแดงด้วยความละอาย ยอมรับว่า
“นั่นก็ถูก ข้าจำเป็นต้องคบหามัน มันเป็นหนทางเดียวที่ข้ามีโอกาสเป็นคนสำคัญในถิ่นนี้ แต่ข้าในตอนนี้ไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับพวกมันอีกแล้ว” ตอนท้ายกล่าวหนักแน่น
หลงกล่าวขัดจังหวะขึ้นมา
“ฟังสิ หลวงพี่ผวนกล่าวอันใด”
พระแปลกและพระผวนที่ก้าวเข้าไปใกล้กลุ่มคนเหล่านั้น กวาดตามองไปรอบด้าน พระผวนเอ่ยก่อนว่า
“โยมทั้งหลายนี้มาด้วยเรื่องอันใด”
ที่แท้ก่อนหน้าที่พระผู้ใหญ่ทั้งสองท่านเดินมาสู่วงล้อม ในระยะหลายก้าวจึงเห็นถนัดตาว่าทั้งหมดมีผู้คนแต่งตัวชุดชาวเขาสามคนกล่าวคือสวมเสื้อและกางเกงประดับประดาด้ายสีต่างๆกัน นอกนั้นแต่งตัวด้วยเสื้อคลุมยาวรัดเอวไว้แบบชาวบ้านทั่วไป รวมกันทั้งสิ้นเจ็ดคน นอกวงไปเป็นกอป่าที่ยืนกอดอกดูเหตุการณ์
ทั้งหมดมิได้กล่าวอันใดเพียงล้อมกรอบพระทองขวัญและพระขวัญเอาไว้ตรงกึ่งกลาง สายตาของทั้งหมดจับจ้องไปยังจุดเดียวกันและมีแววทะมึงทึงดุร้าย
ขอนจดจำได้ว่าในกลุ่มนั้นประกอบด้วย กอไข่ที่เป็นน้องชายแท้ๆกอเข่อ แต่โดยลำดับชั้นของคนในเผ่าแล้วยังเป็นผู้รับคำสั่งจากกอป่าที่มีอายุอ่อนกว่าแต่เป็นลูกของพี่ชาย อาขิ่นผู้ใช้มีดเป็นชายหนวดเครารุงรัง และคนสุดท้ายเป็น อาข่าผู้ใช้ขวาน ทั้งสองเป็นลูกน้องคนสนิทของกอเข่อ ส่วนคนไตสี่คนที่เหลือ มีนามว่า สัก และ แสง ที่เป็นที่รู้จักของคนแถบนี้ทั้งสองเป็นคนบ้านภูแจ้งนับเป็นคนมีฝีมือทางหมัดมวยเป็นชื่อเสียงอยู่บ้าง ทั้งสองเป็นพี่น้องกันและชักชวนกันเข้ากับกลุ่มของกอเข่อเมื่อปีกลายที่ผ่านมา อีกสองคนที่เหลือเป็นลูกบ้านขุนโตนนามไม่เป็นที่รู้จักในถิ่นนี้สักเท่าใดแต่คาดว่าคงเป็นผู้มีฝีมือทางต่อยตีอีกเช่นกัน
ที่ผ่านมากอเข่อรับผู้คนมีฝืมือและส่วนมากเป็นอันธพาลมาเข้ากลุ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เมื่อตอนหน้าฝนที่ผ่านมาเล่าลือกันว่ามีคนร่วมขบวนการเพิ่มอีกเกือบพันคน ทำให้กองกำลังทั้งหมดของกอเข่อที่หากเรียกรวบรวมได้มีมากถึงสองหมื่นคน ในจำนวนนั้นย่อมนับรวมขอนบุตรอดีตนายบ้านเขิงเจ้าของฉายานามพรานไพรล่องหนเข้าด้วยอีกคนหนึ่ง
หลงที่ดูอยู่แต่ไกลหลายสิบก้าว กระซิบกับขอนว่า
“เสียงเมื่อสักครู่ ตอนแรกข้าได้ยินไม่ถนัด แต่ตอนนี้พอเดาได้อยู่หลายส่วน เสียงตวาดนั้นที่เราได้ยินคือ ล้อมมันไว้ คนกล่าวคงเป็นกอป่าแล้ว"
“ไฉนจึงกล้ากระทำการลบหลู่เยี่ยงนี้ ถึงกับตวาดใส่พระสงฆ์ของวัดเรา ข้าจะออกไปว่ากล่าวให้ชัดเจน” ขอนพอได้ฟังรู้สึกเดือดดาลพลุ่งพล่านขึ้นมา ตนคาดแต่แรกว่ากอป่าคงมีจุดประสงค์ไม่ดีงามแต่หากขาดความเคารพต่อพระสงฆ์เช่นนี้ออกจะมากเกินไป แม้กอป่ามันไม่ได้นับถือพุทธ นับถือผี แต่หากกล่าวคำมีความหมายอันหยามผู้คนในสถาบันศาสนาอื่นนี่นับเป็นการไม่สมควร เรื่องนี้ชาวบ้านร้านถิ่นที่หยุดยืนดูเหตุการณ์ต่างได้ยินคำอุกอาจนั้นและเกิดความไม่พอใจขึ้นเช่นกัน
หลงฉุดดึงมือขอนไว้มิให้พรวดพราดออกไป กล่าวว่า
“ยังก่อนอย่าเพิ่งออกไป มันกระทำการอันเหิมเกริมย่อมมีที่ถือดีอยู่บ้าง หากแม้สะกิดความไม่พอใจของคนส่วนรวมขึ้นย่อมไม่เป็นผลดี เจ้าเองยังบอกว่าแม้แต่กอเข่อยังไม่กล้ากระทำการอุกอาจถึงเพียงนี้ นี่กอป่ากลับนำคนออกมาล้อมหน้าหลังพระสงฆ์ในเขตขัณฑสีมา ความนี้ย่อมมีเบื้องหลัง รอสักครู่ค่อยออกไปยังไม่สาย พระอาจารย์ผวนท่านอาจควบคุมสถานการณ์ได้ก็เป็นได้”
ขอนที่ตั้งท่ากระโจนออกไปจึงจำต้องนั่งลงดูเหตุการณ์ต่อไป
ขณะที่ทั้งสองเอ่ยวาจา วงล้อมแยกออกเว้นเป็นช่องและรับการเพิ่มเติมเข้ามาของพระผวนและพระแปลก
คนที่ขยับก่อนคือ แสงคนบ้านภูแจ้ง เปิดทางให้พระผวนเข้ามา ตามด้วยสักที่ยืนอยู่คู่กัน สองคนพี่น้องจึงเปลี่ยนเป็นยืนขนาบพระผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน สักคนบ้านภูแจ้ง เกือบยกมือขึ้นนมัสการทีเดียว แต่เมื่อสบสายตาเกรี้ยวกราดของกอป่าที่ห่างออกไป ได้แต่เอามือกุมประสานไว้ด้านหน้าไม่กล่าวกระไร
ทั้งสักและแสงสองพี่น้องนับถือพุทธดังนั้นเห็นพระสงฆ์เช่นพระผวนซึ่งเป็นที่ศรัทธาของคนแถบนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะทำความเคารพตามความเคยชิน
การเคลื่อนไหวนี้ย่อมอยู่ในสายตาหลงน้อย ยิ่งครุ่นคิดว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมีเหตุผลบางประการที่ทำให้คนนับถือพุทธเช่นทั้งสองร่วมปิดล้อม พระขวัญและพระทองคำ ได้ และย่อมเป็นเหตุผลอันแยบยลของกอป่า หรือยิ่งกว่านั้นผู้สั่งการทั้งหมดย่อมเป็นกอเข่อแล้ว
กอป่าเมื่อเห็นเช่นนั้นแล้ว จึงจงใจหัวร่อออกมาเสียงกังวาล กล่าวเสียงชัดเจนแจ่มใส ยังมีความหมายให้คนสัญจรได้ยินโดยถนัด
“นมัสการ พระคุณเจ้าทั้งสอง”
กล่าวพลางเดินลอดผ่านช่องว่างระหว่าง อาขิ่น และอาข่าไปหยุดยืนเยื้องหน้าทั้งสองไปหนึ่งก้าว ก้มศีรษะลงประนมไหว้ตามธรรมเนียม มันประพฤติสองทาง ทางหนึ่งห้ามลูกน้องทำความเคารพ แต่ทางหนึ่งทำความเคารพเอง เป็นการประกาศให้ทราบถึงจุดยืนที่ไม่เคารพพระสงฆ์ในศานาพุทธ และตนย่อมยินดีทำความเคารพตามผู้คนเพียงแต่ในธรรมเนียมปฏิบัติของผู้เยาว์ หาใช่เคารพด้วยใจจริงไม่ ความข้อนี้ย่อมสามารถทำได้เมื่อผู้คนทั้งหลายล้วนทราบดีว่าชาวเขาย่อมนับถือผีปู่ย่าเป็นดังศาสนาแห่งตนจึงไม่สามารถยกเรื่องนี้มาตำหนิได้
