ตอนที่ 9
หลังจากที่เอ่ยขอบคุณไป๋อ๋องและทุกคนก็ขอกลับตำหนักของตัวเอง
เมื่อทุกคนออกไปหมดด้านในห้องก็เหลือเพียงแค่องค์ฮ่องเต้ องค์ไทเฮา องค์ฮองเฮา องค์รัชทายาทและแม่ทัพเฟิ่งเท่านั้น
“เสด็จแม่มีเื่อะไรหรือพ่ะย่ะคะถึงได้ในขันทีและนางกำนัลออกไปจนหมดเช่นนี้”
“ฝ่าาวันนี้องค์หญิงแคว้นไป๋ได้มอบป้ายหยกให้กับแม่ แต่ป้ายหยกนั้น...” องค์ไทเฮาหยุดพูดแล้วหยิบป้ายหยกออกมาจากแขนเสื้อให้กับองค์ฮ่องเต้ดู
เมื่อเห็นองค์ฮ่องเต้ก็มีอาการไม่ต่างไปจากทุกคน
“ป้ายหยกนี้...”
“ใช่นี้คือป้ายหยกประจำตัวของเชื้อพระวงศ์แคว้นจูเชว่ ซึ่งทุกคนก็มีติดตัวอยู่แล้วแต่มีป้ายหยกแผ่นเดียวที่หายไปคือ ป้ายหยกขององค์หญิงฟางหรู”
“ไม่ใช่แค่ป้ายหยกแผ่นนั้นพ่ะย่ะคะเสด็จพ่อวันแรกที่มาถึงองค์หญิงผู้นั้นก็มอบป้ายหยกให้กับแม่ทัพเฟิ่งเหมือนกัน” องค์รัชทายาทพูด
“จริงรึแม่ทัพเฟิ่ง”องค์ฮ่องเต้หันไปถาม
“จริงพ่ะย่ะคะ”จากนั้นก็ล้วงเอาป้ายหยกออกมาจากอกเสื้อยืนให้กับองค์ฮ่องเต้ดู
“ป้ายหยกนี้คือป้ายหยกประจำตัวของกระหม่อมเป็ป้ายหยกของตระกูลเฟิ่งที่กระหม่อมได้มอบให้กับองค์หญิงฟางหรู...ก่อนที่กระหม่อมจะออกไปปราบโจรูเาพ่ะย่ะคะ”
“แล้วป้ายหยกนี้ไปอยู่กับองค์หญิงแคว้นไป๋ได้อย่างไร”
“ลูกคิดว่าองค์หญิงแคว้นไป๋ผู้นี้ต้องรู้จักเสด็จอาแน่นอนพ่ะย่ะคะ”
“เป็ไปได้”
แล้วทุกคนก็มีสีหน้าเห็นด้วยกับคำพูดขององค์รัชทายาท
“เห็นทีคงต้องไปเยี่ยมองค์หญิงแคว้นไป๋สักหน่อย”
วันรุ่งขึ้น
เธอกำลังนั่งจัดเตรียมชุดที่เหม่ยกวางจะต้องใส่ไปในงานวันฉลองวันคล้ายวันเกิดขององค์ไทเฮาในวันมะรื้นแต่ก็คอยมองอิงอี้กับเหม่ยกวางที่วิ่งเล่นกับลู่จื้อไปด้วยพอเห็นลู่จื้อยิ้มหรือหัวเราะ เธอก็ยิ้มและหัวเราะตามด้วย
“นานแล้วที่ข้าไม่ได้เห็นองค์หญิงยิ้มหรือว่าหัวเราะเอย่างมีความสุขแบบนี้”นางกำนัลคนสนิทของเหม่ยกวางพูดขึ้น
“ทำไมรึ”
“นับั้แ่ที่องค์หญิงทรงฟื้นและหายจากอาการป่วยหนักก็ทรงมีอาการแปลกๆ จากนั้นก็ไม่ยิ้มอีกเลย ถ้ายิ้มก็นับครั้งได้...” แล้วมองสบตาฟางเหนียง
“จนมาเจอเ้า...”
