เนื่องจากฝ่าบาทพระองค์ก่อนทรงยังคงมีพระชนม์ชีพอยู่ จึงเป็นการง่ายที่จะติดต่อขุนนางและเหล่าบรรดาทหารที่ยังคงจงรักภักดีต่อพระองค์ และยิ่งฝ่าบาทเป็นผู้ตรัสเองว่าได้ถูกฮ่องเต้กู่เหวินลอบปลงพระชนม์ด้วยการวางยาพิษ นั่นยิ่งทำให้เหล่าทหารรู้สึกเจ็บแค้นแทน
ดังนั้น วันหนึ่ง เหล่าบรรดาแม่ทัพจึงพาทหารลูกน้องบุกยึดวังหลวงเพื่อทวงพระราชอำนาจคืนฮ่องเต้พระองค์ก่อน
ในตอนสายๆ องค์รัชทายาท ชายสวมหน้ากาก และเหล่าแม่ทัพได้นำกองกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่วังหลวง โดยที่ทุกคนพากันแอบซุ่มเพื่อดูสถานการณ์ไปก่อน แต่ทว่าที่น่าแปลกก็คือ ทหารองครักษ์ในวังหลวงกำลังออกตามหาใครบางคนกันจ้าละหวั่น
เมื่อได้โอกาส ท่านแม่ทัพใหญ่รีบสั่งทหารให้กรูกันเข้าไปจับกุมทหารองครักษ์ทันที
“ยอมจำนนเดี๋ยวนี้ พวกข้าได้ล้อมวังหลวงไว้หมดแล้ว” ท่านแม่ทัพใหญ่กล่าว
ทหารองครักษ์เห็นว่าพรรคพวกของตนน้อยกว่ามาก พวกเขาจึงยอมทรุดตัวคุกเข่าและสอดมือทั้งคู่ไว้หลังท้ายทอย เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกตนยอมจำนนไม่ได้ขัดขืนใดๆ
“มันเกิดอะไรขึ้น พวกเจ้าตามหาใคร” ท่านแม่ทัพใหญ่รีบถาม
“ฝ่าบาททรงหายตัวไปขอรับ พวกเราพยายามออกตามหาจนทั่วทั้งวังหลวงแล้ว แต่กลับไม่พบพระองค์เลย” องครักษ์นายหนึ่งรายงาน
“ฝ่าบาทเสด็จหนีไปที่อื่นหรือเปล่า” ท่านแม่ทัพใหญ่สงสัยและกลัวว่าฝ่าบาทพระองค์นี้อาจไหวตัวทัน
“ไม่ทราบขอรับ” องครักษ์ส่ายหน้า
“ยังไงก็ต้องหาฮ่องเต้กู่เหวินให้พบ ไป พวกเรารีบแยกย้ายกันออกตามหาพระองค์เร็วเข้า” แม่ทัพใหญ่รีบสั่งเหล่าทหาร
แต่แล้วไม่ว่าจะตามหาทุกซอกทุกมุมก็ยังตามหาไม่เจอ จนกระทั่ง
“ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมพบว่าที่ห้องต้องห้ามมีร่อยรอยการเข้าไป กระหม่อมเห็นว่ากระดาษที่เขียนคำว่าห้ามเข้าและแปะตรงรอยต่อระหว่างประตูกับผนังห้องมีรอยฉีกขาดพะย่ะค่ะ” ทหารนายหนึ่งทูล
“ฮ่องเต้กู่เหวินจะกล้าเข้าไปอย่างนั้นหรือ ในเมื่อห้องนั้นเป็นห้องต้องห้าม สมัยก่อนเสด็จพ่อทรงเล่าว่าพบคนเสียชีวิตในห้องนั้นตั้งมากมายนี่” องค์รัชทายาทตรัสและทรงเห็นว่าทุกคนต่างพากันหวาดกลัวห้องอาถรรพ์ เลยไม่มีใครกล้าเข้าไปเลยสักคน
“ลองตรวจสอบดูก่อนเถิดพะย่ะค่ะ” ท่านแม่ทัพใหญ่กล่าว
“กระหม่อมขออาสาเข้าไปดูเองพะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากอาสา
“พวกเราเข้าไปดูกันทั้งหมดนี่แหละ” องค์รัชทายาททรงดำริว่ามีเพื่อนเข้าไปดูเยอะขนาดนี้ คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก
แม้ทุกคนจะกลัวอาถรรพ์ของห้องต้องห้ามที่คนสมัยก่อนพากันเล่าลือ แต่ทุกคนก็ยอมเข้าไปเพราะต่างคนต่างคิดว่าตนมีเพื่อน
แต่แล้วพอเข้าไปกลับพบว่าภายในห้องกลับมีแต่พิณอยู่ในห้องเต็มไปหมด