พระผวนกล่าวรับ “เจริญพร”
การเข้ามาสู่วงล้อมของพระผวนเป็นเรื่องหนึ่งที่กอเข่อคาดคำนวนไว้และบอกหนทางรับมือไว้แก่กอป่า แต่ทว่าแม้คาดไว้กอป่าไม่ปรารถนาที่จะให้เกิดขึ้นเพราะเป็นสถานการณ์ที่ยุ่งยากเพิ่มขึ้นประการหนึ่ง
กอป่าเห็นพระผวนกำลังจะกล่าวกระไร ชิงกล่าวตัดขึ้นมาด้วยเสียงอันดังเสียก่อน
“พวกเรามาที่นี่เพื่อช่วยท่านชำระล้างศาสนา”
พระผวนแย้มยิ้มน้อยๆตอบว่า
“กระจกเงาอันขุ่นมัว หาใช่กระจกนั้นเองที่ขุ่นมัว หากเช็ดถูให้สะอาดกระจกนั้นย่อมแสดงความแจ่มใสชัดเจน ศาสนาพุทธเฉกเช่นกระจกที่ถูกฝุ่นฉาบ ขอเพียงชำระล้างจิตใจให้ขาวสะอาดย่อมเห็นพุทธอันแจ่มใสชัดเจนฉันใดฉันนั้น เมื่อชำระล้างอยู่ที่ใจ หากใจตนชำระล้างเองมิได้ ยังต้องให้ผู้ใดมาชำระล้างให้ รบกวนโยมทั้งหลายแล้ว”
ท่านกล่าวเป็นทำนองให้ทราบว่า กอป่าที่หยาบช้าไม่สามารถมองเห็นความดีงามของศาสนาได้ ประสาอะไรจะรับหน้าที่เช็ดกระจกเงา แต่กอป่าหาได้สะทกสะเทือนไม่กลับหัวร่อฮาฮา
“ท่านกล่าวได้ถูกต้องสมควรแล้ว เรื่องเช็ดกระจกเงาอย่าเพิ่งไปกล่าวถึง บัดนี้ท่านมีหยากไย่อันรุงรังไม่งดงามบดบังศาสนาอยู่ อย่างนั้นอาศัยเรากอป่าที่หยาบกร้านจึงขอรับหน้าที่ปัดเศษหยากไย่อันรุงรังให้แก่พระบรมศาสดาท่านเอง”
พระผวนไม่ปรารถนาสนทนาไปยังแนวทางของกอป่าท่านทราบดีว่าคนเหล่านี้ไม่มาเรียกว่าดี หากมาแล้วย่อมหามีดีไม่ พวกมันเมื่อยกพวกกันมาเช่นนนี้ย่อมมีประสงค์ร้าย แต่พระแปลกพรรษาบวชเรียนไม่ยาวนาน ท่านไม่ทราบความนัยเหล่านี้ สะกิดความสงสัยกล่าวพูดแทรกขึ้นว่า
“อันใดที่พวกท่านเรียกว่าหยากไย่”
พอดีสบสมใจกอป่า รีบกล่าวตอบท่านด้วยเสียงอันดัง
“หยากไย่ย่อมหมายถึง คนร้ายสองคนนี้ในคราบพระสงฆ์แล้ว”
ตอนนี้ในกลุ่มคนสัญจรที่เฝ้าดูส่งเสียงกันอึงมี่ บ้างด่าว่าประณามต่อการกระทำของกอป่า บ้างแสดงความประหลาดใจ
หลงน้อยเริ่มเข้าใจเรื่องราวบางประการ เมื่อสักครู่อันธพาลทั้งหมดคงล้อมรอบพระขวัญและพระทองคำเอาไว้ขณะท่านทั้งสองกวาดลานวัด จากนั้นจึงเพียงนิ่งไว้ไม่เจรจา แสดงออกเพียงท่าทางมุ่งร้ายเท่านั้น พวกมันมุ่งหวังว่าหากพระทั้งสองแสดงอาการตื่นกลัวพยายามแหกวงล้อมหรือต่อสู้ อย่างนั้นเพิ่มความสะดวกดายแก่พวกมัน เมื่อพระขาดจากความเป็นพระโดยชอบธรรม ยิ่งกว่านั้นยังเลือกลงมือเวลาสัญจรในยามเช้าที่มีผู้คนสัญจรมายังวัดป่าเพื่อประกอบกิจธุระต่างๆกัน หากเข้าบ่ายคล้อยแล้วผู้คนมักอยู่ตามบ้านของแต่ละคน ย่อมไม่มีสักขีพยานอันใด หลงกระซิบบอกความคิดให้ขอนทราบ
ขอนแสดงความเห็นว่า
“หากการณ์กลับกลายไม่อย่างที่มุ่งหวัง อย่างนั้นกลับกลายเป็นโทษต่อพวกมันไป”
หลงน้อยพึมพำว่า
“หนึ่งในคติการต่อสู้ที่ท่านพ่อมอบให้แก่ข้า คือสละง่ายเลือกหนทางยาก แม้ลำบากอยู่บ้างแต่ผลลัพธ์ย่อมหอมหวลยิ่งกว่า”
ในขณะนั้น กอป่าสูดลมหายใจเต็มปอดกล่าวต่อว่า
“พี่น้องทั้งหลาย ในบรรดาผู้ที่ท่านกราบไหว้ มีบุคคลอันไม่สมควรรับการเคารพจากท่าน และยิ่งไม่สมควรรับพรจากบุคคลนั้น บุคคลทั้งสองที่เรากล่าวนี้คือ พระขวัญและพระทองคำ นักโทษหนีคดีของทางการ อย่างนี้สมควรให้เรารีบรุดมาจัดการหรือไม่”
เสียงชาวบ้านกระซิบกระซาบกันวุ่นวาย กอป่าลอบยิ้มอย่างพึงพอใจรีบกล่าวต่อด้วยเสียงอันดัง
“ในสถาบันสงฆ์ท่านมิใช่มีกฏห้ามนักโทษบวชเพื่อหนีโทษทัณฑ์มิใช่หรือ”
พระแปลกได้ฟังท่านถึงกับทำอะไรไม่ถูกหันไปมองพระทองคำและพระขวัญท่านกำลังจะเอ่ยปากถามไปยังสมณะทั้งสอง แต่พระผวนผู้มีพรรษายาวนานที่สุดในทุกรูปแย้มยิ้มเล็กน้อยอย่างใจเย็นกล่าวว่า
“หากมีเรื่องเช่นนั้นย่อมต้องทำไปตามกฏ แต่คงต้องรอท่านเจ้าอาวาสก่อน ขอเชิญโยมทั้งหลายรอคอยที่ศาลาหหน้าอุโบสถ” ท่านกล่าวอย่างนอบน้อมหากแต่เสียงดังฟังชัดทั่วบริเวณพร้อมผายมือเชื้อเชิญ
กอป่ารู้สึกอึดอัดคับข้องใจนัก หากว่าปล่อยให้อีกฝ่ายมีเวลาหยุดพักคลี่คลายจากวงล้อมไป เกรงว่าแม้สมณะทั้งสองลาสิกขาไปพวกตนคงไม่มีวันจับกุมผู้ถูกกล่าวหาได้อีก ครั้นจะอาละวาดก็ไม่สะดวกใจเพราะเจ้าของสถานที่ก็ไม่ได้ขับไล่แต่ประการใด ยามกระทันหันไม่ทราบจะทำประการใดดี
เสียงหนึ่งพลันโพล่งขึ้นมาว่า
“นั่นเห็นจะไม่ได้หรอกพระคุณเจ้า ผู้ใดจะรู้ว่าทอดเวลาออกไป พวกเราอาจไม่มีวันจับโจรกลุ่มนี้ได้อีก ไม่แน่ว่าหากพวกท่านรู้เห็นเป็นใจกันปล่อยปละละเว้นไป มีอะไรรับประกันได้เล่า”
คนกล่าวคือ กอไข่ เมื่อเห็นท่าว่า กอป่า ดูไปเจรจาเป็นรองอยู่ แม้ตนกล่าวล่วงเกินพระสงฆ์ไปบ้างอย่างไรเสียคนในถิ่นมีความเห็นต่อตนว่าเป็นคนหยาบกร้านแบบนักรบทั่วไป ผิดกับกอเข่อและบุตรชายที่แสดงตนเป็นบัณฑิตอันเที่ยงธรรมเพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นชนชั้นปกครอง
