ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 3 สัตว์กินเนื้อ
อาเฟยเดินเข้าไปในครัวแล้วก่อไฟเช้านี้พวกเขามีเพียงหัวมันสองหัวกับน้ำแกงที่เหลือจากเมื่อคืนอีกแค่หนึ่งชาม ดังนั้น เขาจึงหยิบวัตถุดิบที่มีทั้งหมดมาทำเป็อาหารเช้า เริ่มต้นด้วยการเผามัน จากนั้นก็นำน้ำแกงที่เหลือมาอุ่น
แม้ว่าปกติพวกเขาจะไม่ได้มีอาหารมากนัก แต่ก็ไม่ได้มีน้อยนิดถึงเพียงนี้ อาจเพราะว่าพ่อของเขาสลบไสลไม่ได้สติไปหลายวัน ทำให้อาหารที่มีอยู่แทบไม่เพียงพอสำหรับพวกเขา ยังดีที่ท่านลุงลู่แบ่งอาหารบางส่วนมาให้ ทำให้พวกเขายังพอมีเสบียงเหลือจนถึงตอนนี้ พ่อของเขาฟื้นขึ้นมาแล้วดังนั้นอาหารมื้อต่อๆ ไปคงไม่ต้องกังวลแล้วสินะ อาเฟยได้แต่คิดในใจ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็นำอาหารทั้งหมดยกออกมาที่ลานหน้าบ้านเพื่อให้ทุกคนได้รับประทานร่วมกัน
หลังจากอาเฟยยกอาหารเดินมาที่หน้าลานบ้านก็พบเข้ากับพ่อและน้องทั้งสองที่มีสีหน้าแปลกๆ เขาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"ท่านพ่อเกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ"
จางหย่งที่ได้ยินคำถามของลูกชายคนโตก็มีสีหน้าแปลกประหลาดขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบว่า
"ไม่มีอะไรหรอกพ่อจัดการเรียบร้อยแล้ว"
อาเฟยยังคงรู้สึกสงสัย เมื่อมองไปที่น้องชายคนเล็กก็พบว่าเขามีท่าเดินที่ดูผิดปกติ เดินโหย่งๆเหมือนนกกระยาง เขาจึงหันไปถามกับอาฟงขึ้นว่า
"อาฟงเ้าเป็อะไรไปเหตุใดถึงเดินท่าทาง เอ่อ...เช่นนั้น"
"พี่เฟย ป้อ ป้อเช็ด เช็ดไม่หมด"
อาฟงเอ่ยตอบพร้อมหันก้นไปทางพี่ชายคนโต อาเฟยจึงเข้าใจได้ทันที จางหย่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กน้อยด้วยความเขินอาย เขาไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อนอีกอย่างนะที่นี่ไม่มีกระดาษชำระที่จะนำมาใช้เช็ดก้น เขาจึงพาอาฟงไปที่พงหญ้าก่อนจะหาใบไม้สะอาดๆหลายใบนำมาใช้แทนกระดาษชำระ นี่คือหนทางเดียวที่เขาคิดออกในตอนนั้น
"อาฟงมานี่มา เดี๋ยวพี่จะพาเ้าไปล้าง"
อาเฟยหันไปพูดกับอาฟงก่อนจะหันมาบอกพ่อของเขาว่า
"ท่านพ่อรออยู่ที่นี่ก่อนนะขอรับ ข้าจะพาอาฟงไปล้างก้นที่ลำธารก่อน แล้วเดี๋ยวพวกเราจะกลับมากินข้าวด้วยกัน"
"พ่อขอไปด้วย"
จางหย่งเอ่ยตอบ เขาอยากรู้ว่าลำธารอยู่ไกลจากที่นี่ขนาดไหน หากครั้งหน้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกเขาจะได้รับมือได้ถูก ดังนั้นเขาจึงขอตามลูกชายคนโตไปที่ลำธารและแล้วทั้งสี่คนก็พากันไปที่ลำธาร
ลำธารแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากบ้านของพวกเขามากนักเป็ลำธารที่ใสสะอาด เมื่อมาถึงอาเฟยก็จัดการกับสิ่งที่พ่อของเขาทำไว้ยังไม่แล้วเสร็จด้วยความชำนาญ เหมือนว่าปกติเป็หน้าที่ของเขาอยู่แล้ว จางหย่งที่เห็นเช่นนั้นก็จดจำไว้ในใจ ครั้งหน้าเขาจะต้องทำได้ดีกว่าครั้งนี้อย่างแน่นอน เขาได้แต่คิดในใจ
เสี่ยวเหมาที่ได้ยินความคิดของจางหย่งก็ได้แต่รู้สึกว่ายังจะมีครั้งหน้าอีกหรือ เฮ้อ เป็มนุษย์พ่อช่างลำบากจริงๆ