“นี่เป็นห้องเก็บพิณนี่ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย” องค์รัชทายาททรงแปลกพระทัย
“นั่นพะย่ะค่ะ มีคนนั่งอยู่บนพระที่นั่งตรงนั้น” ชายสวมหน้ากากชี้
ทุกคนจึงพากันเดินเข้าไปดู และต้องตกใจสุดขีด เพราะนั่นคือพระศพของฮ่องเต้กู่เหวิน ตอนนี้พระองค์ทรงนั่งหลับดวงเนตรอยู่บนพระที่นั่ง โดยมีสายพิณพันรัดที่พระศอ
“ทหาร! อุ้มพระศพไปที่สำนักหมอหลวงเพื่อชันสูตรเร็วเข้า” องค์รัชทายาทตรัส
“พะย่ะค่ะ” ทหารรับคำ
“ท่านแม่ทัพ! ท่านจงไปตามแผนที่นี้เพื่อทูลอัญเชิญฝ่าบาทให้กลับเข้าวังเถิด” องค์รัชทายาททรงเห็นว่าฮ่องเต้กู่เหวินได้สวรรคตไปแล้ว จึงไม่น่าจะมีภัยอันตรายใดๆ อีก
“พะย่ะค่ะ” ท่านแม่ทัพใหญ่รับแผนที่มาเก็บไว้กับตัวแล้วรีบดำเนินการทันที
“ทุกคนจงแยกย้ายออกไปเตรียมตัวรับเสด็จฝ่าบาทกลับวังเถิด ส่วนเรากับชายสวมหน้ากากจะตรวจสอบห้องต้องห้ามแห่งนี้เอง” องค์รัชทายาทตรัส
“พะย่ะค่ะ” ทุกคนรับคำ
ในเวลานี้เหลือเพียงองค์รัชทายาทและเหลียงกังที่สวมหน้ากาก ทั้งคู่กำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุ
“ภายในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้เลยพะย่ะค่ะ” เหลียงกังทูล
“นั่นสิ ไม่มีแม้กระทั่งรอยเลือด” องค์รัชทายาทตรัส
“ภายในห้องมีแต่พิณทั้งนั้น และน่าจะเป็นของสะสมมากกว่านะพะย่ะค่ะ” เหลียงกังสังเกตได้
“พิณเหล่านี้ล้วนสลักชื่อเสด็จพ่อไว้ด้วย นี่หมายความว่ายังไง ไหนว่าเสด็จพ่อทรงเกลียดเสียงพิณไงล่ะ” องค์รัชทายาททรงไม่เข้าพระทัย
“และพิณที่ถูกถอดสายและนำไปรัดพระศอของฮ่องเต้กู่เหวิน ไม่ได้มีกลไกอะไรเลยพะย่ะค่ะ มันน่าจะเกิดจากมีคนถอดสายพิณออกไปเพื่อทำการฆาตกรรมมากกว่า” เหลียงกังตรวจสอบพิณอย่างถี่ถ้วน
“แล้วภายในห้องมีกลไกอะไรหรือไม่” องค์รัชทายาททรงสงสัย
“กระหม่อมตรวจสอบจนทั่วแล้ว ไม่มีกลไกใดๆ เลยพะย่ะค่ะ” เหลียงกังทูลหลังจากทำการตรวจสอบเสร็จ
“แสดงว่าห้องนี้ไม่ได้มีอันตรายหรืออาถรรพ์ใดๆ แต่มีคนลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้กู่เหวินสินะ” องค์รัชทายาททรงคาดการณ์
********************************************
สถานการณ์บ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติ ตำแหน่งขุนนางได้คืนให้กับผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้า ส่วนผู้ที่สมรู้ร่วมคิดก่อการกบฏร่วมกันกับฮ่องเต้กู่เหวินก็ได้รับโทษให้ถูกเนรเทศไปอยู่ชายแดน
ณ ท้องพระโรง
“องค์รัชทายาทและเหล่าแม่ทัพที่จงรักภักดีต่อเราล้วนสร้างความดีความชอบครั้งนี้ เราจะมอบปูนบำเหน็จให้ก็แล้วกัน” ฝ่าบาทตรัส
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” ทุกคนกล่าวพร้อมกัน
“ทหารได้คุมตัวนักโทษที่ร่วมก่อการกบฏร่วมกันกับกู่เหวินไปชายแดนแล้วอย่างนั้นหรือ” ฝ่าบาทตรัสถาม