กอป่าลอบยินดีที่น้าชายยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แม้ว่าจะรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้างในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำปฏิบัติการเข้าจับกุมครั้งนี้ หากแต่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีพอ
พระแปลกได้ฟังถึงกับหน้าซีดขาว ท่านรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ออกจะเกินเลยไปบ้าง ถึงกับจาบจ้วงพระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ทั้งยังกล่าวเป็นนัยว่า วัดรู้เห็นเป็นใจในการหลบซ่อนโจรผู้ร้าย ท่านขยับกายทำท่าจะติเตียน เห็นพระผวนยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามปรามชิงกล่าวว่า
“ไม่ทราบว่าในกฏหมายของพวกท่าน หากกระทำการช่วยเหลือให้หลบหนีจะมีโทษอย่างไร”
กอไข่แค่นเสียงเฮอะ ตอบเสียงดังกังวานทั่ว
“ย่อมถูกจับส่งทางการ ให้สำเร็จโทษ ทั่วไปย่อมโบยตีห้าสิบครั้ง คุมขังหนึ่งปี”
พระผวนยิ้มแย้มกล่าวว่า
“ถ้าเช่นนั้น หากอาตมารับประกันว่า มีเรื่องหลบหนีเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พวกท่านรอท่านเจ้าอาวาสอยู่ อาตมายินดีสึกให้พวกท่านดำเนินการเอาผิดตามกฏหมายบ้านเมือง ท่านจะว่าอย่างไร”
คราวนี้ถึงรอบ กอไข่ อ้ำอึ้งไปบ้าง จะอาละวาดก็ไม่สะดวกได้แต่ยอมรับนับถือในใจว่านี่หลวงพ่อฟูช่างสร้างสรรบุคคลที่ต่อกรได้ยากอยู่บ้าง พลางส่งเสียงกระแอมไอเหลือบมองไปยังบุคคลทางด้านซ้ายของตน
อาขิ่นผู้ใช้มีดผู้ยืนอยู่ด้านซ้ายหลัง สืบเท้ามาข้างหน้าท่วงท่ามุ่งร้ายหมายขวัญ ตวาดว่า
“กล่าวไปกล่าวมายังเป็นวัดท่านต้องการปกป้องคนร้ายอยู่นั่นเอง”
พระผวนท่านยังยืนยิ้มอยู่เช่นนั้นไม่ล่าถอย อาขิ่นแต่แรกแม้ตั้งใจขู่ขวัญอย่างดุดัน คาดว่าการก้าวคุกความกะทันหันคงทำให้พระผวนถึงกับผงะถอยหลังไป แต่ต้องหยุดยั้งลงในระยะข้อศอกพลันพบว่าการคุกคามของตนไม่มีผลต่อพระผู้ใหญ่ท่านนี้ แม้นตนรุกต่อไปจนชนท่านล้มลง อย่างนั้นแล้วพวกตนจะกลับกลายเป็นผิดไปในทันที
พระผวนยิ้มตอบคำ
“นี่มิใช่การปกป้องคนร้าย คำคนร้ายยังมิอาจใช้ ที่นี่ยังมีแต่พระอยู่เท่านั้น ผู้ที่สมควรตัดสินได้ย่อมเป็นท่านเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียว”
ยามนั้นเองที่ หลงน้อย กระซิบต่อขอน
“ไม่ว่าจะอย่างไรคนพวกนี้ไม่ปล่อยปละละเว้นหลวงพี่ทั้งสอง และรวมถึงวัดของพวกเราด้วย”
ขอนทำคิ้วขมวด
“เรื่องนั้นข้ารู้ แต่ดูไปพวกมันไม่น่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะทำการรุนแรงอันใดได้”
หลงน้อยส่ายหน้า
“นี่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุผล นี่เป็นเรื่องจุดประสงค์ต่างหาก เจ้าดูพวกมันผลัดกันพูดจา ยิ่งมายิ่งใช้คนหยาบกร้านเสนอหน้า”
ขอนพยักหน้าคล้อยตาม
“จริงด้วย แย่แล้วคราวนี้ หากหลวงพี่ทั้งสองเป็นนักโทษหลบหนีแท้จริง พวกมันอาจหาเรื่องปิดอารามแห่งนี้ แผนการเช่นนี้ยังพอเป็นไปได้อยู่บ้าง ข้าต้องออกไป”
หลงน้อยร้องอืมรับ เป็นเชิงเห็นด้วย
“ถูกแล้วเจ้าต้องออกไป เห็นแก่หน้าเจ้าพวกมันคงต้องถอยไป”
ขอนพยักหน้ารับ
“พวกเราออกไปสมทบดีกว่า ต่อจากนั้นค่อยปรับตัวตามสถานการณ์”
กล่าวจบเดินนำหน้าหลงน้อยออกไปก่อน
เมื่อถูกพระผวนตอบโต้อย่างเยือกเย็น ในตอนนั้นอาขิ่นหัวเราะเหะหะอย่างมีเลศนัย
“ถ้าเช่นนั้นเป็นว่า หากพวกเราพิสูจน์ได้ว่าคนของท่านเป็นนักโทษหลบหนี ท่านคงไม่ขัดขวางพวกเรากระมัง”
คราวนี้สีหน้าของพระขวัญและพระทองคำเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอยู่บ้าง
ตอนนั้นเด็กสองคนได้ก้าวมาถึงในระยะสิบก้าวพอดี ขอนรีบส่งเสียงร้องทัก
“พี่กอป่าท่านให้เกียรติมาเยี่ยมเยียน พวกเราเสียมารยาทมาต้อนรับช้าไปบ้าง”
หลงน้อยรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้างกับคำว่าพวกเรา แต่ไหนแต่ไรมาหลงน้อยมิเคยมีพวกมาก่อน ยิ่งมิเคยมีฐานะนับเป็นพวกเป็นข้างเดียวกันกับขอน สีหน้าปรากฏสีแดงสลับขึ้นวูบหนึ่ง ผู้คนทั้งหมดพยักหน้ารับแสดงว่ารู้จักมักคุ้นกันดี มีบ้างบางคนมองมายังหลงน้อยเป็นเชิงสงสัย
พระผวนกล่าวว่า
“พวกเจ้าในที่สุดก็มา เห็นพวกเจ้าหายไปหลายวัน หลวงพ่อท่านก็ถามหา”
หลงน้อยก้มกราบนมัสการพร้อมเพรียงกันกับขอน ทั้งสองจงใจก้มกราบอย่างนอบน้อมตามพิธีการเพื่อให้ชาวบ้านเห็นชัดถึงความเคารพที่พึงมีต่อพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ จากนั้นขอนจึงตอบท่าน
“พวกเราหลงทางอยู่ในป่าหลายวัน หาทางกลับออกมาไม่ถูก ขออภัยที่ทำให้พระคุณเจ้าทั้งหลายต้องเป็นห่วง”
จากนั้นทั้งสองลุกขึ้นยืน หันหน้าไปหากอป่าพร้อมก้บยิ้มให้กับมันแสดงมิตรไมตรี
“พี่ท่านมาถึงที่นี่ ไม่ทราบมีเรื่องราวใด”
กอป่าเห็นท่าทีของเด็กทั้งสองแล้วย่อมทราบจิตเจตนาของอีกฝ่าย ดังนั้นมันฝืนยิ้มรับคำเรียกหา
“น้องขอน มาพอดีสมควรมาช่วยพวกเรา ช่วนทางการจับโจรกลับไปรับโทษทัณฑ์”
ขอนแสร้งเป็นไม่ทราบเรื่องราว
“เป็นผู้ใดเป็นโจรผู้ร้ายกัน ที่นี่มีแต่พระผู้ทรงศีล และพวกเราเด็กวัดธรรมดา”
กอป่าหัวร่อออกมา เดินเอามือไพล่หลังวนไปด้านข้างของขอน
