เอลซี่แน่ใจว่าเธอได้เห็นแววสลดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นในแววตาของของเคาท์เตสออลก้า
“ค่ะถ้าอย่างนั้น คุณหญิงก็คงจะทราบดีนะคะ ว่าดิฉันเองรู้สึกอย่างไรต่อเื่นี้ถ้าดิฉันจะแต่งงานก็เห็นจะต้องขอเลือกเองเหมือนกัน”
“ใช่สิฉันรู้ว่าเธอจะต้องทำอย่างนั้นแน่ ฉันเชื่อจริง ๆ” ร่างโปร่งบางในชุดสีดำของเคาท์เตสออลก้าเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งเบื้องหน้าเอลซี่“แต่ฉันก็อยากจะอ้อนวอนขอร้องก็ได้ให้เธอได้พิจารณาถึงสิ่งที่ฉันได้พูดให้เธอฟังไว้บ้าง และถ้าทำได้ก็ไม่ควรที่จะพบปะกับน้องชายของฉันอีก และก็คงจะเป็การดีอย่างยิ่งถ้าเธอจะออกไปไหนต่อไหนเสียตอนที่เขากลับมาอเมริกาครั้งนี้”
“ดิฉันสัญญาไม่ได้หรอกค่ะ”เอลซี่กล่าวอย่างจริงใจที่สุด
“อย่าเพิ่งตัดสินใจเดี๋ยวนี้สิฉันอยากจะให้เธอคิดเสียก่อน” เคาท์เตสพูดเรียบ ๆ “แต่ขอให้จำไว้สิ่งหนึ่งก็แล้วกันว่าที่ฉันได้พยายามเตือนมาทั้งหมดนี้นั้นก็เพื่อตัวของเธอเองเท่านั้นฉันไม่อยากจะเห็นเธอจะต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงกับอนาคตที่จะไม่ได้อะไรขึ้นมามีแต่เื่น่าเศร้าที่เกี่ยวกับอเล็กซานเดอร์และพวกมาตินอฟทุกคน”
“ค่ะดิฉันก็ต้องขอบคุณคุณหญิงอย่างมากที่มีความตั้งใจดีต่อดิฉันถึงเพียงนั้น” เอลซี่ตอบด้วยสีหน้าเฉยชา “ถ้าคุณหญิงหมดเื่ที่จะพูดแล้วดิฉันก็คิดว่าคงจะสมควรแก่เวลาแล้วกระมังคะ เห็นจะต้องลากลับเสียที”
“ก็คงไม่มีอะไรอีกแล้วละ”เคาท์เตสถอนหายใจเดินไปหยิบเสื้อคลุมมาส่งให้เอลซี่ “ฉันได้เตือนล่วงหน้าแล้วใช่ไหมว่าฉันไม่ปรารถนาเลยที่จะให้เธอคิดว่าฉันกลายเป็ศัตรูของเธอ”
“ค่ะดิฉันเข้าใจ ขอบพระคุณมากสำหรับน้ำชาค่ะคุณหญิง”
“ฉันยินดีต้อนรับเธอเสมอเราอาจจะได้พบกันอีกนะเอลซี่ อาจจะตามงานสังคมกระมัง”
“ค่ะดิฉันก็อยากจะให้เป็อย่างนั้นเหมือนกัน” เอลซี่ตอบอย่างมีพิธีรีตอง
“เอลซี่ฉันอยากให้ความเป็เพื่อนที่ดีต่อกันของเรายังคงดำรงอยู่ต่อไปนะ”
“ค่ะดิฉันก็หวังเช่นเดียวกับคุณหญิง”
“แล้วฉันก็ยังหวังอีกว่าเธอจะไม่ตอบจดหมายน้องชายของฉันดอกนะ”
“ค่ะแต่ที่ไม่ได้ตอบนี่ เพราะว่าท่านเคาท์บังเอิญไม่ได้ให้ที่อยู่ไว้ด้วยค่ะ”
“ก็...ยังโชคดีอยู่” เคาท์เตสออลก้ามองหน้าแขกของเธอเงียบ ๆก่อนที่จะเดินเข้ามาจุมพิตที่แก้มอย่างชาเย็น “ฉันขอให้เธอโชคดี”
“ขอบพระคุณค่ะ”เอลซี่รู้สึกยินดีอยู่ในใจลึก ๆ ที่จะได้ออกไปให้พ้น ๆห้องที่ข้อความที่สนทนากันนั้นได้สร้างให้บรรยากาศดูครึ้มสลัวลงไปมากเคาท์เตสเองก็แต่งชุดไว้ทุกข์สีดำซึ่งก็ทําให้ผิวพรรณที่น่าจะผ่องใสต้องหม่นหมองลงไปอยู่แล้วและยิ่งมาพบกับถ้อยสนทนาที่ไม่น่าพึงใจอีกด้วย ก็ยิ่งทำให้เธออยากจะได้ออกไปให้พ้นๆ บริเวณนั้นเสียที
ขณะที่ยืนคอยอยู่ตรงหน้าประตูลิฟท์นั้นเอสซี่อดที่จะคิดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเคาท์เตสออลก้าจึงพยายามที่จะขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับน้องชายของท่านทำไมจะต้องเอาเื่ความไม่สมประกอบทางด้านจิตใจของบุคคลในครอบครัวมาเล่าให้เธอฟังหรือว่าตัวเคาท์เตสเองจะเป็บุคคลที่มีสุขภาพจิตไม่ใคร่สมบูรณ์นัก...