“คุมตัวไปหมดยกเว้นสนมจือช่าย เพราะพระนางเกี่ยวข้องในคดีสังหารฮ่องเต้กู่เหวินพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทตรัส
“นางเป็นคนร้ายอย่างนั้นหรือ” ฝ่าบาททรงสงสัย
“ยังไม่ทราบพะย่ะค่ะ เพราะยังสืบไม่ได้ว่ากู่เหวินตายเพราะโดนฆาตกรรมหรือเป็นเพราะห้องอาถรรพ์” องค์รัชทายาทตรัส
“ทุกคนแยกย้ายกันออกไปได้ ส่วนองค์รัชทายาทจงอยู่ก่อน เรามีเรื่องจะบอกเจ้า” ฝ่าบาทตรัส
พอทุกคนพากันแยกย้ายกันออกจากท้องพระโรง ฝ่าบาทจึงตรัสว่า “ความจริงห้องนั้นเป็นห้องเก็บของสะสมของพ่อเอง”
“เสด็จพ่อทรงหลงใหลในพิณมากถึงขนาดนั้นเลยงั้นหรือพะย่ะค่ะ แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงและเหตุใดพระองค์ถึงทรงสั่งห้ามไม่ให้ทุกคนดีดพิณที่ตำหนักของพระองค์ล่ะพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททรงไม่เข้าพระทัย
“สมัยก่อนพ่อเป็นคนคลั่งไคล้การดีดพิณมาก จนถึงขั้นไม่เอาการเอางาน ดังนั้นเสด็จปู่ของลูกจึงสั่งให้เก็บพิณให้หมด และสั่งห้ามไม่ให้พ่อดีดพิณอีก ดังนั้นสิ่งที่พ่อพอจะทำได้ก็คือการสะสมพิณเก็บไว้ในห้องต้องห้ามเท่านั้น” ฝ่าบาททรงเล่า
“ถึงว่าสิพะย่ะค่ะ พิณในห้องนั้นจึงสลักพระนามของเสด็จพ่อไว้ด้วย” องค์รัชทายาททรงเข้าพระทัยมากขึ้น
“เจ้าเห็นแล้วอย่างนั้นหรือ” ฝ่าบาทตรัส
“กระหม่อมเห็นแล้วพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททรงไม่ได้ต้องการล้วงความลับจากฝ่าบาท แต่ที่ต้องรู้ให้ได้ก็เพราะว่าห้องเก็บความลับของเสด็จพ่อได้กลายเป็นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมไปแล้ว
“เอาเป็นว่าจงยกเลิกกฎการห้ามดีดพิณที่ตำหนักของพ่อเถิด และจงนำพิณเหล่านั้นไปมอบให้กับฝ่ายดนตรีได้เลย ส่วนห้องแห่งความลับนั่นก็จงจัดใหม่ให้เป็นห้องตำราได้แล้ว” ฝ่าบาทตรัสสั่ง
“พระองค์ทรง เอ่อ ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททรงเป็นห่วง
“ไม่น่าจะเป็นอะไรนะ เพราะหมอเหมยซูได้ทำการรักษาพ่อด้วยการดีดพิณให้พ่อฟังทุกคืน ตอนนี้พ่อเคยชินและคงไม่รู้สึกหลงใหลการเล่นดนตรีอีกต่อไปแล้วล่ะ” ฝ่าบาทตรัส
“ก็ได้พะย่ะค่ะ ลูกจะรีบดำเนินการเดี๋ยวนี้” องค์รัชทายาททรงรับพระบัญชา
********************************************
ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ใต้เท้าเหวินทำการสืบสวนคดีลอบสังหารกู่เหวินเพื่อความกระจ่างของทุกคน และเป็นการยืนยันว่าโดยแท้จริงแล้วห้องต้องห้ามไม่ใช่ห้องอาถรรพ์อย่างที่ทุกคนพากันเล่าลือ
ณ ศาลตุลาการ
“เบิกตัวสนมจือช่าย ผู้ต้องสงสัย” ใต้เท้าเหวินกล่าว
“ข้าน้อยจือช่าย คำนับใต้เท้าเจ้าค่ะ” จือช่าย อดีตสนมของฮ่องเต้กู่เหวินกล่าว
“ในคืนเกิดเหตุ ฮ่องเต้กู่เหวินได้ไปหาเจ้าที่ตำหนัก และเจ้าก็เป็นผู้สังหารฮ่องเต้พระองค์นี้ใช่หรือไม่” ใต้เท้าเหวินสงสัย