“ข้า...”
“ใช่พอเจอเ้าองค์หญิงก็ดูมีความสุขมากขึ้นยิ้มมากขึ้น ข้าต้องขอบคุณเ้ามากที่ทำให้องค์หญิงกลับมายิ้มอีกครั้ง”
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอกข้ายังไม่ได้ช่วยอะไรสักนิด”
“ได้อย่างไรถ้าไม่เจอเ้า องค์หญิงก็คงไม่มีความสุขอย่างตอนนี้” ว่าแล้วหันไปมององค์หญิงเหม่ยกวางที่กำลังหยอกล้อกับลู่จื้อ
“ฮ่องเต้เสด็จ ไทเฮาฮองเฮา องค์รัชทายาทเสด็จ” เสียงของขันทีที่มากับขบวนเสด็จพูดขึ้น
ส่วนคนที่อยู่ด้านในก็นิ่งเหมือนถูกสาปมือของเธอที่ถือปิ่นปักผมอยู่ก็ถึงกับทำปิ่นหลุดมือ ได้สติก็ตอนที่องค์ฮ่องเต้และคนอื่นๆเดินเข้ามา แล้วยังมีแม่ทัพเฟิ่งตามเข้ามาด้วย เหม่ยกวางจึงรีบมาทำการต้อนรับ
“ถวายบังคมฝ่าาไทเฮา ฮองเฮาและองค์รัชทายาทเพคะ”
“ตามสบายเถอะ”องค์ฮ่องเต้พูดแล้วมองรอบๆ
“นี้พวกเ้ากำลังทำอะไรกันอยู่รึ”
“เอ่อคือ...นางกำนัลของหม่อมฉันกำลังจัดเตรียมชุดไว้ให้หม่อมฉันที่จะต้องใส่ไปงานเลี้ยงเพคะ”
“งั้นรึ...” แล้วสายตาลขององค์ฮ่องเต้ก็มองไปยังนางกำนัลนางหนึ่งขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกคุ้นตา
“เ้าเงยหน้าขึ้นสิ...” ชี้นิ้วหาฟางเหนียง
เหม่ยกวางมองตามนิ้วขององค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่ก่อนจะเขยิบเข้าไปใกล้ฟางเหนียงและสะกิดเบาๆ ฟางเหนียงจึงเงยหน้าขึ้น
“เ้าคือนางกำนัลที่อยู่กับข้าเมื่อวาน”
“เพคะ”
“อ่าตอนนั้นเ้าใส่ผ้าปิดหน้าข้าจึงจำไม่ค่อยได้ แต่ก็มีความคุ้นอยู่บ้าง”
เธอฟังแต่ไม่ได้ตอบอะไร
“องค์หญิงเหม่ยกวาง...”
“เพคะองค์ไทเฮา”
“เ้าช่วยให้นางกำนัลของเ้าออกไปก่อนได้หรือไม่ข้ามีเื่จะพูดกับเ้า”
“ได้เพคะ” แล้วหันไปมองนางกำนัลคนสนิท เมื่อรู้คำตอบก็เดินออกไปแต่เอ่ยรั้งฟางเหนียงอิงอี้และลู่จื้อเอาไว้
“เ้าทั้งสามอยู่ก่อน...”
