หนิงเฟยหลงจะเดินทางกลับเรือน แต่ก็ดันหิวขึ้นมาจึงเดินไปยังห้องน้องสาว
ก๊อก ก๊อก! “หนิงอันอันนี่ข้าเองเปิดประตูหน่อย”
แอ๊ด… “ท่านพี่นี่ท่านมาทำอะไร?”หนิงอันอันเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ก็ข้าหิวหนะสิ เ้าช่วยทำอาหารให้ข้ากินได้หรือไม่?”ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มหวานให้กับหญิงสาวด้วยสายตาที่เป็ประกาย
“ก็ได้ๆ ท่านนี่จริงๆเลย หิวทีไรก็มาหาข้าแต่พอข้าอยากไปเที่ยวก็บอกปัดเสียทุกที” หนิงอันอันอดไม่ได้ที่จะต่อว่าพี่ชาย
“ก่อนนั้นมันมีอันตรายข้าไม่สามารถปกป้องเ้าได้แต่ครานี้ข้ารับปากจะพาเ้าไปเมืองหลวงแล้วนี่อย่างไร” หนิงเฟยหลงกล่าวแย้ง
หญิงสาวหันมามองเขม็ง “ท่านนี่นะหรือที่จะพาข้าไปหากข้าไม่บอกว่าอยู่ขั้นที่หกแล้วท่านจะพาข้าไปหรือ?!!”
“จ้า จ้า น้องสาวแสนดี พี่คนนี้ผิดเองขอโทษนะ เ้ารีบทำอาหารให้ข้าเถอะ ข้าหิวมาก..”หนิงเฟยหลงเห็นท่าไม่ดี น้องสาวของมันเริ่มโมโหแล้วหากปล่อยไปมากกว่านี้คงอดทานอาหารเป็แน่!
นี่เป็เื่เดียวที่หนิงเฟยหลงกลัว กลัวว่าจะอดทานข้าวฝีมือน้องสาวหากผู้อื่นรู้คงเป็เื่ขบขันที่ว่า ยอดฝีมือผู้หนึ่งกลับเกรงกลัวน้องสาวของตนเพราะเื่อาหาร
ใช้เวลาไม่นานหนิงอันอันก็ยกอาหารมาเสิร์ฟพี่ชายหนิงเฟยหลงสวาปามอย่างเอร็ดอร่อยจนหมด ไม่เหลือเค้าของความเป็คุณชายเลยแม้แต่น้อย หนิงอันอันมองดูพี่ชายทานอย่างสนอกสนใจนางชอบดูเวลาที่พี่ชายทานอาหารที่สุดการสวาปามของพี่ชายมันคุ้มค่าที่ทำอาหารให้ และนางยังคอยดูว่าวันนี้พี่ชายจะให้อะไรตอบแทนนาง
“น้องสาวที่แสนดีของข้า ข้าขอบคุณเ้ามาก” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมส่งแก่นสัตว์อสูรหนึ่งลูกให้กับนาง
หนิงอันอันดีใจมากนางมองมาที่พี่ชายด้วยสายตาเป็มิตรแล้วเดินจากไปหนิงเฟยหลงเองก็เดินมองดูท้องฟ้ายามราตรีสักพัก มันเดินผ่อนคลายเพื่อย่อยอาหารแล้วจึงกลับเข้าห้องพักผ่อน
..........