“ไม่เป็นความจริงเจ้าค่ะ จริงอยู่ ที่ฮ่องเต้กู่เหวินทรงมาหาข้าน้อย และข้าน้อยก็ดูแลปรนนิบัติพระองค์จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืน จากนั้นพระองค์ก็ตรัสว่าพระองค์ทรงจะต้องทรงงานที่ค้างอยู่ เลยอยู่กับข้าน้อยทั้งคืนไม่ได้เจ้าค่ะ” จือช่ายเล่า
“เจ้าอาจเจ็บแค้นที่ฮ่องเต้กู่เหวินทรงไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเจ้า เจ้าก็เลยกำจัดพระองค์สินะ” ใต้เท้าเหวินคาดการณ์
“ข้าน้อยจะทำอย่างนั้นทำไมกันเจ้าคะ ยังไงฮ่องเต้กู่เหวินก็เป็นพระสวามีของข้าน้อย อีกทั้งเหล่าบรรดานางกำนัลและกงกงก็เป็นพยานให้ข้าน้อยได้ว่า ข้าน้อยนอนอยู่ในห้องพักทั้งคืนไม่ได้ไปไหนเลยเจ้าค่ะ” จือช่ายยืนยัน
“พวกเขาต่างก็ต้องเข้าข้างเจ้าอยู่แล้ว” ใต้เท้าเหวินคิดว่าเหล่าบริวารย่อมจงรักภักดีต่อเจ้านาย
“บัดนี้ข้าน้อยหมดอำนาจวาสนาแล้ว พวกเขาจะเข้าข้างข้าน้อยทำไมกันเจ้าคะ” จือช่ายได้กลายเป็นสามัญชนแล้ว
“จริงของเจ้า งั้นเบิกตัวนางกำนัลประจำตำหนักพระสนมจือช่าย” ใต้เท้าเหวินกล่าว
“ข้าน้อย เสี่ยวมี่ เป็นนางกำนัลคนสนิทของพระสนมจือช่าย ขอคารวะใต้เท้าเจ้าค่ะ” เสี่ยวมี่กล่าว
“จงบอกมา ในคืนนั้น หลังจากฝ่าบาททรงเสด็จกลับตำหนักแล้ว สนมจือช่ายได้ทำอะไรหลังจากนั้น” ใต้เท้ารีบถาม
“ในคืนนั้น พระนางทรงนอนบรรทมหลับตลอดคืนจนกระทั่งตื่นในตอนเช้าเจ้าค่ะ” เสี่ยวมี่ยืนยัน
“เจ้าแน่ใจได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าไม่ได้เฝ้าพระนางทั้งคืนเสียหน่อย” ใต้เท้าไม่เชื่อ
“เอ่อคือว่า เมื่อคืนทั้งสองพระองค์ทรงมีความสัมพันธ์แบบรุนแรงมากเจ้าค่ะ ดังนั้นพระสนมจึงไม่มีเรี่ยวแรงลุกไปไหนได้อีก หากใต้เท้าไม่เชื่อ ก็สามารถสอบถามองครักษ์ในตำหนักก็ได้เจ้าคะ เพราะยังไงพวกเขาก็เฝ้าตำหนักทั้งคืนอยู่แล้ว” เสี่ยวมี่ไม่สะดวกจะพูดเรื่องความสัมพันธ์พิศวาสของเจ้านาย
“เบิกตัวองครักษ์ในตำหนักพระสนมจือช่าย” ใต้เท้ากล่าว
“ข้าน้อย ผายอี้ เป็นองครักษ์ประจำตำหนักสนมจือช่าย คำนับใต้เท้าขอรับ” ตัวแทนองครักษ์กล่าว
“ในคืนนั้น เจ้าเฝ้าตำหนักทั้งคืนใช่หรือไม่” ใต้เท้าสงสัย
“ใช่ขอรับ” ผายอี้ยืนยัน
“เจ้าได้เห็นสนมจือช่ายออกนอกตำหนักหรือไม่” ใต้เท้ากล่าว
“ไม่ขอรับ พระนางทรงอยู่แต่ในห้องบรรทม ข้าน้อยเห็นเพียงฝ่าบาทเสด็จกลับตำหนักไปแล้วเท่านั้นขอรับ” ผายอี้ยืนยันตามคำพูดของนางกำนัลเสี่ยวมี่
“เอาล่ะ ในเมื่อสนมจือช่ายมีพยานบุคคลช่วยยืนยันที่อยู่ งั้นปล่อยตัวได้” ใต้เท้าไม่มีพยานและหลักฐานเอาผิดอดีตสนมจือช่าย เลยจำต้องยอมปล่อยตัว
“ขอบคุณเจ้าค่ะใต้เท้า” จือช่ายคำนับขอบคุณ
“ฝ่าบาททรงเห็นแก่ที่เจ้าได้ตั้งครรภ์ท้องอ่อนๆ ดังนั้นจึงไม่ได้เนรเทศเจ้าให้ไปอยู่ชายแดน งั้นเจ้าจงกลับบ้านเกิดเสียเถิด” ใต้เท้ากล่าว
“ขอบคุณเจ้าค่ะใต้เท้า ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” จือช่ายรู้สึกซึ้งในพระทัยของฝ่าบาท