“หม่อมฉันคิดว่าเื่ที่พระองค์จะถามนั้นหม่อมฉันไม่รู้หรอกเพคะ แต่คนที่รู้คือคนทั้งสามนี้ต่างหาก”
แล้วทุกคนก็หันไปมองฟางเหนียงสตรีอีกหนึ่งและเด็กอีกหนึ่ง
“เชิญนั่งที่โต๊ะน้ำชาเถอะเพคะเ้าเตรียมน้ำชาและของว่างด้วย” หันไปพูดกับอิงอี้
“เพคะองค์หญิง”
แล้วทุกคนก็เดินไปนั่งยังโต๊ะน้ำชาสักพักอิงอี้ก็เดินเข้ามาพร้อมกับวางน้ำชาและของว่างบนโต๊ะ
แล้วองค์ฮ่องเต้ก็วางป้ายหยกสีขาวพู่ห้อยสีเทาลงบนโต๊ะตามด้วยท่านแม่ทัพวางป้ายหยกสีเขียวพู่ห้อยสีส้มไว้บนโต๊ะ
“เ้าตอบได้หรือไม่ว่าเ้าได้ป้ายหยกทั้งสองนี้มาได้อย่างไร” องค์ฮ่องเต้ถาม
นางเบี่ยงสายตามองฟางเหนียงเล็กน้อยแล้วพูด
“เ้าของป้ายหยกทั้งสองนี้ฝากให้หม่อมฉันนำมาให้พระองค์และท่านแม่ทัพเพคะ”
“แล้วเ้ารู้หรือไม่ว่าป้ายหยกทั้งสองนี้หมายความว่าอย่างไร”องค์รัชทายาทถามต่อ
“นางบอกว่าป้ายหยกที่สลักคำว่าจูเชว่เป็ของท่านแม่ของนางส่วนป้ายหยกที่สลักคำว่าเฟิ่งเป็ของท่านพ่อของนางเพคะ”
“นาง...” ทุกคนพูดออกมาพร้อมกัน
“แล้วนางอยู่ที่ไหน”
นางยิ้มออกมาเล็กน้อยผายมือไปทางด้านหลังของทุกพระองค์ แล้วพูด
“นางผู้เป็เ้าของป้ายหยกทั้งสองอยู่ด้านหลังของพระองค์แล้วเพคะ”
แล้วทุกคนก็หันไปมองทางด้านหลังแล้วคนที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของพวกตนนั้นก็คือฟางเหนียง
“คือนาง...”
“เ้ามั่นใจรึว่าคือนาง...”องค์ฮองเฮาพูด
“ถ้าเช่นนั้นพระองค์ก็ทรงถามกับสตรีอีกนางซิเพคะหม่อมฉันมั่นใจว่าคำพูดของนางน่าเชื่อถือแน่นอน แล้วพอเห็นหน้าของนางทุกพระองค์คงจำนางได้ ว่านางเป็ใคร”
พูดเสร็จหันไปมองอิงอี้ซึ่งสายตาของทุกคนก็หันไปมองอิงอี้เช่นกัน แต่กลับไม่เห็นหน้าเมื่อนางปิดหน้าเอาไว้ด้วยผ้าสีขาวครึ่งหน้า
อิงอี้ก้าวออกมาข้างหน้าสองก้าวเอื้อมมือขึ้นแล้วปลดผ้าปิดหน้าออก
เมื่อทุกคนได้เห็นใบหน้าภายใต้ผ้าปิดหน้าแล้วก็เบิกตากว้างออกมาพร้อมกับพูดชื่อหนึ่งออกมา
“อิงอี้...”
อิงอี้ทำเพียงแค่ย่อตัวลงทำความเคารพทุกพระองค์
“เป็เ้าจริงๆ”
“เพคะ”
“แล้วฟางหรู...”เป็องค์ไทเฮาที่ถาม
“องค์หญิงทรงสิ้นพระชนม์ไปนับสิบปีแล้วเพคะ”
“ว่าอย่างไรนะ”
พูดออกมาได้แค่นั้นทุกคนก็เงียบไปไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก มีเพียงความเงียบที่อยู่ภายในห้องจนเป็องค์ฮ่องเต้เอ่ยปากพูด
“เ้าจงเล่าเื่ราวทั้งหมดมา”
“เพคะ...”
