คนทั้งสองต่างสบตากัน ซ่งเสินอันแบมือออก
"เื่ที่พี่สาวข้าปรุงโอสถนั้นเก็บเป็ความลับอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้ข้าเองก็ไม่รู้อะไรเลยสักนิด"
"เกิดอะไรขึ้นหรือ?" ซ่งกวนอินมึนงงเล็กน้อย ไม่ทราบว่าเหตุใดคนทั้งสองจึงมีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้
"ชายปริศนาที่ข้าเคยบอกเ้าก่อนหน้านี้ คนที่สามารถปรุงโอสถบำรุงปราณขั้นสุดยอด ทั้งยังมีวิชาหลอมศาสตราวุธอันพิศดารผู้นั้น เพลิงที่อยู่ก็คือเพลิงเหมันต์วิเศษ สามารถสลับสับเปลี่ยนระหว่างความเย็นจัดและความร้อนจัดได้อย่างอิสระ!" ตงฟางจิ้งกล่าวเสียงเข้ม
"อะไรนะ? เพลิงเหมันต์!?"
ชั่วพริบตาสีหน้าของซ่งกวนอินพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด นี่ประหนึ่งจุดประกายเปลวไฟแห่งความหวังขึ้นมาในดวงจิตที่เคยสิ้นหวังของนางอีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัย!
"ดังนั้น วันนี้พวกเราต้องสืบหาให้กระจ่างแจ้งให้ได้ว่าเ้าหมอนั่นคือผู้ใด!" ซ่งเสินอันกำมือน้อย ๆ ไว้แน่นเช่นกัน
ชายปริศนาผู้นั้นนับวันก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสิ
"ศิษย์สืบทอด อันฉือเยว่ มาถึงแล้ว!"
ขณะที่คนทั้งสามกำลังสนทนากันอยู่นั้น เสียงขานร้องก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งมาจากภายในสำนักเฉียนหยวน จากนั้นสายตาของทุกคนต่างก็หันไปมองโดยพร้อมเพรียง เพราะอย่างไรเสีย อันฉือเยว่ผู้นี้ก็คือตัวเอกของงานชุมนุมใหญ่ในครั้งนี้
เห็นเพียงอันฉือเยว่ร่อนลงสู่ลานกว้างท่ามกลางการห้อมล้อมของเหล่าศิษย์และผู้าุโแห่งตำหนักิญญา แม้นางจะสวมผ้าคลุมหน้าปกปิดไว้เช่นเดียวกัน แต่ก็ยากจะบดบังกลิ่นอายอันหลุดพ้นจากโลกปุถุชนเอาไว้ได้ ซ้ำรอบกายของนางยังคล้ายกับมีแสงจันทร์อันเย็นเยียบโอบล้อม เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นชวนให้ผู้คนมิอาจละสายตาได้
"โอ้! นี่คือแม่นางฉือเยว่ที่ล่ำลือกันมิใช่หรือ? ที่ว่าสามารถทะลวงผ่านวันเดียวสามขั้น และขึ้นระดับสร้างรากฐานได้ในหนึ่งเดือนผู้นั้น ยามนี้ได้ดูท่าทางไม่ธรรมดาจริง ๆ ด้วย!" ซ่งเสินอันจดจ้องอันฉือเยว่อย่างลึกซึ้ง พลันเลิกคิ้วกล่าวขึ้น
ยามที่อันฉือเยว่เข้าสู่โลกภายนอก ผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อนามอันดับหนึ่งมากที่สุด ย่อมเป็สองพี่น้องของพวกนางอย่างไม่ต้องสงสัย
"อืม กลิ่นอายไม่ธรรมดาจริง ๆ นั่นแหละ หรือแม้กระทั่งพร์ของสตรีผู้นี้ เกรงว่าจะไม่ได้มีเพียงิญญายุทธ์ขั้นสี่เท่านั้น" ตงฟางจิ้งยิ้มอย่างมีเงื่อนงำ
"ไม่ได้มีเพียงิญญายุทธ์ขั้นสี่ เป็ไปได้อย่างไร หรือว่าจะเหมือนกับพี่จิ้งกัน?" ซ่งเสินอันประหลาดใจและคลางแคลงใจ
ต้องรู้ก่อนว่า สิ่งที่ตงฟางจิ้งอยู่ภายในกาย คือิญญายุทธ์สายธาตุขั้นห้า ในแดนใต้หาได้มีผู้ใดเทียบเทียมได้!
"คิก ๆ บางทีข้าอาจจะยังสู้นางไม่ได้ด้วยซ้ำ!" ตงฟางจิ้งยักไหล่ ใบหน้าฉายแววจนใจเล็กน้อย
เื่นี้ยิ่งทำให้ซ่งเสินอันไม่เข้าใจ หรือว่าตงฟางจิ้งจะยังล่วงรู้ความลับอันมิอาจเปิดเผยแก่ผู้ใดได้อีกกัน?