“เจ้าจากไปหลายวัน ยังไม่ทราบเรื่องราว เรารีบรุดมาแต่เช้าถึงเรือนพักเจ้า หากแต่ไม่พบ ได้แต่รักษาของมีค่าของท่าน ป้องกันโจรผู้ร้ายหยิบฉวยเอาไป”
ขอนหน้าถอดสีหัวร่อเสียงประหลาด หลงน้อยรู้สึกผิดปกติแม้ว่ายืนอยู่ด้านหลังยังรู้สึกได้ถึงความแปร่งในน้ำเสียงนั้น พลันเข้าใจว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร กอป่าทราบว่าขอนถือเป็นพวกเดียวกัน หากมันทำการรุนแรงต่อคนในสังกัด นับแต่นี้ผู้ที่สวามิภักดิ์ต่อมันจะเกิดความคลางแคลงใจ ดังนั้นมันใช้วิธีแบ่งแยกแล้วจู่โจม ต้องกระทำการบางอย่างให้ขอนเป็นฝ่ายลงมือ หากขอนลงมือก็เป็นอันสิ้นสุดความเป็นพวกเดียวกันอีก ยิ่งกว่านั้นยังสามารถอาศัยเรื่องนี้ทำความวุ่นวายและลงมือกับพระทั้งสองเป็นผลสำเร็จ หลงน้อยที่ฟังอยู่ด้านข้างมีความคิดแล่นไปมาดังสายฟ้าแลบ คำนวนว่าสิ่งของมีค่าที่ว่าคือบันทึกพรานไพรล่องหนห้าเล่มนั้นเจ็ดแปดส่วน ได้ยินเสียงขอนพูดเสียงเข้มกับกอป่า
“เมื่อข้าพเจ้ามาแล้ว ท่านคืนสิ่งของให้แก่ข้าพเจ้าเก็บรักษาดังเดิมเป็นไร”
กอป่าหันหลังกลับมาตบบ่าขอน
“เราไม่เห็นท่าน ยิ่งไม่รู้ว่าท่านจะกลับมาเมื่อไหร่ เมื่อยังมีคนร้ายลอยนวลอยู่ในชายคาวัดท่าน ผู้พี่หวังดีจึงคิดอ่านแทนท่านนำไปเก็บไว้ในที่อันปลอดภัยแล้ว รอสักครู่หากติดตามเรากลับไปยังสำนักเราของนั้นย่อมต้องคืนกลับสู่ท่านแน่นอน อย่างนี้ท่านนอกจากต้องขอบใจเรายังต้องตบรางวัลให้เราอีกต่างหาก”
กล่าวจบมันหัวร่องอหาย หลงน้อยทราบว่านี่เป็นการยั่วยุให้ขอนลงมืออย่างชัดเจน เห็นขอนกำมือแน่นตระเตรียมลงมือ รีบก้าวไปข้างขอนฉุดดึงมือสหายเอาไว้เป็นเชิงเตือนให้มีสติ
ขอนหันมามองสีหน้าเคร่งเครียด แต่เมื่อสบตาวูบหนึ่งเห็นขอนหลิ่วตาให้ หลงน้อยจึงทราบว่าที่แท้เรื่องเหล่านี้ทั้งการตอบโต้คารมไปมาล้วนอยู่ในการคำนวนของขอน เพียงไม่ทราบว่าในเมื่อสมุดบันทึกพรานไพรล่องหนอยู่ในกำมือของกอป่าแล้ว ขอนยังมีหมากตาใดแอบซ่อนเอาไว้ แต่เมื่อขอนมีท่าทางอันเข้มแข็ง ดังนั้นทำเป็นไม่ทราบเรื่องราว
ขอนหันมายังกอป่า น้ำเสียงแสดงความข่มขื่น
“พี่ท่านทำการอันสมควรแล้ว ไว้ข้าพเจ้าจะเดินทางไปรับภายหลัง”
กอป่าลดรอยยิ้มลง เรื่องที่คาดหวังไว้ไม่เป็นไปตามนั้น ตนไม่ทราบเพราะเหตุใดขอนจึงเยือกเย็นผิดธรรมดา มันคาดคำนวนปฏิกิริยาตามปกติของขอนผิดพลาดไป ปกติแล้วคนมุทะลุเป็นสันดานเช่นนี้น่าที่จะเกิดความหุนหันเมื่อถูกมันรุกรานถึงกับนำของมีค่าของมันไป กอป่าเพียงไม่ทราบว่าขอนได้เปลี่ยนแปลงไปในเวลาเพียงไม่กี่ค่ำคืน กอป่าฝืนหัวร่อออกมา
“เจ้ามาก็ดีแล้ว พวกเราสมควรช่วยกันจับโจรร้ายส่งทางการกันเถอะ” เมื่อไม่สามารถสร้างความชุลมุนวุ่นวายได้มันจึงเปลี่ยนเป็นชักชวนให้ขอนลงมือไปด้วยกัน
แต่ขอนกลับเดินไปเบื้องหน้าบดบังพระทั้งสองไว้ แสร้งกล่าวว่า
“พี่กอป่า ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ ท่านเรียกผู้อื่นว่านี่ว่านั่นเป็นโจรร้ายตลอดเวลา ที่นี่มีแต่พระสงฆ์และเด็กวัด หากท่านนับที่ข้าลักขโมยกล้วยป่าจากเจ้าป่าเจ้าเขากิน ก็คงมีเพียงข้าเท่านั้นที่นับเป็นโจรผู้ร้ายในที่นี้”
เสียงผู้คนรายล้อมหัวร่อขบขัน แม้กระทั่งหลงน้อยยังอดยิ้มไม่ได้
กอป่าชักสีหน้าแดงเข้มวูบหนึ่ง ในใจครุ่นคิด ไม่ทราบเด็กน้อยร่างใหญ่ผู้นี้วันๆฉุนเฉียวอวดโอ้พละกำลังของตน จู่ๆกลายเป็นคนช่างเจรจาแต่เมื่อใด แถมยังฉีกหน้าตนต่อหน้าผู้คนมากมาย ฝืนยิ้มตบบ่าขอนไป
“น้องเรา ท่านยังไม่ทราบ พระขวัญและพระทองคำ เป็นนักโทษทางการหลบหนีมา”
ขอนทำท่าเหลือบมองไปยังพระทั้งสองที่อยู่เบิ้องหลัง เห็นท่านยืนสงบนิ่งอยู่ แสร้งทำเป็นตกอกตกใจ
“จริงหรือพี่กอป่า แต่เท่าที่ข้ารู้ทั้งสองท่านมีวัตรปฏิบัติอันดีงามมาตลอด เรื่องนี้ข้าว่าคงเป็นการเข้าใจผิดกันมากกว่า”
กอป่าทำท่าไม่สบอารมณ์ แค่นเสียงออกมา
“เรื่องเช่นนี้พวกเราไม่อาจกล่าวหาลอยๆได้ พวกข้ามีเบาะแสแน่ชัด หากพระทั้งสองไม่เป็นโจรผู้ร้ายใยต้องกังวล เพียงติดตามพวกเราไปพิสูจน์ที่เมืองหลวง เท่านี้ก็สิ้นเรื่องราว”
ขอนได้ยินดังนั้น จึงทราบว่าที่แท้กอป่าไม่มีหลักฐานอันใดในมือ เพียงไม่ทราบว่าพวกมันมีความมั่นใจอันใด รีบกล่าวทำท่าประหลาดใจ
“ถ้าเช่นนั้น เป็นว่าท่านไม่มีหลักฐานใดในตอนนี้ อย่างนั้นรึ ท่านไม่เกรงชาวบ้านจะโจษขานหรือไรว่าพวกเรานักสู้ในเจ้าเขาห้าลูกรังแกผู้คน” เสียงชาวบ้านที่มุงดูรอบข้างจึงเซ็งแซ่ขึ้นมาเมื่อเห็นว่าคนของเจ้าเขาห้าลูกเข้ามาหาเรื่องราวถึงในวัดโดยที่ไม่มีหลักฐานใดๆ
กอป่าหน้าแดงก่ำกระชากเสียง
“หลักฐานนั้นแม้ไม่มี แต่พวกเราทราบแน่ชัดว่าเป็นนักโทษจริง”
ขอนโคลงศีรษะไปมา
“พี่ท่านไม่มีหลักฐาน แต่ทราบแน่ชัด อย่างนี้ยังคงไม่มีหลักฐานอยู่ดี” ขอนแกล้งพูดเสียงดังให้ได้ยินทั่วถึงกัน หมู่ชาวบ้านที่หนาตาขึ้นถึงสามสิบสี่สิบคน ยิ่งส่งเสียงกันอื้ออึง
กอป่ารู้สึกว่า เด็กน้อยนี้ไม่เป็นผู้ที่ตนควบคุมได้อีกต่อไป ครั้นจะอาละวาดก็ไม่ถนัด อีกฝ่ายพูดจาเรียกพี่เรียกน้องทุกคำ ฝืนหัวร่อว่า