จากนั้นอิงอี้ก็เล่าทุกอย่างั้แ่วันที่ท่านแม่ทัพเดินทางออกไปปราบโจรูเา ถูกฮูหยินรองหลอกและหนีไปจนหนีไปเข้าสู่แคว้นไป๋ พบเจอกับนายท่านตระกูลเจียง แล้ววันที่องค์หญิงฟางหรูถูกขืนใจจนทำให้กำเนิดนายน้อยลู่จื้อและเล่ามาจนถึงเหตุการณ์ในวันนี้
“เลวที่สุด” องค์ฮ่องเต้ไม่ว่าเปล่าแต่ยังตบมือลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง
ส่วนท่านแม่ทัพก็กัดฟันกำมือแน่น
“แล้วแล้วร่างของฟางหรู...” องค์ไทเฮาถาม
“ทีแรกนายท่านเจียงทำเพียงแค่ทิ้งร่างขององค์หญิงฟางหรูไว้รวมกับศพไร้ญาติรอให้นกแร้งมาจิกกิน แต่หม่อมฉันทนไม่ไหวจึงแอบนำร่างขององค์หญิงออกมาแล้วฝั่งเอาไว้ไม่ไกลจากที่ทิ้งศพไร้ญาติเพคะ”
“ฝ่าากระหม่อมอยากเดินทางไปแคว้นไป๋ เพื่อนำพระศพขององค์หญิงกลับมาพ่ะย่ะคะ” ท่านแม่ทัพพูด
“แน่นอนเราย่อมให้ท่านไปท่านแม่ทัพ แต่ต้องหลังจากงานเลี้ยงเสร็จสิ้นเสียก่อน”
“พ่ะย่ะคะ”
แล้วสายตาของทุกคนก็ไม่หยุดอยู่ที่ฟางเหนียงและเด็กชายที่กอดขาฟางเหนียงเอาไว้
“ถ้าเช่นนั้น นาง...”
“เพคะคุณหนูฟางเหนียงคือบุตรีที่เกิดจากองค์หญิงฟางหรูและท่านแม่ทัพส่วนคุณชายน้อยลู่จื้อนั้น...”
“ข้ารู้แล้ว...”
องค์ไทเฮามองฟางเหนียงพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาแต่มันเต็มไปด้วยความสุข พลางลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหามาถึงก็ยกมือขึ้นััใบหน้าของฟางเหนียง
“เ้างดงามเหมือนนางมาก”
ท่านแม่ทัพมองฟางเหนียงพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา แม้จะอยากเข้าไปกอดแต่ก็ไม่กล้ากลัวว่าฟางเหนียงจะไม่ยอมรับตน เพราะทั้งๆ ที่นางเป็ลูกของตนก็ยังจำไม่ได้ยอมรับว่าความสนใจของตนนั้นอยู่ที่ป้ายหยกจนไม่สนใจสิ่งอื่น
“นี้คงเป็...”
“ลู่จื้อเพคะน้องชายของหม่อมฉัน”
“งั้นรึ” องค์ไทเฮาย่อตัวลงนั่ง เอื้อมมือจะเข้าไปัั แต่ลู่จื้อกลับหลบไปอยู่ด้านหลังของฟางเหนียง
“จื้อเอ๋อร์นี้เสด็จยาย”
“จะ..จะไม่ตีจื้อเอ๋อร์ใช่หรือไม่”ถามแต่ไม่ยอมออกมาจากหลังของฟางเหนียง
“ยายไม่ตีเ้าหรอกออกมาให้ยายกอดหน่อย”
ลู่จื้อค่อยๆโผล่หัวออกมา เมื่อเห็นรอยยิ้มของหญิงชราแต่ทว่าอ่อนโยนก็ยอมออกมาทั้งตัว แล้วเข้าหาอ้อมกอดขององค์ไทเฮา
“เด็กดีๆ”
เธอยิ้มออกมาก่อนจะหันไปมองแม่ทัพเฟิ่งแล้วเดินเข้าไปหา คุกเข่าลงตรงหน้าจากนั้นก็กราบลงบนตักของแม่ทัพเฟิ่ง
จากที่กลั้นน้ำตาเอาไว้แต่ตอนนี้กลับกลั้นไม่อยู่ ปล่อยให้ไหลออกมา ยกมือขึ้นลูบศีรษะของฟางเหนียง
“ลูก ลูกพ่อ...”
