บทที่ 9
คุณหนูหลิว
โลมสะคราญงานร่มเมืองที่ก้าวเดินลงจากรถม้า พลันพาให้จางอี้ตกตะลึงจนดวงตาเบิกกว้าง ความงามของนางนั้นถือได้ว่าจัดอยู่ในหนึ่งในยอดหญิงงามแห่งใต้หล้า
เนื่องจากจางอี้เดินทางไปทั่วทั้งดินแดนไม่ว่าจะเป็อาณาจักรเปลวเพลิงหรือว่าอาณาจักรต่างๆ ตัวของเขาเดินทางไปที่สถานที่ต่างๆเข้าแบบนั้นจึงเคยเห็นพวกหญิงงามมากมายผ่านหูผ่าน
แต่ว่าคุณหนูผู้นี้มีความงามที่แตกต่างจากสตรีธรรมดาทั่วไปภายในพื้นตลาด นางมีกลิ่นอายแห่งความสูงส่งแถมยังดูเต็มไปด้วยสติปัญญาที่มากมาย
นางกล่าวลงมาใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง สาวรับใช้วัยกลางคนเห็นคุณหนูของนางก้าวขึ้นลง “ คุณหนูไม่ได้นะเ้าคะ ”
“ ถ้าท่านก้าวลงมาจากรถม้าถ้าเกิดว่ามีผู้ใดเห็นละก็ ”
“ ไม่หรอก ในตอนนี้พวกเราจำเป็จะต้องพึ่งพากำลังของยอดฝีมือท่านนี้ ”
“ ถ้าเกิดว่าไม่มีเขาเดินทางไปพวกเราเองก็คงจะเดินทางไปไม่ถึง ” นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จางอี้ขมวดคิ้วจ้องมองสตรีที่อยู่ด้านหน้า ก่อนที่จะขยับเท้าของตนเองหนึ่งครั้ง ท่าร่างอันรวดเร็วถูกใช้ออกมา เพียงแค่พริบตาเดียวก็ไปปรากฏอยู่ด้านหน้าของคุณหนูหลิว
นางสะดุ้งเล็กน้อยเท้าก้าวถอยหลังไปแต่ไม่เสียสมดุล พวกผู้คุ้มกันที่อยู่บริเวณรอบๆก็พากันชักกระบี่ออกมา
เมื่อเห็นผู้คุ้มกันของตนชักกระบี่คุณหนูหลิวผู้นี้ส่งเสียง “ หยุด ”
อันที่จริงแล้วนางเองก็น่าจะรู้อยู่แล้วต่อให้พวกผู้คุ้มกันพวกนี้พยายามจะต่อต้านแต่ก็คงจะไม่สามารถเอาชนะยอดฝีมือที่อยู่ด้านหน้า
ในตอนนี้ถ้าจะต่อต้านมีแต่เสียเปรียบเพราะแบบนั้นจำเป็จะต้องรักษากำลังคนเอาไว้
จางอี้ยื่นหน้าของตนเองเข้ามาใช้ดวงตาจ้องมองใบหน้าอันงดงามของนางพร้อมกับพูดขึ้น “ ในโลกใบนี้ข้าสนใจอยู่ไม่กี่อย่าง ”
“ หนึ่งคือเงินทอง และสิ่งที่สนใจรองลงมาจากเงินทองก็น่าจะเป็หญิงงาม ”
“ เอาเถอะในเมื่อหญิงนานขอร้องข้าทั้งทีข้าจะพาเ้าไปส่งก็แล้วกัน ” จางอี้ตอบกลับไปพร้อมกับยืดร่างกายของตนเองขึ้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้นคุณหนูหลิวแสดงรอยยิ้มออกมาบนใบหน้า ดวงตาเองก็พอแววประกายยินดี
จางอี้ยังกล่าวไม่จบเขากล่าวต่อออกมา “ แต่ว่าการเดินทางในครั้งนี้จำเป็จะต้องไปตามเส้นทางที่ข้านั้นบอก ”
“ ตามเส้นทางของท่านอย่างนั้นหรือเ้าคะ ”
“ ไม่ได้นะขอรับคุณหนูถ้าเกิดว่าคนผู้นี้ล่อพวกเราไปที่เส้นทางที่มีคนของพวกมันอยู่แล้วก็ ” หนึ่งในผู้คุ้มกันกล่าวขึ้นมา