“เจ้าทราบหรือไม่ว่า หากต่อจากนี้ไปพวกเราพิสูจน์ทราบว่า พระทั้งสองเป็นนักโทษหลบหนี แม้เราจะอยากปกป้องเจ้าไว้ยังทำไม่ได้ เจ้าเองก็จะถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือนักโทษหลบหนีเช่นกัน”
ก่อนลดเสียงลงกล่าวต่อขอนเพียงผู้เดียว
“ขอน หวังว่าเจ้าคงรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เจ้าคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อข้าอย่างนั้นรึ”
ขอนยังยิ้มอย่างใจเย็น กระซิบกระซาบต่อกอป่าว่า “ข้าอยู่กับท่านมาตลอด ตื้นลึกหนาบางของพวกท่านเราย่อมรู้ดี เรื่องที่พวกท่านไม่ต้องการให้ข้าทราบ ข้าก็รู้ดี ยังคงเป็นท่านที่ต้องรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่” หลงน้อยที่ยืนเยื้องอยู่ข้างหลังย่อมได้ยินถนัดชัดเจนในคำสนทนานี้ลอบอมยิ้มซ่อนอยู่ในหน้ากอป่ารับฟังจนขบเขี้ยวเคี้ยวกรอดคิดอยากจะอาละวาดสักคราหนึ่งแต่มันไม่ทราบว่าขอนพูดถึงสิ่งใดหนาบางตื้นลึกที่เป็นความลับจนมันต้องทบทวนก่อนลงไม้ลงมือ
พระผวนที่นิ่งเงียบมานาน ท่านเดินมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง กล่าวเสียงกังวาน
“ถ้าเช่นนั้นทางการคงขาดเหตุผลไปแล้ว ท่านดูว่าตอนนี้มีผู้ใดคิดว่าพระขวัญและพระทองคำมิใช่พุทธบุตรบ้าง”
ท่านเว้นช่องไว้ครู่ เสียงชาวบ้านผู้ชมดูดังขึ้นมาจากด้านหน้าวัด ต่างขานกันว่า ไม่มี ย่อมไม่มี
กอป่าและพวกเหลียวมองด้านหลัง รู้สึกตกเป็นเบี้ยล่างขึ้นมา พระผวนท่านจึงกล่าวต่อ
“ถ้าเช่นนั้นหากเพียงให้รอมีหลักฐานพิสูจน์พวกเราจึงทราบว่าท่านเป็นนักโทษทางการ ถึงตอนนั้นหากพวกเรายังคิดปกป้อง อย่างนั้นจึงกล่าวได้ว่าปกป้องนักโทษหลวง หรือท่านมีความเห็นเป็นอื่น”
กอป่านิ่งเงียบไม่ตอบคำ หัวร่อไม่ออก ร่ำไห้มิได้ มิทราบทำประการใดดี
ขอนรีบชิงกล่าวว่า
“ถ้าอย่างนั้นขอเชิญพวกท่านกลับไปก่อน เมื่อมีหลักฐานนำมา และท่านเจ้าอาวาสได้พิจารณาดู ย่อมเป็นการดีกว่า ทั้งยังไม่กระทบกระเทือนเกียรติเจ้าเขาห้าลูก”
กอป่านิ่งไปครู่หนึ่ง ขบคิดใคร่ครวญว่าหากฝืนดื้อดึงไปชาวบ้านร้านถิ่นคงนำไปเล่าขานต่อกัน แต่หากกลับไปก่อนก็มิได้ ดังนั้นจึงร้องว่า “เรื่องนั้นทำไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอรอดูท่านเจ้าอาวาสตัดสินเป็นไร”
พระผวนท่านเห็นดังนั้นจึงผายมือออกไป
“นี่ย่อมไม่มีปัญหา เชิญโยมทั้งหลายที่ศาลาวัด”
หลงน้อยเห็นท่าทางทุกอย่างคลี่คลายลงค่อยรู้สึกเบาใจ แต่ภายใต้บรรยากาศอันแปลกประหลาดวูบหนึ่ง ตนบอกไม่ถูกว่ามีที่ใด อีกชั่วลมหายใจเข้าพบว่าบรรยากาศประหลาดนั้นมาจาก คนชื่อสักและแสงบ้านภูแจ้ง รู้สึกได้ว่าคนทั้งสองขยับมือหมัดกำแน่นขึ้นมา ขณะกำลังคิดย้อนไปมานั้น กอป่าพลันยกมือขึ้นตบบ่าขอนควักสิ่งของมาชิ้นหนึ่ง กล่าวว่า
“นี่เป็นของจากซากศพอันหนึ่ง สิ่งนี้บิดาเราแย่งชิงมาได้จากมันผู้นั้นและปลิดปลงมันลง วันนี้ให้เป็นของขวัญแก่เจ้า”
จากมุมที่หลงน้อยยืนเห็นมีดสั้นเล่มหนึ่งไม่ถนัดตา ก่อนที่จะทันรู้ตัว รวมทั้งขอนที่ยืนงงงันอยู่ กอป่าได้ยื่นส่งด้ามมีดเล่มนั้นเข้าในมือขอน เพียงเห็นขอนจ้องมองมีดเล่มนั้นนิ่งค้างอยู่ในสภาพนั้น ชั่วอีกหายใจเข้าออกหนึ่งกอป่ากลับลอยลิ่วปลิวไปราวกับถูกผลักอย่างแรง บนหน้าอกของมันปรากฏเลือดลิ่มสาดกระจายออกมาราวกับพุ่งพวยออกมาเป็นสายน้ำ ที่แท้บนหน้าอกของมันมีรอยกรีดเป็นทางสายหนึ่ง
กอป่าร้องตะโกนออกมาเสียงดัง
“ลงมือแล้ว ลงมือแล้ว ที่แท้สมคบกัน” มันดิ้นรนลุกขึ้นยืนหันไปรอบๆ เลือดไหลเปรอะเปื้อนไปย้อมจนเสื้อผ้าด้านหน้าของมันเป็นสีแดงชุ่มโชก
ขอนยังยืนตะลึงลานในมือถือมีดสั้นที่ตนทราบแน่ชัดว่าเป็นของบิดาด้วยสัญลักษณ์พรานไพรล่องหนสลักอยู่บนตัวมีด เรื่องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไป แรกสุดตนได้รับมีดที่ยัดเยียดเข้ามาในมือ พอเห็นสัญลักษณ์นั้นประมวลความกับสิ่งที่กอป่าพูดรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูกชั่วขณะ ในชั่วขณะนั้นมันจำแนกออกว่านี่เป็นมีดประจำกายของพรานไพรล่องหนอย่างแท้จริงดูจากรายละเอียดทุกสิ่ง ทั้งด้ามจับ ตัวมีด น้ำหนัก รวมถึงสัญลักษณ์บนมีดย่อมเป็นของบิดามันไม่แปลกปลอม เพียงพริบตานั้นจึงเข้าใจได้ว่าเมื่อมีดของบิดาอยู่ในมือของกอป่าดังนั้นเป็นไปได้ว่าพรานไพรล่องหนคงประสบเคราะห์มากกว่าวาสนา อาจเป็นไปได้ว่าผู้สังหารพรานไพรล่องหนคือกอเข่อ
แต่วันนี้ตนได้รับทราบว่าบิดาสมควรประสบเหตุจากวันที่กองทหารติดตามไล่ล่าท่านแม่ทัพพิทักษ์ประจิมบิดาของหลงน้อย เพียงไม่เข้าใจว่ากอเข่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้อย่างไร แต่เมื่อมีดอยู่ในมือกอเข่อดังนั้นเรื่องที่มันเป็นผู้สังหารบิดาของตนคงไม่แปลกปลอมแล้ว เพียงไม่เข้าใจว่าไฉนจึงนำมามอบให้ในวันนี้ พอกอป่าลอยลิ่วออกไปเห็นมือของกอป่าตวัดลง ในมือของมันมีวัตถุบางอย่างกรีดเสื้อผ้าของมันเองเปิดเผยแผลและเลือดสีแดงที่สาดกระจายออกมา พอสิ้นเสียงกอป่าพลันได้คิดว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ถูกวางให้เป็นไปตามบทของกอเข่อ มองจากมุมที่เกิดเหตุการณ์ชาวบ้านทั้งหลายสมควรเข้าใจว่าตนเป็นผู้ลงมือ ดังนั้นเข้าใจโดยพลันว่าหมากตานี้ถูกจัดวางไว้แต่แรกแล้ว