“จะทำอย่างไรดี ไม่มีพยานเห็นว่าฮ่องเต้พระองค์นี้ทรงสวรรคตได้อย่างไร หรือว่าห้องนั้นจะเป็นห้องอาถรรพ์จริงๆ” ใต้เท้าพูดพึมพำ
“เรียนใต้เท้า ท่านหมอเหมยซูได้มาถึงแล้วขอรับ” มือปราบรายงาน
“เบิกตัวท่านหมอเหมยซู” ใต้เท้ากล่าว
“ข้าน้อยเหมยซู คำนับใต้เท้าเจ้าค่ะ” เหมยซูคุกเข่าคำนับใต้เท้า
“ผลชันสูตรศพเป็นอย่างไรบ้าง” ใต้เท้าอยากรู้
“เรียนใต้เท้า ฮ่องเต้กู่เหวินทรงได้รับพิษรุนแรง หลังได้รับพิษ พระองค์ก็ทรงสิ้นพระชนม์ทันที ส่วนสายพิณน่าจะถูกนำมาพันที่พระศอในภายหลังเจ้าค่ะ” เหมยซูกล่าว
“ใครกัน ที่กล้าวางยาพิษพระองค์” ใต้เท้าสงสัย
ทหารตะโกนรายงาน “องค์รัชทายาทเสด็จ”
“ถวายบังคมพะย่ะค่ะ/เพคะ” ทุกคนคารวะชายสูงศักดิ์
“ลุกขึ้นเถิด” องค์รัชทายาทตรัส
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ/เพคะ” ทุกคนกล่าว
“อย่าแปลกใจ เราได้พาตัวพยานผู้เห็นเหตุการณ์มาให้ท่านไต่สวนน่ะ” องค์รัชทายาทตรัส
“เขาเป็นใครงั้นหรือพะย่ะค่ะ” ใต้เท้าอยากรู้
“เบิกตัวนางกำนัลจางเอ๋อ” องค์รัชทายาทตรัส
“หม่อมฉันจางเอ๋อเพคะ” จางเอ๋อคุกเข่า และทำท่าคารวะชายสูงศักดิ์และใต้เท้า
“เจ้าเป็นผู้เห็นเหตุการณ์อย่างนั้นหรือ” ใต้เท้าสงสัย
“เจ้าค่ะ” จางเอ๋อยอมรับ
“เจ้าเป็นนางกำนัลประจำตำหนักพระสนมหยินเจียง เหตุใดถึงเห็นเหตุการณ์ในตำหนักของฝ่าบาทได้ล่ะ” ใต้เท้าสงสัย
“เรื่องมีอยู่ว่า ในตอนเที่ยงคืน ข้าน้อยได้ตื่นเพราะเสียงพิณที่ดังกลางดึก ผ่านไปไม่นานข้าน้อยก็เห็นพระสนมหยินเจียงก็ทรงตื่นกลางดึกเช่นกัน ข้าน้อยกำลังจะถาม แต่พระนางทรงได้สั่งให้ข้าน้อยไปปรุงน้ำซุปบำรุงมาให้ถ้วยนึง พอข้าน้อยปรุงเสร็จก็รีบยกไปให้พระนาง แต่พระนางกลับถือถ้วยน้ำซุปแล้วเสด็จไปที่ตำหนักของฝ่าบาท ข้าน้อยเห็นว่ามันผิดปกติเพราะมันดึกมากแล้ว ก็เลยแอบตามไป จนกระทั่งเห็นพระนางทรงเข้าไปในห้องต้องห้ามที่ตอนนี้กำลังมีคนดีดพิณในห้องนั้นอยู่” จางเอ๋อเล่า
“ใครกันที่กล้าเข้าไปในห้องต้องห้าม หรือว่าผู้ดีดพิณจะเป็นฮ่องเต้กู่เหวิน” ใต้เท้าสงสัย
“ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ หลังจากที่พระสนมหยินเจียงเสด็จเข้าไปในห้อง ข้าน้อยก็เลยแอบย่องเข้าไปด้วย เพราะอยากรู้ว่าห้องต้องห้ามมันเป็นยังไง ข้าน้อยก็เลยแอบซ่อนตัวอยู่หลังฉากเพื่อดูเหตุการณ์เจ้าค่ะ” จางเอ๋อกล่าว
“ในห้องเกิดอะไรขึ้น” ใต้เท้าถามต่อ
“ฮ่องเต้กู่เหวินทรงหยุดดีดพิณ และทรงรับถ้วยน้ำซุปมาเสวย จากนั้นพระองค์ก็ทรงยกพิณไปวางไว้ที่เดิมและไปนั่งตรงพระที่นั่งดังเดิม พระสนมทรงไปนั่งบนพระเพลาและกอดพระศอ ผ่านไปไม่นานทั้งสองพระองค์ก็ทรงจูบกันอย่างดูดดื่ม แต่ทว่าสักพักฮ่องเต้ก็ทรงผลักพระสนมออกไป พระองค์ตรัสว่า ‘เจ้าเอาอะไรให้เรากิน’ ข้าน้อยเห็นกับตาว่าฮ่องเต้เหมือนทรงกลืนอะไรเข้าไปในระหว่างที่จูบกับพระสนม