ความเงียบสงัดของป่าลึกยังคงทิ้งร่องรอยแห่งความตึงเครียดไว้ในใจของนาวี ภาพการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างตงฟานหรงและถังขู่เมื่อวานนี้ยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัว ‘จอมยุทธ์ขั้นก่อกำเนิดงั้นรึ... ลมที่ทำให้ใบไม้ปลิวว่อนนั่น...’ นาวีขบคิดพลางมองสำรวจร่างกายที่ยังคงมีแผลพาดกลางหน้าอก แม้เขาจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของมือสังหารมาได้เพราะการแทรกแซงของหัวหน้าโจรเขี้ยวโลกันตร์ แต่นาวีรู้ดีว่าครั้งนี้เป็เพียงความโชคดี แต่มันคือคำเตือนว่าโลกใบนี้อันตรายมากกว่าที่เขาเตรียมใจไว้หลายเท่าตัว
แสงสีทองของเช้าวันใหม่สาดส่องผ่านยอดไม้ นาวีสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อขับไล่ความอ่อนล้า เขาตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อพบเถ้าแก่ไฉเป็อันดับแรกเพื่อจัดการพันธะเก่าให้เรียบร้อย
เมื่อไปถึงโรงเตี๊ยม เถ้าแก่ไฉยังคงนั่งนับบัญชีอยู่หลังเคาน์เตอร์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเช่นเดิม นาวีเดินเข้าไปหาพร้อมกับแจ้งความประสงค์ขอลาพักงานสักระยะ โดยอ้างเื่อาการาเ็จากเหตุโจรปล้นที่ยังไม่หายดี เขาแอบยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้เถ้าแก่เป็ค่า "น้ำใจ" สำหรับความวุ่นวายที่เขาไม่ได้อยู่ช่วยงาน เถ้าแก่ไฉมองใบหน้าซูบเซียวของนาวีสลับกับเงินในมือ ก่อนจะพยักหน้ารับพลางถอนหายใจ
"ไปพักเถอะฉางตง แผลหายดีแล้วค่อยกลับมา แต่อย่านานนักล่ะ เสี่ยวเอ้อที่รู้ใจแขกแบบเ้าหามิได้ง่าย ๆ"
เมื่อจัดการธุระสุดท้ายในฐานะเสี่ยวเอ้อเสร็จ นาวีก็มุ่งหน้ากลับไปยังบ้านหลังเก่าของเขา ทันทีที่ถึงหน้าประตูไม้ที่ยังดูทรุดโทรม เขาพบอวิ๋นยืนรออยู่ด้วยท่าทางกระตือรือร้น
"ตามข้ามาอวิ๋น" นาวีสั่งด้วยน้ำเสียงกระฉับกระเฉง "วันนี้เราจะไปเก็บเกี่ยวผลผลิต และนั่นจะเป็บทเรียนแรกของเ้า"
ทั้งคู่เดินลัดเลาะเข้าสู่ชายป่าลึกเพื่อไปตรวจดูสถานที่ที่นาวีวางกับดักไว้เมื่อวาน เมื่อถึงจุดที่หมายตาไว้ เสียงดิ้นขลุกขลักอย่างแรงทำให้อารมณ์ของทั้งสองตื่นตัว หมูป่าตัวย่อมถูกลวดเหล็กที่นาวีประดิษฐ์ขึ้นพันธนาการขาไว้อย่างแ่า มันพยายามดิ้นรนจนดินรอบๆ แตกกระจาย