จากนั้นเธอก็เข้าสวมกอดท่านแม่ทัพแล้วไม่มีใครพูดอะไรอีก
แม้แต่เหม่ยกวางก็ยังกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ได้แต่ยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกเป็พักๆ
แล้วคนภายในตำหนักก็พูดคุยกันอีกสักพักไม่นานองค์ฮ่องเต้และทุกคนก็ขอตัวกลับ
“จริงสิ...องค์หญิงเหม่ยกวาง...”
“เพคะ”
“ข้าต้องขอบใจเ้ามากที่ทำให้ข้าหายจากการป่วยและเหมือนฟื้นขึ้นมาจากความตายถ้าไม่ได้เ้า แคว้นจูเชว่ได้ปั่นป่วนเป็แน่”
“พระองค์ทรงขอบคุณผิดคนแล้วละเพคะ”ว่าแล้วยิ้ม หันไปมองฟางเหนียง
“คนที่ช่วยดึงพระองค์ออกมาจากยมโลกนั้นไม่ใช่หม่อมฉันแต่เป็ฟางเหนียงที่ช่วยพระองค์เพคะ”
แล้วทุกสายตาก็หันไปมองฟางเหนียงเป็ตาเดียวแต่กลับไม่มีใครพูดอะไรออกมา หรืออีกอย่างคือ พูดไม่ออกมากกว่า
“จะว่าเป็พร์ก็ว่าได้แต่ก็เป็คำสาปได้เหมือนกัน”
“หมายความว่าอย่างไร”
“ข้าว่าท่านแม่ทัพถามกับฟางเหนียงเองดีกว่าเ้าคะ”
แม้ทุกคนจะมองเธอเหมือน้าคำตอบแต่นางก็เลือกที่จะเงียบเอาไว้ก่อน
จากนั้นเธอเหม่ยกวาง อิงอี้และลู่จื้อก็เดินออกไปส่งทุกคนที่หน้าประตู แต่พอเปิดประตูออกไปก็พบไป๋อ๋องและรองแม่ทัพซ่งอยู่ด้านนอก
“เสด็จอา”
“ถวายบังคมฝ่าาพ่ะย่ะคะ”
องค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่ทำเพียงแค่ยิ้มและพยักหน้าให้
“พระองค์มาหาหลานของกระหม่อมมีเื่อะไรหรือพ่ะย่ะคะ”แต่ความจริงอยากถามว่ามาหาเหม่ยกวางหรือฟางเหนียง
“อือข้าแค่อยากขอบคุณองค์หญิงเหม่ยกวางที่ช่วยข้าไว้”
“ทรงเรียกเหม่ยกวางไปเข้าเฝ้าก็ได้นิพ่ะย่ะคะพระองค์เพิ่งฟื้นไม่ควรเดินไกลหรือว่ามาถึงที่นี่เลย” ว่าแต่ตานั้นมองฟางเหนียง
เขายังจำได้ว่าเมื่อวานองค์ฮ่องเต้ผู้นี้มองฟางเหนียงไม่วางตา
ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่หรี่ตามองไป๋อ๋องปากพูดกับตนแต่ตาไม่ได้มองตน พอมองตามสายตานั้นกลับมองอยู่ที่ฟางเหนียงและไม่ใช่แค่ฮ่องเต้เท่านั้นที่สังเกตเห็น แต่แม่ทัพเฟิ่งก็เห็นเช่นกัน
แล้วอยู่อาการหวงลูกหวงหลานก็เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ
“ไม่ล่ะข้าเต็มใจมาที่นี่” พลางเลื่อนสายตามองไปที่ฟางเหนียงและมั่นใจว่าไป๋อ๋องต้องเห็น ก่อนจะเลื่อนกลับมามองไป๋อ๋องเช่นเดิมยิ้มให้น้อยจากนั้นก็เดินจากไปพร้อมกับทุกคน