แม้ว่า เคาท์เตสออลก้าจะพยายามย้ำแล้วย้ำเล่าว่า้าที่จะให้ความเป็เพื่อนระหว่างตัวของท่านกับเอลซี่ได้ดำเนินต่อไปแต่นั่นจะเป็ความรู้สึกที่ได้แสดงออกมาอย่างบริสุทธิ์และจริงใจละหรือเป็ไปได้หรือไม่ว่าแท้ที่จริงเ้าหญิงชาวรัสเซียผู้นี้ชิงชังผู้หญิงทุกคนที่จะมา่ชิงเอาน้องชายของเธอไป...
สมองของเอลซี่สับสนความรู้สึกบางอย่างรุมเร้ารบกวนจิตใจของเธออย่างร้ายกาจและบัดนี้เธอรู้แล้วว่าความหวังที่จะได้ติดต่อกับเคาท์ อเล็กซานเดอร์มาตินอฟได้สูญสลายไปแล้ว
แต่หลังจากที่เหตุการณ์พบปะระหว่างเธอกับเคาท์เตสออลก้าผ่านไปได้เพียง 10 วัน เธอก็ต้องประหลาดใจอย่างยิ่งที่ได้รับจดหมายอีกฉบับหนึ่งจาก เคาท์ อเล็กซานเดอร์ เป็จดหมายที่ส่งมาจากลอนดอนโดยแจ้งตำบลที่อยู่ไว้ให้เธออย่างชัดเจน
ข้อความในจดหมายฉบับนั้นพรรณนาถึงความรู้สึกที่เคาท์อเล็กซานเดอร์มีต่อตัวเธอเป็ความรำลึกนึกถึงอย่างที่ท่านไม่เคยมีต่อสตรีใดมาก่อนและท่านได้วางแผนการไว้ว่า หลังจากที่ข้ามช่องแคบอังกฤษแล้วท่านจะจับรถไฟเข้าปารีส และเดินทางต่อไปยังมอสโคว์ และจะอยู่ที่นั่นเพียงชั่วระยะเวลาที่พิธีฝังศพของลุงจะเสร็จสิ้นลงแล้วท่านจึงจะเดินทางย้อนกลับมาลอนดอนอีกครั้งหนึ่งเพราะมีธุรกิจบางอย่างที่จะต้องทำที่นั่นเมื่อเสร็จธุระแล้วจึงจะลงเรือโดยสารลำแรกเดินทางกลับมา มานิวยอร์คซึ่งถ้าเป็ไปได้ ท่านก็คงจะเดินทางมาถึงราวปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคมและสุดท้าย ท่านหวังว่าเอลซี่จะตอบจดหมายของท่านฉบับนี้ตามเลขที่อยู่ของโรงแรมในลอนดอนที่ได้ให้ไว้...