หลงน้อยที่ยืนอยู่ด้านข้างยังทราบกระจ่างว่าหมากตานี้มิใช่ตระเตรียมไว้เพื่อใช้กับขอน หมากตานี้ย่อมคาดคิดว่าจะใช้กับพระทองคำและพระขวัญ แต่เมื่อขอนปรากฏตัวออกมาและเข้าข้างฝ่ายสงฆ์ และยังดูเหมือนว่าจะไม่สามารถจับกุมพระทั้งสองได้อย่างที่วางแผนไว้ ดังนั้นหมากตานี้จึงเปลี่ยนมาใช้กับขอนแทน
ทว่าหลงน้อยยังไม่ทราบว่ามีดเล่มนั้นเป็นของพรานไพรล่องหน อันที่จริงพวกกอเข่อยังมุ่งหวังให้ร้ายต่อพระขวัญและพระทองคำว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกับการตายของพรานไพรล่องหนบิดาของขอน แต่เหตุการณ์กลับกลายไปจากที่คาดคิด ขอนกลับดื้อดึงจนแข็งขันที่จะอยู่ข้างสงฆ์ทั้งสองทั้งสีหน้าและแววตา หากเลยพ้นจุดนี้ไปพวกกอป่าอาจจะไม่สามารถจับกุมพระทั้งสองได้อีก กอป่าจึงตัดสินใจพลิกแพลงแผนเป็นยื่นมีดสั้นให้กับขอนแทน
ในยามนั้นสักและแสงคนบ้านภูแจ้งเป็นผู้ลงมือก่อน พวกมันง้างฝ่ามือหมายจู่โจมพระขวัญและพระทองคำจากด้านหลัง หลงน้อยต่อยหมัดซ้ายใช้ออกด้วยความเร็ว สักคนบ้านภูแจ้งก่อนจะทราบว่าเกิดอะไรขึ้นก็ล้มหงายลงไปด้านหลัง หมัดซ้ายนั้นถูกเข้าลิ้นปี่มันอย่างถนัดถนี่ ส่วนแสงนั้นก่อนที่มันจะคว้าจับจวนจะถึงตัวพระทองคำ มันถูกหมัดขวาของหลงน้อยเข้าที่ปลายคางล้มพับลงไป หลงน้อยเหลือบสายตามองดูเห็นพระทั้งสองท่านยืนนิ่งไม่ไหวติงยิ่งอึดอัดใจ ทราบว่ายังมีการจู่โจมจากคนที่เหลืออีก
ขอนหลังจากได้สติทราบว่าตอนนี้แก้ไขเรื่องราวใดๆไม่ทันการตอนนี้เพียงต้องชิงสยบฝ่ายตรงข้ามก่อน เห็นอาข่าอยู่ใกล้ที่สุดจึงต่อยหมัดซ้ายเป็นวงกว้างเข้าใส่ชายโครงก่อนที่อาข่าผู้ใช้ขวานจะทันคว้าอาวุธที่เหน็บอยู่ข้างกาย ขอนใช้กำลังสุดแรงด้วยพลังที่สะบั้นต้นกล้วยขาดในคราดเดียว อาข่าผู้ใช้ขวานปกติร่างกายแข็งแรงสูงโปร่งแต่มีน้ำหนักไม่มาก เนื่องจากมักฝึกฝนการใช้ขวานด้วยความไวจึงลอยลิ่วไปตามแรงพุ่งเข้าใส่อาขิ่นที่เพิ่งชักมีดออกมาเสียงชนกันโครมสนั่น
ลูกบ้านขุนโตนทั้งสองในตอนนี้รู้สึกเหนือความคาดหมาย ตอนแรกเพียงถูกวางไว้ให้คุมเชิงพระขวัญไว้ในขณะที่กำลังส่วนใหญ่จัดการกับพระทองคำ แต่ในตอนนี้กำลังส่วนใหญ่ที่วางไว้ร่วงลงสู่พื้นไปถึงสามคนต่อหน้าต่อตา ขณะจะขยับเข้าจู่โจมพระขวัญ เห็นหลงน้อยหันตัวกลับมาสาดประกายตารุกรานเข้าใส่ถึงกับชะงักไปชั่วครู่
กอไข่ยืนที่อยู่ห่างออกไปสองก้าว อย่างรวดเร็วมันดีดตัวคราหนึ่งเข้ามาไม่ห่างจากขอน มันเอนตัวไปข้างหลังวาดเท้าออกหมายเตะเข้าที่ก้านคอขอนที่เพิ่งออกหมัดไปทางซ้ายพร้อมเปิดเผยช่องว่างอยู่นั้น ขอนกำลังหันกลับมาแต่ยังช้ากว่าเท้าของอาข่าเพียงแต่เบี่ยงจุดก้านคอด้านหลังเป็นด้านข้างได้ทัน เสียงฟาดดังสนั่นหวั่นไหวขอนถึงกับสายตาวูบวาบไปชั่วลมหายใจเข้าออก
กอไข่เองรู้สึกเหมือนเตะโดนเข้ากับก้อนหินชาวูบทั้งข้อเท้าร่างกายสะท้อนไปด้านหลังครึ่งก้าว รู้สึกเสียใจที่เมื่อครู่มิได้หยิบมีดสั้นอาวุธประจำกายออกมาจู่โจมด้วยเนื่องจากชะล่าใจเกินไป เห็นขอนตาลอยเพียงชั่วกระพริบตาหนึ่งแล้วหันมองมายังตนอย่างเกรี้ยวกราด กอไข่รู้สึกเสียวสันหลังวูบหนึ่งแล้วปลุกปลอบใจตัวเองว่าคู่ต่อสู้เป็นเพียงเด็กอายุสิบหกสิบเจ็ดปีนับตามอายุแล้วตนยังมากกว่าเด็กน้อยนี้สองรอบ นับจากความสามารถตนแล้วในกองกำลังเป็นรองเพียงกอเข่อเท่านั้น จึงวาดเท้าขวาออกตามติดเข้าไป
ขอนยกแขนทั้งสองขึ้นตั้งรับสุดกำลังเสียงดังสนั่นอีกครา คราวนี้เป็นขอนที่ถอยไปก้าวหนึ่ง กอไข่รู้สึกใจชื้นขึ้นมาที่จู่โจมครานี้ได้ผลอยู่บ้าง เพียงไม่ทราบว่าเหตุใดการรุกของตนทั้งสองครั้งจึงแตกต่างกัน ครั้งแรกตนใช้กำลังทั้งหมดกลับเหมือนใช้ไปเปล่าประโยชน์ ครั้งที่สองตนรักษากำลังไว้ส่วนหนึ่งด้วยกริ่งเกรงกำลังของขอนแต่กลับมีผลมากกว่า
มีแต่ขอนและหลงน้อยที่ทราบแก่ใจ ก่อนหน้าที่จะเข้าวงล้อมขอนปรึกษากับตนว่าใช้หินสีใดดี ตกลงกันว่าเป็นหิน”ศิลา” พลังตั้งรับดังศิลา การจู่โจมเท้าแรกของกอไข่บังเอิญปะทะเข้ากับจุดสูงสุดของกำลังที่เพิ่งใช้ออกพอดี นับเป็นโชคดีของขอนและโชคร้ายของฝ่ายตรงข้าม หากไร้ซึ่งหินศิลาแล้วขอนคงหมดสภาพต่อสู้ไปแต่แรกแล้ว ขอนเองเพิ่งทดลองใช้หินศิลามาไม่นานผลของหินศิลาจึงขึ้นๆลงๆไม่อาจควบคุมได้อย่างใจนัก
กอไข่ที่มีกำลังใจกลับมาหมุนตัวอีกคราฟาดเท้าซ้ายออกใช้เท้าขวาเป็นจุดหมุนกระหน่ำเข้าใส่ต้นแขนของขอนถึงกับทำให้ขอนถอยไปทางซ้ายอีกก้าวหนึ่ง ครุ่นคิดขึ้นอย่างระมัดระวัง เมื่อสักครู่มันมั่นใจว่าฝีมือขอนที่เห็นอยู่ทุกวันเมื่อมาฝึกกับกอเข่อ ไม่มีที่ใดสะดุดตานอกจากพละกำลังผิดมนุษย์ แต่เมื่อขอนรับท่าเท้าของมันได้สามครั้งสามครา ถึงกับต้องประเมินใหม่