มันนั้นกังวลว่าชายผู้นี้จะเป็เหยื่อล่อถ้าเกิดว่านำพาออกนอกเส้นทาง เกรงว่าพวกมันเองก็จะกลายเป็เป้าหมาย
ในสายตาของผู้คุมการกระทำเช่นนี้แน่นอนว่ามันไม่น่าไว้ใจ แต่ว่าคุณหนูหลิวกลับมองแตกต่างออกไปนางส่ายหน้าไปมา “ ไม่หรอกไม่หรอก ”
“ คนผู้นี้ถ้าเกิดว่าคิดจะฆ่าพวกเราจริงๆ เขาเองก็คงจะสามารถฆ่าพวกเราได้ในทันที ”
“ เพราะแบบนั้นไม่มีเหตุผลอันใดเลยที่เขานั้นจะล่อพวกเราออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ”
นางฉลาดเฉลียวมากพอ ประเมินจากสถานการณ์ในตอนนี้และฝีมือแล้วต่อให้พวกนางนั้นขัดขืนคนที่อยู่ด้านหน้าก็สามารถสังหารพวกนางได้
ไม่จำเป็จะต้องล่อไปในเส้นทางอื่นเพื่อลอบสังหาร เมื่อได้ยินเช่นนั้นพวกผู้คุ้มกันเองก็เงียบไป
จางอี้จึงกล่าวขึ้น ” ข้าน่ะเดินทางเส้นทางนี้บ้างเพราะแบบนั้นเลยรู้เส้นทางในการเดินทางที่ไม่ใช่ทางลัด ”
“ แม้ว่าจะช้ากว่าทางหลักนี้แต่ว่าก็ช้ากว่าไม่ถึงวัน เอาเป็ว่ามันปลอดภัยกว่าพวกที่ตามรอยพวกเ้ามาเองก็จะตามรอยไม่พบ ”
“ เลือกเอาก็แล้วกัน ถ้าเกิดว่าไม่ไปเส้นทางนั้นข้าเองก็ไม่ไปกับขบวนของเ้าหรอก ”
“ เปลืองแรงเสียเปล่าๆ อย่างไรซะข้าเองก็ไม่อยากจะเป็เป้าสายตาของพวกที่ตามล่าพวกเ้าอยู่ด้วย ” จางอี้หนึ่งในความรู้ที่เขามีก็คือเส้นทางในการเดินทาง
เป็เพราะว่าตัวของเขานั้นเดินทางอยู่บ่อยครั้งมันเลยทำให้รู้เส้นทางลับมาก ว่าเส้นทางต่างๆนั้นเชื่อมโยงหากันอย่างไร
การเดินทางไปที่เป้าหมายของคนพวกนี้นั่นคือเมืองที่อยู่ใกล้ๆสำนักกระบี่์ มันมีเส้นทางที่สามารถใช้เดินทางได้
แม้ว่าน่าจะเป็เส้นทางแยกและก็ใช้เวลาในการเดินทางนานกว่าทางปกติแต่มันเองก็ปลอดภัยกว่า
พวกคนที่ตามรอยก็คงจะตามรอยเส้นทางหลักไม่มุ่งไปยังเส้นทางนั้น แล้วมันเองก็จะปลอดภัยมากกว่าด้วย
“ เข้าใจแล้ว ” นางพยักหน้าตอบรับกลับมา
จางอี้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆนางอีกครั้งก่อนที่จะ “ หญิงงาม พูดจารู้เื่ ฉลาดเฉลียวครบถ้วนจริงๆ ”
ได้ยินเช่นนั้นแล้วเห็นใบหน้าของผู้ที่อยู่ด้านหน้ายื่นเข้ามา ในสายตาของคุณหนูหลิวใบหน้าของคนผู้นี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นดูเป็ขอทานผู้หนึ่ง
แต่ยามยื่นหน้าเข้ามานางจึงเห็นว่าภายใต้คราบฝุ่นที่เปรอะเปื้อนอยู่บนใบหน้าใบหน้าของบุรุษผู้นี้เองก็หล่อเหลาพอควร
ถ้าเกิดว่าล้างหน้าล้างตาและแต่งกายดูดีไฟหน้าก็คงจะไม่แพ้พวกคุณชายตระกูลใหญ่ๆอาจจะหล่อเหลากว่าเสียด้วยซ้ำ
คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ไม่ค่อยเข้าใกล้บุรุษยังมีบุรุษเข้ามาประชิดกาย แม้ว่านางนั้นจะแสดงท่าทางภายนอกผลึกน้ำแข็งแต่ภายในใจกับร้อนรุ่มขึ้นมา
จางอี้ดึงร่างกายของตนเองกลับไป “ เอาล่ะเดินทางได้แล้ว ”
หลังจากนั้นก็เดินทางต่อมุ่งตรงไปยังเส้นทางที่จางอี้ใช้ในการเดินทางเพื่อหลบเลี่ยงพวกคนที่ตามหลังมา
เนื่องจากจางอี้อยู่กับขบวนการเดินทางในครั้งนี้ไม่นาน เพราะแบบนั้นไม่จำเป็จะต้องถามว่าพวกเขานั้นเดินทางไปเพราะมีจุดประสงค์อะไร
ในสายตาของจางอี้แล้ว พวกเื่ราวของตระกูลใหญ่ๆล้วนแล้วเป็สิ่งที่ยุ่งยาก เข้าไปยุ่งเกี่ยวมีแต่จะพาความวุ่นวายมาหาตนเอง
เพราะแบบนั้นจึงเงียบปากไว้แล้วก็รีบเดินทางต่อโดยที่ไม่ถามอันใด หลังจากนั้นเดินทางเป็เวลา 2 วันภายในขบวนการเดินทาง
มุ่งตรงมายังเส้นทางที่แตกต่างจากเส้นทางหลัก กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลไม่มีผู้ใดเข้ามาเล่นงานในยามที่เดินทางคนพวกนั้นดูเหมือนว่าจะตามรอยไม่เจอ
กว่าที่พวกมันนั้นจะรู้ก็คงจะเดินทางไปถึงเป้าหมายแล้วเพียงแค่นี้ก็ไม่ต้องปะทะกับพวกมันให้ยากเย็น
ยามราตรีที่มืดมิด ท้องนภาที่มืดมิดยามราตรีที่เงียบสงัดขบวนการเดินทางหยุดพักภายในป่าใหญ่ กองไฟกองใหญ่ถูกก่อขึ้นจนสูงเหนือศีรษะ คนภายในขบวนเดินทางจัดหาอาหารและทำกิจวัตรเหมือนปกติ
มีเพียงจางอี้ที่นั่งอยู่บนต้นไม้พร้อมกับอ่านสมุดบันทึกที่เหล่ากุ้ยทิ้งเอาไว้ให้ ‘ ในตอนนี้ต้องเดินทางไปที่สำนักกระบี่์ ถ้าเกิดว่าสำเร็จการบ่มเพาะที่นั่นก็จะสามารถขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนได้ ’
‘ เหล่ากุ้ยทิ้งทุกอย่างเอาไว้ให้ภายในนี้ ทุกๆอย่างที่จำเป็วิธีการเอาตัวรอดหรือแม้กระทั่งการบ่มเพาะ ข้าจะไม่ทำให้เ้าผิดหวังเมื่อขึ้นไปโลกเบื้องบนแล้วข้าจะไปช่วยท่านปู่และท่านแม่ ’
แม้ว่าจางอี้จะไม่รู้จักครอบครัวของตนเองแต่ว่านี่คือความปรารถนาของเหล่ากุ้ยที่ดูแลตนเองมาตลอด 10 ปี ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้สำเร็จ
หลังจากนั้นเดินทางไปอีกประมาณสามวันมุ่งตรงไปถึงเมืองที่เป็เป้าหมายของการเดินทางขบวนนี้ พวกเขามอบเงินจำนวนหนึ่งที่มากกว่าเงินค่าจ้างก่อนหน้านี้ให้ เป็ค่าจ้างในการคุ้มกันในการเดินทาง
ภารกิจของจางอี้ก็จบลงจางอี้เดินทางต่อมุ่งตรงไปยังสำนักกระบี่์ใช้เวลาเดินทางอีก 3 วัน
ในที่สุดในตอนนี้สำนักกระบี่์ก็ตั้งตระหงาดอยู่เบื้องหน้า
จบบท