และครั้งนี้เอลซี่ได้ตอบจดหมายฉบับนั้นของเคาท์ อเล็กซานเดอร์เล่าให้ท่านฟังถึงการพบปะระหว่างเธอกับเคาท์เตสออลก้าซึ่งคิดว่าท่านน่าจะได้ทราบไว้บ้าง ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า ต่อไปในวันข้างหน้าถ้าจะมีอะไรแปรเปลี่ยนไปในความสัมพันธ์ฉันท์ญาติระหว่างเธอกับเคาท์เตสออลก้าแล้วท่านจะได้ทราบไว้ว่า เธอและพี่สาวของท่านได้เคยพบปะกันมาก่อน
และแล้ว...จดหมายฉบับที่ 3 ของเคาท์อเล็กซานเดอร์ก็มาถึงในวันเดียวกันกับที่เธอได้ส่งจดหมายตอบไปยังท่านในโรงแรมในลอนดอน...
เป็การยืนยันถึงความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายทั้งมวลที่ท่านมีต่อเธออย่างมั่นคงและคราวนี้ดูเคาท์อเล็กซานเดอร์จะมั่นใจมาก ถึงกับกล่าวว่าในการเดินทางกลับมายังนิวยอร์คครั้งนี้ท่านได้ตัดสินใจแล้วที่จะขอให้เธอแต่งงานด้วย...
เอลซี่รู้สึกประหลาดใจอย่างมากที่ข้อความในจดหมายของท่านที่เกี่ยวกับเื่การแต่งงานนั้นได้กล่าวเตือนเธอว่า...
“...สำหรับเรองการแต่งงานของเราครั้งนี้ฉันยังไม่้าให้เธอได้แพร่งพรายให้ออลก้ารู้ เพราะเขาเป็คนที่ค่อนข้างแปลกมีอารมณ์ประหลาด และอาจจะไม่เข้าใจอะไร ๆ ได้ง่าย ๆ นัก...”
ซึ่งข้อความในประโยคนี้เองที่ทำให้เอลซี่รู้สึกว่าถูกรบกวนทางด้านจิตใจอยู่มาก เพราะโดยความเป็จริงแล้วเธอยังไม่แน่ใจว่าจะตกปากรับคำกับท่านในเื่นี้แต่อย่างใด
เอลซี่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลัง้าใครสักคนหนึ่งที่จำเป็อย่างยิ่งสำหรับการปรึกษาหารือในเื่นี้แต่ถ้ามิใช่เคาท์เตสออลก้าแล้วควรจะเป็ใคร...
เธอยกหูโทรศัพท์หมุนไปหามาจอรี่ทันทีอย่างน้อยการได้พบหน้าเพื่อนสนิทพูดคุยกัน ก็อาจจะช่วยให้คลายใจได้บ้าง
“มาสิเอลซี่ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เธอมากินดินเนอร์กับฉันที่บ้านเย็นวันนี้นะ”
“ไปดินเนอร์กับมาจอรี่แล้วหลานจะกลับบ้านได้อย่างไร มืด ๆ ค่ำ” เจนทำสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที
“ก็ถ้าหนูกลับไม่ได้หนูอาจจะค้างกับมาจอรี่ก็ได้นี่คะป้า”
ป้าสะใภ้สั่นศีรษะทันที
“ไม่ได้หรอกเอลซี่นี่หลานไม่รู้หรอกหรือว่าแม่ของมาจอรี่กำลังไม่สบายเราไม่ควรจะเชิญตัวเองให้เป็แขกเลยป้าไม่เห็นจะจำเป็ตรงไหน”
“ถ้าอย่างนั้นพ่อของเขาก็คงจะช่วยหารถที่พอจะไว้ใจคนขับได้ให้มาส่งหนูเองแหละค่ะหรือบางทีท่านอาจจะมาเป็เพื่อนหนูก็ได้นะคะป้า”
“เอาละถ้าเขาไม่ออกปากก่อน หลานก็โทร. มาที่บ้านก็แล้วกัน ป้าจะให้ลุงเอารถไปรับ”
“โธ่...ไม่จำเป็ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะป้า หนูโตแล้ว ไปกลับเองได้แน่นอนเลยค่ะ”
“อย่าทำเก่งเหมือนแม่พวกอเมริกันข้างถนนหน่อยเลยน่ะเอาละ จะไปก็ไป แต่ต้องกลับบ้านตามเวลานะ”
“ขอบคุณป้ามากค่ะ”
เอลซี่ถลาออกจากห้องอย่างลิงโลดเพราะครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่พอจะพูดจาให้ป้าอนุญาตให้ออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็ที่จะต้องมีผู้ควบคุมไปด้วย