ผ่านไปไม่นานพระองค์ก็ทรงหมดสติไป ข้าน้อยเห็นว่าพระสนมทรงอังพระนาสิกของฮ่องเต้ และตรัสว่า ‘แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว เราปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว’ จากนั้นพระนางก็ทรงทำลายพิณที่ฮ่องเต้ทรงดีดไปก่อนหน้า และดึงสายพิณมารัดพันพระศอของฮ่องเต้อย่างไร้ความปราณี” นางกำนัลจางเอ๋อเล่าไปก็สั่นไปเพราะหวาดกลัว
“พระสนมหยินเจียงมีความแค้นอะไรกับฮ่องเต้กู่เหวินงั้นหรือ” ใต้เท้าไม่เข้าใจ
“ข้าน้อยไม่รู้จริงๆ เจ้าค่ะ” จางเอ๋องงอย่างมากเพราะตอนที่ฝ่าบาททรงเสด็จมาหาพระสนมหยินเจียง นางก็เห็นว่าทั้งสองพระองค์ทรงรักใคร่กันดี ไม่เคยมีปากเสียงกันเลยสักครั้ง
“งั้นมือปราบไป่เยี่ย! เจ้าจงพาทหารไปพาตัวหยินเจียงที่ถูกเนรเทศไปอยู่ชายแดนให้กลับมาเมืองหลวง เร็วเข้า” ใต้เท้าสั่ง
“ขอรับ” มือปราบไป่เยี่ยรับคำ
“ตอนนี้ต้องรอไต่สวนอดีตสนมหยินเจียงก่อน เลิกศาล” ใต้เท้าจำต้องปิดศาลไปก่อนเพื่อรอพาตัวผู้ถูกกล่าวหามาไต่สวน
********************************************
เย็นวันถัดมา ณ ศาลตุลาการ
“เบิกตัวสนมหยินเจียง ผู้ถูกกล่าวหา” ใต้เท้าเหวินกล่าว
“ข้าน้อยหยินเจียง คำนับใต้เท้าเจ้าค่ะ” อดีตสนมหยินเจียงคารวะ
“นางกำนัลประจำตำหนักของเจ้าได้ให้การต่อศาลว่า เจ้าคือคนร้ายที่ลอบวางยาพิษฮ่องเต้กู่เหวินใช่หรือไม่” ใต้เท้ากล่าว
“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยเป็นผู้บริสุทธิ์ ข้าน้อยเป็นผู้บริสุทธิ์ ฮ่องเต้กู่เหวินเป็นพระสวามีของข้า ข้าจะกล้าสังหารพระสวามีของตัวเองได้อย่างไร” หยินเจียงไม่รู้เรื่อง
“นางกำนัลของเจ้าได้ยืนยันว่านางเห็นกับตาของตัวเองว่าเจ้าคือคนร้าย” ใต้เท้ากล่าว
“ในคืนนั้นข้าน้อยนอนหลับเป็นตาย จึงไม่มีทางที่จะลุกไปสังหารใครได้ หากข้าน้อยสังหารคนจริง ข้าน้อยก็ต้องรู้ตัวสิเจ้าคะ” อดีตสนมหยินเจียงหันไปต่อว่านางกำนัลของตน “เจ้าคงแค้นข้าสินะ เจ้าถึงปรักปรำข้าเช่นนี้”
“ข้าน้อยไม่ได้มีความแค้นอะไรที่ต้องปรักปรำท่านนี่เจ้าคะ” แล้วนางกำนัลจางเอ๋อก็หันไปบอกใต้เท้าว่า “ข้าน้อยไม่ได้โกหก ข้าน้อยเห็นจริงๆ นะเจ้าคะ”
“ใครกันที่กล่าวเท็จ ไม่มีบุคคลที่สามอยู่ในเหตุการณ์เสียด้วย” ใต้เท้าพูดพึมพำ
“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยสงสัยอะไรบางอย่างเจ้าค่ะ ขอข้าน้อยตรวจอาการของอดีตสนมหยินเจียงจะได้หรือไม่” หมอเหมยซูกล่าว
“เชิญสิท่านหมอเหมยซู” ใต้เท้าอนุญาต
ท่านหมอเหมยซูจึงตรวจอาการให้กับอดีตสนมหยินเจียงโดยละเอียด จากนั้นก็หันไปกล่าวกับใต้เท้าว่า “อดีตสนมหยินเจียงได้รับพิษสลายตัวตนเจ้าค่ะ”
“เป็นไปไม่ได้! ก็ฮ่องเต้กู่เหวินตรัสกับข้าว่าพระองค์ทรงรักข้ามาก จึงไม่มีวันวางยาพิษรุนแรงนี้กับข้าอย่างแน่นอน” อดีตสนมหยินเจียงไม่เชื่อ