วันรุ่งขึ้น หนิงอันอันออกมารอพี่ชายอยู่ที่หน้าห้องเกรงว่าหนิงเฟยหลงจะแอบหนีนางไปผู้เดียวอีก
ชายหนุ่มลุกจากที่นอนั้แ่อรุณรุ่งสวมอาภรณ์สีครามเดินออกมาจากห้องอย่างสบายใจหน้าเรือนมีหนิงอันอันและทหารองครักษ์จำนวนยี่สิบเศษมารออยู่แล้วพร้อมที่จะเดินทางทันที หนิงเฟยหลงขอเวลาชั่วครู่ทานอาหารแล้วจึงเริ่มออกเดินทาง
การเดินทางครั้งนี้หนิงเฟยหลงได้วางแผนว่าจะมุ่งไปทางตะวันออกก่อนที่จะขึ้นเหนือมันจะได้ผ่านป่าสมบัติแห่งโชคชะตา มันตั้งใจว่าจะสะสมแก่นสัตว์อสูรพร้อมทดสอบฝีมือของมันเอง และพัฒนาศักยภาพของน้องสาว เป็การกระทำการอย่างเดียว แต่ได้ประโยชน์หลายอย่าง
ผ่านไปห้าวัน หนิงเฟยหลงสั่งให้ทหารเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนในที่สุดก็มาถึงเขตเหนือของป่าสมบัติแห่งโชคชะตาใน่บ่าย ชายหนุ่มสั่งให้กององครักษ์ตั้งค่ายพักกันที่นี่และสั่งให้องครักษ์ทุกนายพักผ่อนให้สบาย พลบค่ำค่อยจัดเวรยาม
ในเวลานี้ ชายหนุ่มทำหน้าที่ตรวจตราแทนเหล่าองครักษ์ที่กำลังอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเอาการเพราะเดินทางมาติดต่อกันหลายวันโดยไม่ได้พักผ่อนจึงพากันสลบไสลพอได้ที่ก็พากันหลับทันที
ทว่ามีอยู่ผู้หนึ่งที่ไม่ได้สลบไสลไปด้วยนั่นคือชงหยงนั่นเพราะระหว่างทางมันเองก็ได้แอบงีบมาแล้ว จึงไม่ได้อ่อนแรงแต่อย่างใดถึงมันจะแอบงีบแต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้หนิงอันอันรอดพ้นสายตาไปได้หนิงเฟยหลงเคยกำชับมันเอาไว้ให้คอยดูแลน้องสาวมันจึงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่
“อันอัน เ้ามากับข้าหน่อย” หนิงเฟยหลงร้องเรียกน้องสาวให้มาหามันตั้งใจที่จะทดสอบวิชาของนาง
ไม่รีรอให้นางตั้งท่าชายหนุ่มะเิพลังหยวนขอบเขตแดนกายยาขั้นหกฟาดฝ่ามือสามัญไปหนึ่งฝ่ามือทว่าฝ่ามือนั้นเต็มไปด้วยพลังที่อัดแน่นของพลังหยวนราวกับศิลาก้อนั์!
หนิงอันอันเห็นดังนั้นก็ใ! ชักกระบี่ที่ถือไว้ขึ้นมาต้านรับพลังฝ่ามือ
เกร๊ง!!
“โอ๊ย!” กระบี่สั่นไหวไม่หยุดถึงแม้นางจะรับฝ่ามือนี้ได้ แต่มือของนางก็ต้องได้รับาเ็ง่ามมือฉีกขาด!
ฝ่ามือสามัญเหตุใดถึงมืออานุภาพเพียงนี้นั่นเพราะหนิงเฟยหลงเข้าใจถึงหลักการแห่งลมในระดับหนึ่งแล้ว จึงใช้ประโยชน์จากมันเพิ่มความรุนแรงให้กับฝ่ามือที่แข็งแกร่งดุจศิลาั์การโจมตีจึงรุนแรงมากขึ้นทวีคูณเทียบเท่าได้กับขอบเขตแดนกายาขั้นที่สิบนั่นเองแต่เพราะชายหนุ่มยั้งมือทันหนิงอันอันจึงไม่เป็อะไรไปมากกว่านี้
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง” มันรีบเข้าไปดูน้องสาว
“นี่ท่าน..เล่นอะไรของท่านกัน...” หนิงอันอันรู้สึกใและโกรธในเวลาเดียวกัน
“ข้าขอโทษ....” หนิงเฟยหลงไม่ได้ตั้งใจจะให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมันตั้งใจเพียงว่าจะฝึกฝนให้น้องสาว เพียงแต่ไม่คาดว่านางจะอ่อนแอถึงเพียงนี้
“ฮือ..” หญิงสาวโมโหอยู่ไม่นานน้ำตาก็เอ่อล้นร่วงลงสู่พื้นดินหญิงสาวร้องไห้ด้วยความเสียใจคิดว่าพี่ชายไม่รักนางแล้ว นางโดดเดี่ยวมาั้แ่เยาว์วัยหากพี่ชายไม่้านางแล้วนั่นเท่ากับนางอยู่คนเดียวอย่างแท้จริงไม่ได้เกิดจากการเ็ปแต่อย่างใด
หนิงเฟยหลงรับรู้ได้ถึงความเสียใจของน้องสาว มันจึงจะเข้าไปปลอบประโลมหนิงอันอันเห็นพี่ชายเข้ามาปลอบก็เข้าซบอกของพี่ชายร้องไห้ฟูมฟายออกมาอยู่พักใหญ่ เหมือนว่าความอัดอั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้หมดสิ้นไปการที่ต้องอยู่คนเดียวโดยไม่มีบิดามารดาและพี่ชายที่หมกมุ่นอยู่กับการทะลวงเส้นลมปราณมาเป็เวลานานการที่ได้ปลดปล่อยอารมณ์ออกมา ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นหายจากการโศกเศร้า
"เด็กโง่เอ๋ยหากข้าไม่รักเ้าคงไม่เป็ห่วงเ้าเช่นนี้หรอก..."