นาวีนิ่งไปครู่หนึ่ง เขามองดูดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของสัตว์ป่า ในโลกก่อนเขาไม่เคยต้องลงมือฆ่าสัตว์ด้วยตัวเอง แต่ในโลกนี้นั้น... ทุกอย่างต่างออกไป
อวิ๋นเห็นอาจารย์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยขึ้นด้วยความหวังดี "ท่านอาจารย์... แผลท่านยังไม่หายดี ให้ข้าจัดการเองเถอะครับ ข้าชินกับการเชือดไก่เชือดปลาอยู่แล้ว เื่แค่นี้ข้าทำได้"
นาวีได้แต่ชื่นชมในความกตัญญูของเด็กคนนี้อยู่ในใจ แต่เขาก็ยกมือห้ามอวิ๋นไว้ทันที เขานึกถึงภาพตงฟานหรงที่ย้อนกลับมาลอบโจมตีเขาอย่างโเี้เมื่อวานนี้ ‘ถ้าข้ายังลังเลที่จะปลิดชีพแม้กระทั่งสัตว์... แล้วจะเอาตัวรอดจากคมดาบของพวกมือสังหารได้อย่างไร ในโลกนี้ถ้าไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า ข้าจะใจอ่อนไม่ได้’
นาวีสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อีกครั้งเพื่อสงบจิตใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปข้างหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็เยือกเย็นดุจพยัคฆ์ล่วงลับ เขาสะบัดมีดปลิดชีพสัตว์ป่าตรงหน้าอย่างรวดเร็วและแม่นยำเพื่อไม่ให้มันต้องทรมานนานเกินไป
ในครั้งนี้พวกเขาได้เพียงหมูป่าตัวเดียว แม้จะน่าเสียดายที่กับดักไก่ป่ายังคงว่างเปล่า แต่พวกเขาก็ได้เห็ดป่านานาชนิดมาไม่น้อย ทั้งคู่แบกหมูป่าไปที่ตลาดเพื่อให้ช่างแล่เนื้อจัดการเตรียมเนื้อให้ โดยนาวียกหนังและเครื่องในทั้งหมดให้เป็ค่าตอบแทน นาวีมองดูศิษย์ที่ยืนมองซากหมูป่าจนน้ำลายแทบสอ เขาขำอยู่ในใจก่อนจะพาอวิ๋นไปซื้อวัตถุดิบสำคัญ ทั้งน้ำตาลอ้อย พริกป่น และเครื่องเทศอื่นๆ จนครบถ้วน
นาวีพาอวิ๋นกลับไปขนของจากบ้านเก่ามุ่งหน้าสู่บ้านใหม่ทันที เมื่ออวิ๋นได้เห็นบ้านดินหลังใหม่ที่มีพื้นที่กว้างขวางของอาจารย์ เขาก็ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
"นับแต่วันนี้ เ้าต้องมาเริ่มฝึกกับข้าที่นี่" นาวีเอ่ยเสียงเรียบขณะมองพื้นที่ว่างที่เหมาะกับการฝึกมวย
ทั้งคู่ช่วยกันจัดของจนเข้าที่ นาวีจึงสั่งบทเรียนแรกให้อวิ๋นทันที "อวิ๋น วิ่งไปรับเนื้อหมูที่ร้านแล่เนื้อ แล้วกลับมาที่นี่โดยห้ามหยุดพักเด็ดขาด!"