“แต่มันเป็นไปแล้ว ดังนั้นข้าคาดการณ์ว่าท่านอาจสังหารฮ่องเต้กู่เหวินโดยไม่รู้ตัว หลังจากที่ฮ่องเต้กู่เหวินทรงดีดพิณด้วยบทเพลงควบคุมวิญญาณ ท่านก็เลยกระทำการตามคำสั่งก่อนหน้า นั่นก็คือสังหารใครก็ตามที่เป็นฝ่าบาทองค์ปัจจุบัน” หมอเหมยซูคาดเดา
“แล้วจะพิสูจน์ยังไงว่ามันเป็นไปตามที่เจ้าคิด” ใต้เท้าสงสัย
“ข้าน้อยมีวิธีเจ้าค่ะ” หมอเหมยซูกล่าว
“วิธีอะไรว่ามา” ใต้เท้าอยากรู้
“สะกดจิตเพื่อย้อนเวลากลับไปในคืนเกิดเหตุเจ้าค่ะ” หมอเหมยซูแนะนำ
“เจ้าทำได้อย่างนั้นหรือ” ใต้เท้าแปลกใจ
“อาจารย์ของข้าน้อยสอนมาเจ้าค่ะ” หมอเหมยซูกล่าว
“ได้! งั้นลองทำดูก็แล้วกัน” ใต้เท้าคิดว่าทำไปก็ไม่น่าเสียหลาย
เหมยซูจึงดำเนินการสะกดจิตให้กับอดีตสนมหยินเจียงด้วยการแกว่งเชือกที่ร้อยลูกตุ้มไปมาและให้หยินเจียงมองตามลูกตุ้มอย่างไม่ให้คลาดสายตา
“หยินเจียงจงฟัง หลังจากที่ข้านับหนึ่งถึงห้าและดีดนิ้ว เจ้าจะย้อนอดีตกลับไปในตอนเที่ยงคืนของวันที่ฮ่องเต้กู่เหวินทรงถูกปลงพระชนม์ ข้าเริ่มนับล่ะนะ 1 2 3 4 5 เป๊าะ” เหมยซูดีดนิ้วหลังจากนับเสร็จ
หลังจากนั้นหยินเจียงก็ตกอยู่ในภวังค์แล้วสลบไป ผ่านไปไม่นานนางก็ฟื้น และอยู่ดีๆ นางก็ร้อง ‘โอ๊ย!ปวดหูจังเลย หยุดเสียงพิณบ้าๆ นั่นเดี๋ยวนี้’ สักพักหยินเจียงก็เหมือนคนละคน นางดูสงบลง และเรียกนางกำนัลคนสนิท “จางเอ๋อ! จางเอ๋อ! เจ้าจงไปปรุงซุปบำรุงให้เราเดี๋ยวนี้”
จางเอ๋อที่อยู่ในศาลก็เลยจำต้องกล่าวรับคำ “เพคะ”
ใต้เท้าจึงสั่งให้คนสนิทไปนำถ้วยที่ใส่น้ำดื่มธรรมดาไปให้จางเอ๋อถือ และให้จางเอ๋อยื่นถ้วยให้กับอดีตสนมหยินเจียง จากนั้นหยินเจียงก็เดินไปหาองค์รัชทายาทที่ทรงกำลังนั่งสังเกตการณ์อยู่ เพราะตอนนี้หยินเจียงเข้าใจว่าองค์รัชทายาทคือฮ่องเต้กู่เหวิน
หยินเจียงได้ยื่นถ้วยน้ำเปล่าให้องค์รัชทายาท
ตอนแรกพระองค์ก็ทรงตกพระทัย แต่พระองค์ก็ทรงตั้งสติและยอมแสดงตามน้ำ
องค์รัชทยาททรงรับถ้วยน้ำดื่มมาเสวย จากนั้นพระนางก็ทรงนั่งบนพระเพลาและกอดพระศอ และแล้วทั้งสองก็ได้จูบกันอย่างดูดดื่มตามที่นางกำนัลคนสนิทได้เคยเล่าไว้ก่อนหน้า
องค์รัชทายาททรงรอให้สนมหยินเจียงคายยาพิษใส่เข้าไปในพระโอษฐ์ของพระองค์ในระหว่างที่จูบกัน จากนั้นพระองค์จึงทรงผลักนางออกและจี้จุดหญิงสาวให้ยืนค้างอยู่อย่างนั้น องค์รัชทายาททรงรีบหยิบถ้วยเปล่าและคายยาลูกกลอนที่ยังไม่ได้กลืนออกมา จากนั้นก็ทรงตรัสว่า “เหมยซู! เจ้าจงนำยาลูกกลอนไปตรวจสอบเถิด”
“เพคะ” เหมยซูรับคำ
เหมยซูรีบดำเนินการนำยาลูกกลอนไปตรวจสอบในห้องปรุงยาที่จวนใต้เท้าเหวิน หลังจากนั้นก็รีบกลับเข้าไปในศาลและกล่าวว่า “นี่คือพิษชนิดเดียวกับที่ฮ่องเต้กู่เหวินทรงได้รับจริงๆ เพคะ”
“เจ้าจงทำให้อดีตสนมหยินเจียงกลับมาเหมือนเดิมเถิด” องค์รัชทายาททรงรีบคลายจุดให้หญิงสาวทันที
“จงมองตามลูกตุ้ม หลังจากที่ข้านับหนึ่งถึงห้าและดีดนิ้ว ท่านจะกลับคืนสู่ปกติ 1 2 3 4 5 เป๊าะ” เหมยจูดีดนิ้วหลังจากนับเสร็จ