และแล้วทั้งสี่ก็ได้กลับมาที่ลานหน้าบ้านอีกครั้ง อาหารที่เตรียมไว้เริ่มเย็นหมดแล้วตอนนี้กำลังเข้าสู่่ฤดูหนาวทำให้อากาศค่อนข้างหนาว แต่พวกเขาไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ดังนั้นทั้งสี่จึงเริ่มลงมือกินข้าว เนื่องจากอากาศค่อนข้างเย็นทำให้พวกเขายกเอาอาหารไปกินด้านในบ้าน
จางหย่งได้แต่มองอาหารตรงหน้าด้วยความสงสัย ปกติแล้วพวกเขากินอาหารกันเท่านี้หรือ แล้วเด็กๆจะได้รับสารอาหารครบถ้วนได้อย่างไร
เด็กๆที่เห็นพ่อของตัวเองไม่แตะต้องอาหารก็ไม่มีใครแตะต้องอาหารเช่นกัน อาเฟยลูกชายคนโตที่เห็นพ่อของเขาไม่กินข้าวก็เอ่ยถามขึ้นว่า
"ท่านพ่อไม่ทานอาหารหรืออาหารเย็นหมดแล้วนะขอรับ"
"ลูกๆกินเถอะพ่อยังไม่หิว"
อาหารที่มีเพียงมันสองหัวกับน้ำแกงหนึ่งถ้วยจะให้เขาทำใจแย่งเด็กเล็กๆสามคนกินได้อย่างไร อาฟู่ที่ได้ยินคำตอบของพ่อก็เอ่ยขึ้นว่า
"ท่านพ่อ หากท่านพ่อไม่กินข้าวก็จะไม่มีแรง หากไม่มีแรงก็จะไปหาอาหารให้พวกเราไม่ได้นะขอรับ"
จางหย่งจึงจำใจฉีกหัวมันเป็ชิ้นเล็กๆออกมาชิ้นหนึ่งใส่เข้าปากแล้วเอ่ยขึ้นว่า
"พ่อกินแล้วพวกเ้ากินเถอะ"
เด็กทั้งสามคนที่เห็นเช่นนั้นก็เริ่มกินหัวมัน โดยอาเฟยเป็คนแบ่งอาหารให้ทุกคนตามสัดส่วนน้องทั้งสองนั่งรอพี่ชายแบ่งอาหารมาให้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง และเริ่มกินอาหารในสวนของตัวเองเหมือนพวกเขาทำสิ่งนี้อยู่เป็ประจำ ทำให้จางหย่งที่เห็นภาพนี้รู้สึกะเืใจเป็อย่างมาก เขาได้แต่ตั้งปณิธานไว้ในใจว่าจะต้องทำให้ครอบครัวอยู่ดีกินดีให้ได้อย่างแน่นอน
เสี่ยวเหมาที่ได้ยินความในใจของจางหย่งก็พยักหน้า มันเองก็จะช่วยด้วยอีกแรงหนึ่งแต่เอ๋แล้วอาหารของข้าล่ะ เสี่ยวเหมาได้แต่หมอบอยู่ใต้เก้าอี้อย่างเศร้าใจ อาฟงเหมือนจะเข้าใจความคิดของสุนัขตัวน้อย จึงฉีกมันชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่งส่งให้ เสี่ยวเหมามองมันชิ้นนั้นด้วยสายตาดูแคลน
'เฮอะข้าเป็สัตว์กินเนื้อนะ จะให้มากินหัวมันกับพวกเ้าไม่มีทางเสียหรอก'
แต่เมื่อคิดไปคิดมา มันไม่มีอาหารตกถึงท้องมาเป็วันแล้ว มันก็ต้องกินอาหารเหมือนสมาชิกในบ้านคนอื่น งั้นขอชิมสักหน่อยก็แล้วกัน เมื่อคิดได้เช่นนั้นเสี่ยวเหมาก็งับมันชิ้นเล็กๆในมือของอาฟง อาฟงที่เห็นอย่างนั้นก็ปรบมือหัวเราะชอบใจ จางหย่งส่งสายตาขบขันไปให้เสี่ยวเหมาก่อนจะถามขึ้นในใจว่า
'ไหนว่าเป็สัตว์กินเนื้อไง'
'เ้านาย สัตว์กินเนื้อก็กินอย่างอื่นได้เหมือนกัน'
พูดจบเสี่ยวเหมาก็รีบเคี้ยวมันในปากแล้วกลืนลงคอทันที หลังจากนั้นไม่นานเสียงเคาะประตูบ้านก็ได้ดังขึ้นอีกครั้ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูทั้งสี่คนก็มองหน้ากัน คงไม่ใช่พวกมาหาเื่อีกหรอกนะ อาเฟยผู้เป็ลูกชายคนโตอาสาไปเปิดประตูบ้าน เมื่อเขาเปิดประตูออกมาก็พบว่าคนที่มาเคาะประตูไม่ใช่ผู้มาหาเื่อย่างที่คิด เป็ท่านลุงลู่ที่แวะมาถามไถ่อาการของจางหย่ง