หลงน้อยที่ยืนอยู่ด้านหลังตอนนี้กำลังรับมือกับลูกบ้านขุนโตนทั้งสอง รู้สึกลำบากยากใจอยู่บ้าง เมื่อสักครู่ได้ใช้ความเร็วอันพิเศษสยบสองพี่น้องบ้านภูแจ้งไป หากในตอนนี้ให้จัดการกับลูกบ้านขุนโตนแม้ต้องใช้ท่าสองท่าแต่ยังไม่นับว่ายากเย็น ที่ลำบากใจก็คือหากแสดงความเร็วอันผิดปกติออกไปจะเป็นที่สะดุดตา ตอนนี้รู้สึกร้อนใจอยู่บ้างที่อาขิ่นและอาข่าเริ่มส่งเสียงครวญครางออกมาหมายถึงมันจะกลับฟื้นคืนในไม่ช้า ยิ่งจะทำให้การรับมือยุ่งยากขึ้น
กอป่ากลับมีความรู้สึกอันแตกต่าง อยู่ดีๆมีเจ้าเด็กตัวดำตัวสูงยาวนี้มาจากที่ใดมาช่วยเหลือขอนและพระทั้งสองได้ หากมีแต่ขอนยังคงจัดการได้ไม่ลำบากยากเย็น แต่นี่สองพี่น้องบ้านภูแจ้งหมดสภาพการต่อสู้ไปอย่างสิ้นเชิงได้แต่หวังให้อาขิ่นและอาข่าฟื้นคืนโดยเร็ว มันจำได้ว่าเด็กหลงนี่เป็นผู้ที่ไม่มีใครคบค้า ยิ่งกว่านั้นขอนเองยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับมันจนรู้ทั่วกัน แม้กอป่าเองยังสงสัยตอนที่เด็กทั้งสองปรากฏตัวคู่กัน นี่เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อน
เรื่องพวกมันแปรเปลี่ยนเป็นพวกเดียวกันยังพอทำเนา แต่นี่ถึงกับล้มนักมวยบ้านภูแจ้งไปสองรายติดกันนี่ออกจะเกินไป เสียดายที่ว่าแม้แผลที่หน้าอกเป็นเพียงรอยบางๆ เลือดที่ทะลักพุ่งออกมาล้วนเป็นเลือดปลอมตบตาชาวบ้าน แต่อยู่ดีๆจะให้ตนที่แสดงอาการดีดดิ้นครวญครางเมื่อสักครู่เปลี่ยนเป็นร่วมจู่โจมต่อหน้าคนแทบทั้งหมู่บ้านในขณะนี้นั้นทำไม่ได้เด็ดขาด ได้แต่นั่งกับพื้นมองดูอย่างร้อนใจ
ในเวลาอันคับขันวุ่นวายของทั้งสองฝ่ายนั้น พลันเสียงอันทรงพลังดังขึ้นมา
“หยุดมือให้แก่เรา”
เจ้าของเสียงกระโดดข้ามฝูงชนเข้ามา มันลอยตัวลองกระทืบสองขาลงบนพื้นเสียงสนั่นแล้วค่อยๆยืดกายขึ้น มันเป็นบุคคลผู้มีบุคลิกดึงดูดใจประการหนึ่ง แผ่นหลังที่หนากว้างคิ้วที่เข้มดกดำแข่งกันกับสีผิวที่เข้มด้วยแดดบอกลักษณะบุคคลที่ผ่านชีวิตมามาก ผิวกร้านดำนั้นบ่งบอกถึงความลำบากที่ก้าวข้ามมา ร่างกายกำยำลำสันเกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักและไม่เคยหยุดพัก หมวกทีใส่แสดงขนนกสามเส้นอันโดดเด่นซึ่งเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากผู้นำเขาห้าลูก กอเข่อ ผู้นั้น
หลังจากยืดกายขึ้นตวาดด้วยเสียงอันดัง
“ผู้ใดใช้ให้พวกเจ้ามาก่อเรื่องวุ่นวายที่นี่” พร้อมกับกวาดสายตาเขม้นมองไปทั่วทั้งบริเวณ เหล่าลูกน้องได้แต่ถอยกายออกก้าวหนึ่งลดมือลงทำท่านบนอบ ดูไปคล้ายหวาดกลัวความผิด แต่หลงน้อยทราบว่านี่เป็นเพียงละครตบตาเท่านั้น กอเข่อเองคงไม่ทราบว่าหลงน้อยนึกขอบคุณเท่าไหร่แล้วที่มันเสนอหน้าออกมาก่อนที่ตนจะเผยตัวตนออกไป
กอเข่อก้าวเท้าออกไป แสร้งเป็นร้องตกอกตกใจ ทรุดเข่าลงข้างหนึ่งข้างกายกอป่า ร้องถาม
“ผู้ใดทำกับเจ้าเยี่ยงนี้” กอเข่อย่อมทราบดีว่าเป็นผู้ใด ละครฉากนี้มันเป็นผู้กำกับทั้งยังซุ่มดูอยู่ในระยะไกล แม้ว่ามันไม่ทราบว่าเมื่อสักครู่สนทนาอันใดกัน แต่มันเห็นได้ชัดถนัดตาว่าหมากมีดสั้นนี้ตกอยู่ในมือขอน ถึงแม้ว่าไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดกอป่าตัดสินใจเปลี่ยนแผนที่วางเอาไว้แต่ก็คาดเดาออกได้จากการลอบซุ่มดูว่าขอนกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางแผนการที่มันเตรียมเอาไว้ ลอบร้องเสียดายอยู่ในใจทราบว่าจากนี้คงไม่มีโอกาสที่จะเก็บเด็กผู้มีกำลังเหนือสมุนทั้งหลายไว้ได้อีก
กอป่าส่งเสียงครวญครางออกมา ชี้มือมาทางขอน ที่ยืนมองด้วยสายตาดูหมิ่นดูแคลน เมื่อกอเข่อมองขึ้นไปสบสายตาให้รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง สิ่งที่มันเกลียดที่สุดคือการมองดูอย่างสมเพช สิ่งที่มันปรารถนาที่สุดคือยกให้ชนเผ่ามันเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทัดเทียมหน้าตาชาวไตเมืองหลวง มันยืดกายขึ้นตวาดว่า
“ขอน เจ้ามันช่างเนรคุณนัก เราอุตส่าห์อบรมสั่งสอนวิชาเจ้า เจ้ากลับใช้มันทำร้ายลูกข้า”
ก่อนที่พระผวนจะเอ่ยปาก รวดเร็วยิ่งกว่าท่าร่างใดๆนอกจากอาปานของมันแล้วแล้ว หลงน้อยเห็นถนัดตาว่ากอเข่อโน้มกายลงแล้วปล่อยหมัดขวาสั้นเข้าชายโครงขอน แม้ตนอยากจะขัดขวางยังทำไม่ได้ ด้วยยืนห่างออกมาหลายก้าว เห็นขอนตัวลอยกลางอากาศแล้วหล่นเสียงหนักตรงหน้าพระผวนพอดี
หลงน้อยกัดฟันกรอดได้แต่ภาวนาให้หินศิลาของขอนรักษาไว้ไม่ให้เจ็บหนักเกินไป ในใจคาดว่าต่อให้กอเข่อหยาบช้าปานใดยังไม่กล้าสังหารคนในเขตขัณฑสีมาของพระสมณโคดม หากเป็นเช่นนั้นอาการหนักของขอนคงเป็นเพียงบอบช้ำภายในไม่มากเท่านั้นด้วยอิทธิของหินศิลา จากนั้นได้แต่รอดูเหตุการณ์
พระผวนขมวดคิ้วกล่าว ภายในใจท่านไม่ทราบเป็นเช่นไร แต่กล่าวต่อกอเขอด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ
“ประสกกอเข่อ นี่คงเป็นการเข้าใจผิดแล้ว อาตมาไม่เห็นขอนยกมือทำท่าอันใด บุตรชายกลับละลิ่วปลิวไปข้างหลัง”
ท่านไม่ได้กล่าวหาอันใด เพียงแต่ชี้แจงเหตุการณ์ไม่ได้ระบุด้วยซ้ำว่ากอป่าทำร้ายตัวเอง
กอเข่อกล่าวเสียงอันดังว่า
“พระคุณเจ้าเห็นเหตุการณ์ชัดเจนหรือ พระสงฆ์ย่อมไม่มุสา”
พระผวนตอบอย่างสงบว่า
“ย่อมเห็นไม่ทุกประการ แต่สิ่งที่อาตมาเห็นคือ ขอนไม่ขยับฟาดฟันอาวุธแต่อย่างใด บุตรชายของท่านลอยลิ่วปลิวไปด้านหลังพร้อมกับเกิดบาดแผลขึ้น”
