วันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 17.30 น.
เสียงฝีเท้าเหยียบพื้นไม้ตึงตังดังจากบนบ้าน ค่อย ๆ ไล่มาจากด้านในจนมาถึงบันไดขั้นล่างสุด และมาหยุดด้านหลังเนตรนภาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยต่างจากทุกครั้งที่เคยเป็น
“แม่… หนูไปทำงานก่อนนะ” เจ้าของเสียงเดินไปใส่รองเท้าพร้อมที่จะออกไปทำงาน ซึ่งผิดวิสัยเป็นอย่างมากจนผู้เป็นแม่รู้สึกแปลกใจ
“อ้าวไม่กินข้าวก่อนเหรอลูก วันนี้กายซื้อของโปรดของธามาตั้งเยอะ มากินก่อนสิจ๊ะ” เกียกกายชะเง้อมองธาริณีตาละห้อยพร้อมพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้เป็นแม่
“ไม่มากินตอนนี้ก็ไม่เก็บไว้ให้หรอกนะ” ทีปกรพูดพลางแกะกุ้งเผาเข้าปากอย่างสบายใจ โดยไม่ได้สังเกตอาการที่เปลี่ยนไปของพี่สาว
“แกก็กินไปเถอะ ไปแล้วนะแม่หนูรีบ” ธาริณีพูดกับแม่และน้องชาย แต่ไม่ชายตามองคนที่ทำให้รู้สึกเจ็บที่อกด้านซ้ายเลยสักนิด
“พี่เดี๋ยวผมไปส่ง” เกียกกายตะโกนนำไปก่อนที่จะลุกออกจากโต๊ะอาหาร
“ไม่ต้องหรอกย่ะฉันมีแขนมีขาไปเองได้ ว่าแต่แกเถอะไม่รีบกลับ ป่านนี้แฟนรอแย่แล้วมั้ง” คำพูดประชดประชันออกมาจากปากธาริณีก่อนจะรีบเดินไปหน้าบ้าน มือข้างซ้ายจับไปยังหัวใจของตัวเอง
แค่พูดคำว่า ‘แฟน’ ก็เหมือนเป็นการตอกย้ำให้ใจของตัวเองเจ็บยิ่งกว่าเดิม ธาริณีอยากจะหนีไปให้ไกลจากตรงนี้ ไม่อยากเห็นหน้าคนที่ทำให้รู้สึกเจ็บอีกต่อไป แต่ยังไม่ทันจะเดินไปถึงประตูรั้ว เกียกกายก็รีบวิ่งไปจับแขนสาวร่างบางรั้งเอาไว้ อาการเจ็บแปลบพุ่งขึ้นมากกว่าเดิมเมื่อร่างกายของทั้งสองได้สัมผัสกัน
“พี่รอก่อน เดี๋ยวผมไปส่ง” สถานการณ์ชวนอึดอัดจนเนตรนภาสังเกตได้ และเห็นท่าทีที่ดูแปลกไปของลูกสาวจึงตัดสินใจเดินตามออกไปหน้าบ้าน
“ไหน ๆ ต้องไปทางเดียวกันแล้วก็ไปกับกายเถอะจ้ะ กายนั่งรอธาตั้งนานอย่าให้เสียความตั้งใจของน้องเลยนะจ๊ะ” ธาริณีสะบัดแขนออกและถอนหายใจออกมา ก่อนจะเดินขึ้นรถของเกียกกายที่จอดอยู่หน้าบ้าน
เนตรนภายักคิ้วหลิ่วตาพร้อมทำมือโอเคให้กับเกียกกายเป็นการส่งสัญญาณให้กัน ชายหนุ่มจึงพยักหน้าและยกมือไหว้ก่อนที่จะรีบวิ่งขึ้นรถด้วยความรวดเร็ว เพราะกลัวว่าธาริณีจะเปลี่ยนใจไม่ไปกับตน
“พี่จะชอบผมได้ไหม” เกียกกายเริ่มต้นคำถามขึ้นหลังจากที่นั่งเงียบกันมาตลอดทาง แค่คำถามแรกเล่นเอาคนที่นั่งด้านข้างถึงกับใจสั่นอีกครั้งแต่ก็พยายามข่มความรู้สึกนั้นเอาไว้ ใบหน้าเรียบเฉยตอบเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร แต่มือทั้งสองข้างของธาริณีบีบกันไว้จนแน่น
“ไม่”
“ถ้าอย่างนั้น… ผมจะเป็นคนสอนพี่เอง” เสียงหยอกล้อของเกียกกาย ทำให้ธาริณีคิดว่าคำพูดนี้ก็แค่พูดเล่นดังเคย แต่ครั้งนี้จิตใจของเธอช่างอ่อนไหวเหลือเกิน เกินที่จะทนไหวอีกต่อไป ความรู้สึกที่เก็บซ่อนเอาไว้จึงเกิดระเบิดออกมา
“เลิกทำตัวเป็นหมาหยอกไก่สักที สอนบ้าสอนบออะไร แกมีแฟนอยู่แล้วจะมาถามอะไรแบบนี้กับฉันอีก”
“ไม่ใช่แฟนสักหน่อย ไอ้ทีมันแค่อำเล่นพี่อย่าคิดมากเลยนะ” เกียกกายซึ่งกำลังขับอยู่ถึงกับชะงัก หันไปมองหน้าธาริณีด้วยความตกใจ เพราะน้ำเสียงจริงจังแบบนี้ตนไม่เคยได้ยินมาก่อน
“แค่แกมีแฟนทำไมฉันต้องคิดมาก อยากจะมีก็มีไปสิไม่ต้องมาสนใจฉันหรอก แล้วอีกอย่างแกก็เด็กกว่าฉันตั้งหลายปี แถมยังเป็นเพื่อนสนิทของน้องฉันอีก ฉันคงชอบแกแบบคนรักไม่ได้หรอก” คำพูดที่ออกจากปากของธาริณีทิ่มแทงใจตัวเอง และคนที่ได้ฟังเป็นอย่างมาก ไม่ได้ทำให้รู้สึกโล่งใจเลยสักนิด กลับรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ไม่รู้ว่าเมื่อไรความรู้สึกแบบนี้จะจางหายไปสักที
"เด็กกว่าแล้วไงอะพี่ เด็กมันไม่มีหัวใจเหรอ รักคนที่อายุมากกว่าไม่ได้เหรอ ถ้าเกิดอยู่ดี ๆ ผมตายไปขึ้นมาพี่จะมาบอกชอบผมมันก็สายไปแล้วนะ” น้ำเสียงจริงจังของเกียกกายที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน กับคำพูดทิ้งท้ายนี้ทำให้ธาริณีถึงกับสะอึก
“ตายอะไรกัน พูดอะไรปากเสีย พี่ไม่ชอบ” พูดยังไม่ทันขาดคำ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเหมือนดั่งสวรรค์สาปให้คำพูดเป็นจริงสมดังปากที่ลั่นเอาไว้
“ปังงงงงงงงงงงง”
“กรี๊ดดดดดดดดดดดด อ๊ากกกกกกกกกกกก”