"ท่านลุง เชิญด้านในก่อนนะขอรับ พวกเรากำลังทานอาหารเช้าอยู่พอดี"
ชายวัยกลางคนตอบรับด้วยรอยยิ้มก่อนเดินเข้าไปภายในบ้าน เมื่อได้เห็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะก็รู้สึกสงสารจับใจ มีเพียงแค่หัวมันไม่กี่หัวกับน้ำแกงใสๆ หนึ่งถ้วย สิ่งนี้ไม่น่าจะเพียงพอสำหรับคนสี่คนหรอกนะ เขาได้แต่คิดในใจ
จางหย่งที่เห็นบุคคลเข้ามาใหม่ก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ ชายคนนี้ดูอายุราวๆสี่สิบปี จากการคาดเดาชายคนนี้น่าจะเป็คนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ แต่เขาก็ไม่แน่ใจมากนักจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"ท่านคือท่านลุงลู่ใช่ไหมขอรับ"
เหล่าลู่ที่ได้ยินคำถามของจางหย่งก็ใแล้วรีบเอ่ยถามขึ้นทันทีว่า
"จางหย่งเกิดอะไรขึ้นกับเ้า"
"ข้าก็ไม่แน่ใจเช่นกันขอรับ แต่เมื่อข้าตื่นขึ้นมาข้าก็จำอะไรไม่ได้แล้ว"
"ไม่ได้การแล้ว เ้าต้องรีบไปหาหมอนะ"
เหล่าลู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นใ
"บ้านข้าไม่มีเงินพอไปหาหมอหรอกขอรับ อีกอย่างข้าไม่ได้เป็อะไรมากเพียงแค่ความทรงจำหายไปเท่านั้น"
เด็กน้อยทั้งสองที่ได้ฟังต่างก็ก้มหน้าลง พ่อของเขาไม่สบายแต่พวกเขาไม่มีเงินเพียงพอจะพาพ่อไปรักษา ทั้งสองได้แต่รู้สึกเสียใจอยู่ในใจ ส่วนอาฟงที่ยังเด็ก แม้เขาจะฟังรู้เื่บ้างไม่รู้เื่บ้าง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของพ่อและพี่ๆ เศร้าสลดลงก็รู้สึกเสียใจตามไปด้วย เหล่าลู่ที่ได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกสงสาร แต่เขาเองก็ไม่ได้มีเงินทองมากเพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้โดยที่ตนเองไม่ลำบาก ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่ช่วยในสิ่งที่เขาสามารถช่วยได้เท่านั้น
"เอาเถอะ ข้าจะบอกเล่าในสิ่งที่ข้าพอจะรู้ให้เ้าฟัง"
"ขอบคุณมากๆ เลยขอรับ"
แล้วเหล่าลู่ก็เล่าในสิ่งที่เขาพอจะรู้ให้จางหย่งฟัง เขาเล่าว่า จางหย่งและลูกๆ มาอาศัยอยู่ที่นี่เมื่อหนึ่งปีก่อน ที่ดินตรงนี้มีประมาณ 10 หมู่ ก่อนหน้านี้เป็ที่ดินของสองสามีภรรยาตระกูลอี้ซึ่งก็คือพ่อแม่ของจางหย่ง ก่อนเสียชีวิตทั้งสองได้ส่งมอบที่ดินผืนนี้ให้กับจางหย่งอย่างถูกต้อง ทำให้คนในตระกูลอี้รู้สึกไม่พอใจแม้ว่าที่ดินตรงนี้จะไม่ได้มีราคามากนักแต่พวกนั้นก็ยังรู้สึกไม่พอใจอยู่ดี ครอบครัวของเขาจึงมักถูกละลานจากครอบครัวตระกูลอี้อยู่เป็ประจำ ปกติแล้วจางหย่งจะออกล่าสัตว์และหาสมุนไพรเพื่อนำมาขายเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว นี่คือสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับจางหย่ง
เมื่อเหล่าลู่พูดคุยกับจางหย่งอยู่พักหนึ่งก็ขอตัวจากไป พวกเขายังมีสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำค้างเอาไว้อยู่ ดังนั้นจึงไม่สามารถช่วยอะไรจางหย่งได้มากนัก เมื่อทั้งสองจากไปแล้วจางหย่งก็หันมาพูดกับอาเฟยผู้เป็ลูกคนโตว่า
"อาเฟยตอนนี้ที่บ้านของเรายังมีอะไรอยู่บ้าง"