กอเข่อสะบัดหน้าไปยังฝูงชน ยังกล่าวต่อด้วยเสียงดัง
“อย่างนั้นท่านไม่ต้องกล่าวแล้ว ยังมีผู้ใดกล้าบอกอีกว่าเห็นชัดว่า ไอ้ขอนนี้ไม่ได้ทำร้ายลูกเรา”
มันชาญฉลาดยิ่ง แทนที่จะระบุว่ามีผู้ใดเห็นกลับกล่าวว่ามีผู้ใดกล้าบอก หากแม้มีผู้ใดในที่นี้บังเอิญอยู่ในมุมที่มองเห็นได้ชัดย่อมไม่กล้าเอ่ยคำใด ทั่วทุกทิศขณะนี้เงียบกริบ ในขณะที่มีเด็กวัดจำนวนหนึ่งวิ่งมาดูเหตุการณ์ห่างออกไปทางตัวอุโบสถ ส่วนอาขิ่นอาข่านั้นกลับมายืนได้อีกครั้งแม้ยังแสดงท่าขัดเขินเพราะยังมีอาการบาดเจ็บอยู่บ้าง อาข่านั้นยังงอตัวอยู่คาดว่าเมื่อสักครู่อย่างน้อยต้องมีกระดูกซี่โครงหักร้าวสองสามสี่
กอเข่อหันกลับมาสูดลมหายใจยาวกล่าว
“เราใช้ให้บุตรชายเรามาจับตัวนักโทษแผ่นดิน หรืออย่างน้อยก็เชิญตัวพระทั้งสองที่เราคาดว่าเป็นนักโทษออกเดินทางไปเมืองหลวงด้วยกันเพื่อพิสูจน์ความ”
มันเว้นจังหวะนิดหนึ่ง กวาดสายตามองไปทั่วทั้งคนในวงล้อมจนถึงชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ด้านหน้าวัด พร้อมกับชี้มือไปยังบุตรชายที่ครึ่งนอนครึ่งนั่งอยู่บนพื้นกุมหน้าอกของมันไว้
“หากลูกข้ากระทำการวุ่นวายใช้กำลังป่าเถื่อนมันย่อมได้รับโทษไม่ผิดกับคนทั่วไป”
ในหมู่ชาวบ้านบางคนที่ไม่ทราบเรื่องราวล้วนพยักหน้าคล้อยตามอย่างชื่นชม กอเข่อกล่าวต่อว่า
“แต่หากเป็นบุคคลอื่นให้การสนับสนุนปกป้องโจรผู้ร้ายเราไม่ละเว้น” กล่าวจบมันเพ่งมองไปยังพระผวน
พระผวนท่านที่ยืนอย่างสงบนิ่งท่านก้าวมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง
“หากมีผู้ใดที่ท่านนับเป็นผู้ปกป้องโจรร้ายจงนับอาตมาเป็นคนแรกเถิด อยากจะลงโทษอย่างไรอาตมาไม่ว่ากล่าว เพียงแต่ท่านสมควรทราบว่า เมื่อเหตุแห่งการเป็นผู้ร้ายยังไม่สะสางจะกล่าวว่าผู้ใดปกป้องนั้นยังถือว่าเร็วไป”
ท่านกล่าวด้วยเสียงสงบราบเรียบมีเมตตา ในเหล่าชาวบ้านแม้มีผู้ให้การสนับสนุนการปกครองของกอเข่อแต่ทว่ายังให้การเคารพแก่พระสงฆ์ยิ่งกว่า เนื่องจากคุณูประการที่พวกท่านได้ทำให้แก่ชุมชนโดยไม่ต้องการผลตอบแทน อย่าว่าแต่ชาวบ้านเหล่านั้นย่อมเกิดเปรียบเทียบระหว่างผู้ยิ่งใหญ่จนอยากใหญ่ยิ่งเยี่ยงเจ้าเขาห้าลูกกับผู้สมถะมักน้อยเช่นพระผวน ย่อมรู้สึกเอาใจช่วยแก่พระสงฆ์ผู้ละกิเลสเป็นธรรมดา
เจ้าเขาห้าลูกตาเขียวปัดด้วยความโมโหวูบหนึ่งขณะไพล่หลังหันหน้าออกไป มันสดับฟังเสียงชาวบ้านร้านถิ่นรอบๆทราบว่าตนยังไม่มีเปรียบจึงเปลี่ยนเป็นพูดจากเสียงอ่อนนุ่มลงบ้าง แต่ยังคงความกังวานไว้
“ท่านสมณะพูดได้ถูกต้องแล้ว เป็นข้าพเจ้าหุนหันเกินไป”
มันเหลือบสายตามองรอบข้าง เปลี่ยนเป็นใช้ไม้ตายสุดท้ายออกไป
“เรื่องพระทั้งสองจะยินยอมเดินทางไปพิสูจน์ตัวหรือไม่นั้น ข้าพเจ้าอยากขอร้องให้ท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้พิจารณา”
มันหยุดเล็กน้อยก่อนผายมือออกไป ชี้ไปยังร่างขอนที่นอนขยับชันกายขึ้นมาสีหน้าเจ็บปวดอยู่บ้าง
“แต่เจ้าขอนผู้นี้ มีความผิดชัดแจ้ง อย่างนั้นเราจะนำมันกลับไปไต่สวนรับโทษทัณฑ์”
มันพูดพลางเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ เมื่อสักครู่มันรับรองว่าคำนวนน้ำหนักหมัดแน่นอน แม้ว่าไม่เต็มกำลังแต่คาดว่าขอนคงตื่นขึ้นมาในวันพรุ่งนี้ ตอนนี้เด็กน้อยร่างยักษ์นี่กลับร้องครวญครางทำท่าจะลุกขึ้นมา มันจึงถึงกับชะงักคำพูดไว้ด้วยความงุนงงสงสัย
คราวนี้ถึงรอบพระผวนท่านไม่ทราบจะกล่าวอย่างไรดี เมื่อเป็นสงฆ์ไม่อาจมุสา เห็นไม่ชัดเจนคือไม่ชัดเจน พระขวัญและพระทองคำมีอาการขยับร่างกายขึ้นมา เนื่องจากในใจเกิดความกระสับกระส่าย ไม่ทราบทำประการใดดีสำหรับพวกท่านเหล่ากองกำลังนี้จะทำอย่างไรกับท่านยังไม่เป็นไร แต่หากให้เด็กน้อยที่เสนอหน้ามาปกป้องตนต้องถูกลงโทษอย่างนั้นคงไม่อาจทนทานรับได้
กอเข่อหายจากอาการตะลึงงันกลับคืนปกติอีกครั้งหนึ่งหลังจากหยุดวาจาไปอึดใจใหญ่จนผู้คนงุนงง มันหรี่ตามองดูคนทั้งหมดแล้ว ประเมินสถานการณ์ว่ากลับกลายมีเปรียบ ก้าวย่างสามขุมไปหาขอน หมายลงมือซ้ำให้หมดสภาพไม่อาจลุกขึ้นมาอีก
เสียงตวาดหนึ่งดังขึ้นกลางคัน
“ทำไม่ได้”
หลงน้อยเมื่อรู้ว่าสหายมีภัยตวาดออกไปอย่างลืมตัว เผลอใช้ความเร็วที่ตนมีพุ่งกายจากด้านหลัง แม้ชั่วเสี้ยวกระพริบตานั้นลดความเร็วลงเหลือเพียงความเร็วที่สูงแล้วของคนทั่วไป แต่ก็มากพอให้สายตาที่ผ่านประสบการณ์มายาวนานอย่างกอเข่อ จับสังเกตได้ถึงความสามารถผิดคนทั่วไป มันเรียงร้อยการประเมินตัวเด็กดำนี้ใหม่ ครั้งแรกมันเห็นจากที่ไกลตา ยังเข้าใจว่าพระทองคำหรือพระขวัญลอบลงมือกับสองพี่น้องบ้านภูแจ้ง แต่ด้วยความเร็วนี้จึงรู้ชัดว่าเด็กน้อยมีฝืมือมิใช่ชั่ว วูบของการตัดสินใจมันตกลงใจกำจัดเด็กน้อยนี้อย่างน้อยให้ฟื้นตัวไม่ได้อีกหลายวัน ปล่อยไว้รังแต่จะขัดขวางมันไม่ให้บรรลุแผนการ นั้นมันฟาดฝ่ามือออกไปพอดีกระทบถูกเข้าที่หน้าอกหลงน้อยอย่างถนัดถนี่ พลางร้องว่า
“ขัดขวางทางการอย่างนั้นรึ”
หลงน้อยปลิวลิ่วออกไปตามแรงมือไปทางด้านขวา