อวิ๋นรับคำสั่งอย่างกระตือรือร้นก่อนจะวิ่งออกไปทันที ส่วนนาวีก็เริ่มจัดการกับเตาเหล็กสี่เหลี่ยมรูปทรงประหลาด เขาเริ่มคั่วฮวาเจียวและเครื่องเทศป่าที่หามาได้ กลิ่นหอมฉุนกึกปนชาพุ่งขึ้นเตะจมูกจนนาวีต้องเบือนหน้าหนีเพื่อระบายอากาศ ก่อนจะนำเครื่องเทศเ่าั้มาบดหยาบๆ ในขณะที่กำลังบดเครื่องเทศอยู่นั้น อวิ๋นก็วิ่งกลับมาถึงในสภาพโชกไปด้วยเหงื่อ เขาหอบหายใจจนตัวโยนก่อนจะล้มตัวลงนอนแผ่กับพื้นดิน
นาวีเริ่มนำเนื้อหมูมาหั่นเป็ชิ้นพอดีคำ แล้วบรรจงเลาะส่วนที่เป็มันแยกออกมา เขาใช้มันหมูเ่าั้ทาไปบนกระทะเหล็กร้อนๆ จนเสียง ‘ซู่!’ ดังขึ้นควันสีขาวลอยคลุ้ง น้ำมันใสๆ เริ่มไหลไปตามร่องความลาดเอียงที่เขาเจาะรูเอาไว้ นาวีนำหม้อดินเผามารองรับน้ำมันหมูที่หยดลงมาอย่างใจเย็น
พอกระทะเคลือบด้วยน้ำมันจนมันวาว นาวีจึงนำหมูเสียบไม้ลงไปย่าง กลิ่นหอมของเนื้อสัตว์ป่าปะทะความร้อนเริ่มโชยไปเตะจมูกอวิ๋นที่นอนหอบอยู่ จนเด็กหนุ่มต้องผุดลุกขึ้นมาจ้องมองด้วยความสงสัย
เมื่อหมูเริ่มสุกจนเป็สีน้ำตาลทอง นาวีจึงตักน้ำมันหมูร้อนๆ มาผสมกับพริกป่นและเครื่องเทศที่บดเตรียมไว้ คนจนกลายเป็ซอสหม่าล่าข้นเข้ม ก่อนจะนำแปรงมาทาลงบนเนื้อหมูที่กำลังย่างอีกครั้ง กลิ่นเผ็ดร้อนจากพริกและความหอมซ่านจากฮวาเจียวฟุ้งกระจายไปทั่วลานบ้าน ทำให้อวิ๋นถึงกับน้ำลายไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
นาวีลองชิมก่อนหนึ่งไม้ เขารู้สึกว่ารสชาติยังไม่เข้าเนื้อเท่าที่ควรเนื่องจากยังไม่ได้หมักหมูไว้ และรสชาติค่อนไปทาง "ชา" มากกว่า "เผ็ด" แต่เมื่อหันไปเห็นท่าทางกระหายของศิษย์ เขาจึงยื่นไม้ที่เหลือให้อวิ๋นลองกิน
อวิ๋นกัดเนื้อเข้าปากคำแรก รสชาติเผ็ดร้อนที่ซึมลึกความความชาปลาบที่ปลายลิ้นทำให้เขาเบิกตาโหว่ราวกับมีแสงพุ่งออกมาจากปาก แม้อวิ๋นจะไม่เคยมีโอกาสลิ้มรสอาหารชั้นเลิศในโรงเตี๊ยมใหญ่ แต่เขามั่นใจว่าหมูย่างที่รสชาติจัดจ้านแบบนี้ไม่เคยมีในเมืองซานเหอมาก่อน
"ท่านอาจารย์... ข้าขอเอาหมูย่างนี้ไปให้ท่านแม่กับน้องสาวลองชิมได้หรือไม่ครับ?" อวิ๋นถามด้วยสายตาอ้อนวอน
นาวียิ้มรับด้วยความยินดี เขาจึงย่างเนื้อหมูเพิ่ม ทั้งแบบทาหม่าล่ารสจัด และแบบโรยเกลือธรรมดาสำหรับน้องสาวของอวิ๋นที่ยังเด็ก แม้สำหรับตัวเขาเองจะรู้สึกว่ามันยังเผ็ดไม่สะใจเท่าความทรงจำในโลกเก่า แต่ปฏิกิริยาของอวิ๋นทำให้เขามั่นใจในธุรกิจนี้ไม่น้อย
"ไปกันเถอะ ข้าเองก็อยากไปเยี่ยมแม่ของเ้าสักครั้ง"
นาวีเก็บเนื้อหมูที่เหลือไว้หมักเพื่อเตรียมขายในตอนเย็น ก่อนจะเดินตามอวิ๋นที่นำทางอาจารย์มุ่งหน้าไปยังบ้านของเขาด้วยความตื่นเต้นและดีใจเป็ที่สุด