"นางคืออันฉือเยว่หรือ? คนผู้นั้นก็น่าประทับใจไม่น้อยเลยทีเดียว" ทว่าในตอนนั้นเอง ซ่งกวนอินที่อยู่ข้างกายกลับเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
"ใครกัน!?"
สตรีทั้งสอง ตงฟางจิ้งและซ่งเสินอันหันไปมอง ทว่าซ่งกวนอินกลับสั่นศีรษะ และไม่เอ่ยคำใดอีก
คนผู้นั้นคงจะไม่มีสิ่งใดเกี่ยวพันกับอันฉือเยว่ผู้นี้อีกแล้วกระมัง?
หลังจากอันฉือเยว่นั่งลงบนตำแหน่งแล้ว นางก็เอาแต่มองไปยังทิศทางประตูสำนักอยู่ตลอด คล้ายกำลังเสาะหาบางสิ่งบางอย่างอยู่
"เหอะ ๆ เ้าตำหนักเฟิง ยามนี้อันฉือเยว่ก็มาถึงแล้ว มิสู้สำแดงิญญายุทธ์ให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตาสักหน่อยเป็อย่างไร!"
ชุยกว๋อ ผู้าุโใหญ่แห่งสำนักภายในของสำนักหวงจี๋พลันเอ่ยปากขึ้น ดึงสายตาของทุกคนในลานประลองให้หันไปมอง
ลือกันว่าอันฉือเยว่แห่งสำนักเฉียนหยวนิญญายุทธ์ขั้นสี่ ทว่าพวกเขากลับยังไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเฉพาะสำนักหวงจี๋ ยิ่งคลางแคลงใจในเื่นี้เป็อย่างมาก
เพราะก่อนหน้านี้ ยอดอัจฉริยะผู้ดวงิญญายุทธ์ขั้นสี่มีเพียงสำนักหวงจี๋แห่งเดียวเท่านั้น มีหรือจะยินยอมให้สำนักเฉียนหยวนที่ต้อยต่ำกว่าไล่ตามทันได้?
"หึ ๆ !" เฟิงอู๋จี้ได้ยินเช่นนั้นก็เค้นหัวเราะเย็น ชำเลืองมองไปยังทิศทางตำหนักิญญา
"ฉือเยว่ วันนี้เป็วันที่เ้าเข้าสู่ยุทธภพอย่างเป็ทางการ เช่นนั้นก็สำแดงิญญายุทธ์ให้ทุกคนได้ยลโฉมเสียหน่อย!"
ทว่าในยามนี้อันฉือเยว่กลับไร้ซึ่งความสนใจในเื่นี้แม้แต่น้อย นางห่วงใยเพียงความปลอดภัยของหลิงเทียนเท่านั้น
"ฉือเยว่เพื่อตำหนักิญญา และเพื่ออาจารย์ของเ้า..."
ผู้าุโซ่งเอ่ยขึ้นข้างกาย ด้วยสีหน้าเว้าวอนขอร้อง
"ก็ได้!" อันฉือเยว่ลังเลใจ
ทว่าตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผู้าุโซ่งและเ้าตำหนักิญญาปฏิบัติต่อนางอย่างดีจริง ๆ ดังนั้นแม้ในใจจะกระวนกระวายเพียงใด นางก็ยังคงยันกายลุกขึ้น กางแขนทั้งสองข้างออก มรสุมเหมันต์รอบกายพลันปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน!
ตึง!
ในเวลาเดียวกัน หอคอยโบราณที่คล้ายกับควบแน่นขึ้นจากน้ำแข็งพลันปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของอันฉือเยว่ ลำแสงิญญายุทธ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ซัดกระหน่ำไปทั่วแปดทิศ!
เมื่อิญญายุทธ์นี้ปรากฏขึ้น ก็สยบเหล่าอัจฉริยะแห่งแดนใต้จนหมดสิ้น ิญญายุทธ์ภายในกายต่างปั่นป่วน แม้แต่คิดจะกระตุ้นพลังก็ยังมิอาจทำได้!
อานุภาพระดับนี้ ย่อมเป็ิญญายุทธ์ศาสตราขั้นสี่อย่างไม่ต้องสงสัย!
ส่วนตงฟางจิ้งบนตำแหน่งประธานนั้น รูม่านตาพลันหดเล็กลงลงทันที เมื่อิญญายุทธ์นี้ปรากฏ ิญญายุทธ์ธาตุขั้นห้าภายในกายของนางก็เริ่มปั่นป่วนขึ้นมาเช่นกัน
สิ่งนี้ไม่ต่างจากที่นางเคยคาดเดาไว้ก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย ิญญายุทธ์นี้มิได้เรียบง่ายเพียงแค่ขั้นสี่อย่างแน่นอน!