“เกิดอะไรขึ้นกับข้าอย่างนั้นหรือเจ้าคะ” หยินเจียงงง
“เอาล่ะ ต่อไปข้าจะตัดสินโทษล่ะนะ อดีตสนมหยินเจียง! เจ้าได้กระทำความผิดจริงฐานลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้กู่เหวิน แต่ที่เจ้าทำลงไปนั้นเพราะเจ้าได้รับพิษสลายตัวตน นั่นจึงทำให้เจ้าไม่มีสติหลังจากได้ยินเสียงพิณที่บรรเลงเพลงควบคุมวิญญาณ ดังนั้นข้าขอตัดสินว่าเจ้าไม่มีความผิด แต่เจ้าจะต้องรักษาตัวกับท่านหมอเหมยซูจนกว่าจะหาย หลังจากนั้นเจ้าจะต้องถูกเนรเทศให้ไปอยู่ชายแดนตามความผิดเดิม” ใต้เท้ากล่าว
“ขอบคุณใต้เท้า ที่ให้ความเป็นธรรมแก่ข้าเจ้าค่ะ” หยินเจียงดีใจที่ตนไม่ได้รับโทษประหารชีวิต
“เลิกศาล” ใต้เท้ากล่าว
ดังนั้นหยินเจียงจึงได้รับการรักษาโดยการขับพิษกับท่านหมอเหมยซู พอนางหายดีแล้วก็จะถูกคุมตัวให้ตามไปสมทบกับนักโทษเนรเทศก่อนหน้า
********************************************
ณ ตำหนักองค์รัชทายาท
“ขอแสดงความยินดีด้วยพะย่ะค่ะที่พระองค์ทรงสามารถกอบกู้บัลลังก์คืนให้ฝ่าบาทได้สำเร็จ” เหลียงกังกล่าว
“นั่นเพราะฮ่องเต้กู่เหวินทรงถูกลอบวางยาพิษจนสวรรคตไปต่างหาก เราไม่ได้ทำอะไรเลย และนี่ก็คงเป็นผลกรรมจากการวางยาสลายตัวตนใส่จอมยุทธ์หญิงและควบคุมพวกนางด้วยเสียงเพลงควบคุมวิญญาณ ซึ่งหยินเจียงก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เพราะฮ่องเต้พระองค์นี้ทรงหลงรักนางเข้า จึงรับนางมาเป็นพระสนมโดยที่ตรัสเท็จว่าพระองค์ทรงไม่ได้วางยาพิษใส่นาง แต่แท้จริงแล้วนางได้รับพิษไปแล้วและถูกสั่งการให้ปลงพระชนม์ใครก็ตามที่ได้เป็นฮ่องเต้ แต่ฮ่องเต้กู่เหวินคงลืมเรื่องนี้ไป พอถึงคืนเกิดเหตุ ฮ่องเต้กู่เหวินทรงอยากรู้ว่าห้องต้องห้ามได้ซ่อนอะไรไว้ จึงเปิดเข้าไปดู พอเห็นว่าเป็นพิณ ฮ่องเต้พระองค์นี้ก็ทรงดีดพิณแก้เบื่อ แต่สิ่งที่นำภัยมาถึงตัวพระองค์ก็คือ ฮ่องเต้ทรงดีดเพลงควบคุมวิญญาณ ในตอนนั้นพระองค์ทรงเข้าพระทัยว่าจอมยุทธ์หญิงทั้งหมดที่ได้รับพิษสลายตัวตนได้อยู่กับเสิ่นตั้วหมดแล้ว โดยลืมนึกไปว่ายังเหลือสนมหยินเจียงที่ได้รับพิษอยู่ในวังอีกคน เมื่อสนมหยินเจียงถูกอำนาจเสียงพิณควบคุม พระนางก็เลยทำตามคำสั่งเดิม นั่นก็คือสังหารฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นฮ่องเต้ พระนางก็จะสังหารผู้นั้นโดยไม่เว้นแม้แต่พระสวามีของตนเอง นี่แหละคือให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวจริงๆ” องค์รัชทายาททรงเดาเหตุการณ์
“สวรรค์มีตาจริงๆ นะพะย่ะค่ะ” เหลียงกังกล่าว
“เอาล่ะ คงถึงเวลาที่เราจะต้องรับเหรินซวงกลับมาอยู่ในวังกับเราได้แล้ว” องค์รัชทายาททรงเห็นว่าบ้านเมืองสงบสุขแล้ว
“เอ่อ แล้วนางจะยอมหรือพะย่ะค่ะ” เหลียงกังกังวลแทน
“เราต้องคิดแผนการให้ดีเสียก่อน” องค์รัชทายาทตรัส