ทว่าท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน อันฉือเยว่กลับเก็บิญญายุทธ์กลับไปเสียแล้ว
"เอาล่ะ ทุกท่านก็คงได้เห็นกันแล้ว วันนี้อันฉือเยว่ ศิษย์สืบทอดแห่งสำนักเฉียนหยวนของข้าได้เข้าสู่ยุทธภพอย่างเป็ทางการ!" เ้าตำหนักเฟิงกล่าวแย้มยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ
เื่นี้ทำให้ชุยกว๋อแห่งสำนักหวงจี๋มีสีหน้ามืดมนลง ิญญายุทธ์ของอันฉือเยว่ดูไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง หากเติบใหญ่ขึ้นมา ย่อมกลายเป็ภัยคุกคามต่อสำนักหวงจี๋อย่างแน่นอน
"เ้าตำหนักเฟิง ในวันนี้อันฉือเยว่มีคำร้องขอประการหนึ่ง!" อันฉือเยว่พลันเอ่ยปากขึ้น
"โอ้!? ฉือเยว่ เ้าเป็ศิษย์สืบทอดอันดับหนึ่งแห่งสำนักเฉียนหยวน มีข้อเรียกร้องอันใดก็ว่ามา สำนักพร้อมจะตอบรับทุกสิ่ง!"
เฟิงอู๋จี้โบกมือใหญ่ ต่อหน้าเหล่าสำนักและกองกำลังต่าง ๆ แห่งแดนใต้ เขาต้องแสดงความเกรียงไกรของสำนักเฉียนหยวนออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
"รับสามีของข้าเข้าเป็ศิษย์สำนักสายใน!"
ทว่าเมื่อสิ้นเสียงของอันฉือเยว่ สีหน้าของเฟิงอู๋จี้กลับมืดมนลงในทันใด ทั่วทั้งลานประลองพลันเกิดเสียงอุทานด้วยความคลางแคลงใจดังระงมขึ้นสี่ทิศ
จุดด่างพร้อยเพียงหนึ่งเดียวของอันฉือเยว่ มิใช่เื่ชาติกำเนิดอันต้อยต่ำ หากแต่เป็การมีสามีเป็เขยแต่งเข้าขยะคนหนึ่ง ซึ่งสำนักเฉียนหยวนมักจะปกปิดเื่นี้เป็ความลับมาโดยตลอด ภายในสำนักยิ่งไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึง
แต่คิดไม่ถึงเลยว่ายามนี้ต่อหน้ากองกำลังทั้งหมดในแดนใต้ อันฉือเยว่กลับเป็ฝ่ายเอ่ยถึงเขยแต่งเข้าผู้นั้นออกมาเอง เช่นนี้จะเอาศักดิ์ศรีของสำนักเฉียนหยวนไปไว้ที่ใดกัน!?
พวกชุยกว๋อยิ่งเผยสีหน้าเย้ยหยันออกมา เดิมทีเขาก็กำลังคิดจะใช้เื่เขยแต่งเข้าผู้นี้มาเป็ข้ออ้างทำให้สำนักเฉียนหยวนขายหน้า ยามนี้ดีแล้ว มิจำเป็ต้องให้เขาเอ่ยปากเองเลย
พวกตงฟางจิ้งทั้งสามคนมองหน้ากันไปมา อันฉือเยว่ผู้มีพร์ถึงเพียงนี้ กลับยังคงยึดมั่นไม่ลืมเลือน ไม่เปลี่ยนแปลงความรักที่มีต่อเขยแต่งเข้าผู้นั้นก็นับว่าหาได้ยากยิ่ง
"อยากรู้นักว่าเขยแต่งเข้าผู้นั้นมีหน้าตาอย่างไรกัน จะรูปงามถึงเพียงไหน จึงทำให้อันฉือเยว่ปักใจรักได้ถึงเพียงนี้?" ซ่งเสินอันมีสีหน้าอยากรู้อยากเห็นเป็อย่างยิ่ง
ซ่งกวนอินที่อยู่ข้างกายอ้าปากทำท่าจะบอกว่าตนเคยพบเห็นเขยแต่งเข้าผู้นั้นมาแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็มิได้เอ่ยออกไป อย่างไรเสีย คนผู้นั้นก็ได้ตกตายอยู่ภายในสันเขาโว่หลงไปแล้ว นี่โชคชะตาลิขิตให้เป็เพียงเื่เศร้าเื่หนึ่งเท่านั้น