บทที่ 11 พี่ชายผู้ไม่เอาไหน (รีไรท์)
ภาพที่หลิวไป๋ฮวากำลังสอดส่ายสายตาราวกับหาอะไรบางอย่างนั้นล้วนแต่ตกอยู่ในสายตาของต้าเหวินโหร่วทั้งสิ้น
นานนับชั่วโมงแล้วที่ต้าเหวินโหร่วยังคงอยู่ที่เดิมตรงนี้ หลบซ่อนกายอยู่ข้างกำแพงเพื่อให้ให้อีกฝ่ายมองเห็น ในขณะที่เขานั้นเห็นทุกอย่าง เห็นแม้กระทั่งรอยยิ้ม แววตาที่ดูมีความสุขหนักหนากับใครอีกคน ทั้งััที่ดูแนบชิดนั้นยิ่งทำให้ต้าเหวินโหร่วนึกค่อนขอดตัวเองอยู่ในใจ
ทำไมพื้นที่ตรงนั้นถึงไม่เป็เขาบ้าง ทำไมเขาที่เคียงข้างหลิวไป๋ฮวามาตลอดถึงไม่มีโอกาสได้ััเธออย่างอ่อนโยนเช่นนั้นบ้าง ทั้งที่เขามาก่อน ทว่าพื้นที่ตรงนั้น กลับถูกใครอีกคนแย่งชิงไปต่อหน้าต่อตาโดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย
“เมื่อไหร่กันไป๋ฮวา เมื่อไหร่ที่ผมจะได้ััคุณอย่างอ่อนโยนแบบนั้นบ้าง เมื่อไหร่ที่คุณจะมองผมด้วยสายตารักใคร่แทนสายตาที่มองมาอย่างเกลียดชังเสียที”
“หรือผมควรจะทำอย่างไร ให้ผู้หญิงที่สูงส่งอย่างคุณ ชายตาลงมามองคนต่ำต้อยอย่างผม” ทุกประโยคเอื้อนเอ่ยออกไปอย่างตัดพ้อ และต้าเหวินโหร่วจะไม่โทษชะตาที่ลิขิตให้ชีวิตเขาได้เป็เช่นนี้ แต่จะโทษตัวเองที่เขาไม่มีความกล้าพอ และไร้ซึ่งปัญญาที่จะถีบตัวเองขึ้นสูงให้เทียบเท่ากับหลิวไป๋ฮวาได้
ั์ดวงตาที่ดูจะไร้ซึ่งความหวังในตอนนี้สะท้อนเงาแผ่นหลังบอบบางของหญิงสาวผู้เป็ที่รัก ที่เดินกลับเข้าไปภายในบ้านแม้ว่าใจจริงแล้วนั้นต้าเหวินโหร่วอยากเข้าไปพูดคุยกับอีกฝ่ายมากเพียงใด แต่ก็สำเหนียกตัวเองดีว่าเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรเช่นนั้นได้เลย
อยากจะเอ่ยรั้ง พูดคุย แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะทำ
ต้าเหวินโหร่วละสายตาจากบ้านของหญิงสาว ก่อนจะหมุนตัวกลับไปยังสถานที่ที่แทบจะไม่มีความใกล้เคียงกับคำว่าบ้านเลยแม้แต่น้อย
ระยะห่างของบ้านที่ไม่ได้ไกลจากกันนักทำให้ชายหนุ่มมาถึงที่หมายเร็วกว่าปกติ อาจจะเพราะคุ้นชินกับเส้นทางเพราะใช้มาั้แ่เด็กและมีความสามารถในการเดินเร็วมาั้แ่ไหนแต่ไร เนื่องจากสถานะทางครอบครัวไม่ดีนัก ค่อนไปทางยากจนเสียด้วยซ้ำทำให้เขาต้องทำงานอย่างหนักเพราะไม่ได้ร่ำเรียนเหมือนคนอื่น งานส่วนมากที่ทำจึงเป็งานที่ใช้แรงเป็ส่วนใหญ่ และการเดินทางก็มักจะเป็การเดินเท้าไปทำงานเสียมากกว่า แม้งานที่รับจ้างจะต้องเดินเท้าข้ามเขตก็ตาม
มือหยาบกร้านดันประตูให้เปิดออก เพียงแค่ได้ยินเสียงประตูบ้าน สิ่งที่ต้าเหวินโหร่วได้รับคือถ้อยคำที่พ่นออกจากปากของผู้เป็พี่ใหญ่ที่เต็มไปด้วยถ้อยคำกระแทกแดกดัน ราวกับว่าเขาทำอะไรผิดร้ายแรง ทั้งยังเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ และสายตาดูแคลนที่มองมา
ไม่ใช่แค่คนภายนอกที่คิดว่าเขานั้นใฝ่สูง แต่แม้แต่คนในบ้านก็ยังคิดต่อต้าเหวินโหร่วเช่นนั้น
“หายหัวไปบ้านผู้หญิงคนนั้นอีกแล้วเหรอ งานการไม่คิดจะทำเลยหรืออย่างไร เหวินโหร่ว” ต้าเหวินฟู่ ผู้เป็พี่ชายที่นั่งทานหมั่นโถวเคียงข้างภรรยาอยู่บนโต๊ะทานอาหารเอ่ยขึ้นมาอย่างประชดประชัน แต่กระนั้นต้าเหวินโหร่วก็มองว่าคำพูดที่เอ่ยออกมานั้นเป็เพียงถ้อยคำไร้ค่าที่คิดไปก็ไม่อาจทำให้เขารู้สึกดีเลยเลือกที่จะมองข้าม หมายจะเดินไปยังหลังบ้านที่มีผู้เป็แม่กำลังล้างมันสำปะหลังที่ขุดไปเมื่อตอนกลางวัน
ท่าทีหยิ่งยะโสของต้าเหวินโหร่ว ทำให้ต้าเหวินฟู่ที่ยิ่งไม่เห็นปฏิกิริยาตอบโต้จากผู้เป็น้องชายของตนก็ยิ่งเกิดความโมโหขึ้นมา
“เหวินโหร่วนี่ช่างเป็น้องชายที่ไร้มารยาทเสียจริง พี่พูดด้วยแต่กลับเมินเฉย ทั้งยังดูเป็การไม่เคารพพี่ชายด้วยเช่นกัน เป็อย่างนี้จะปล่อยผ่านไปได้อย่างไรพี่เหวินฟู่ ท่าทีกระด้างกระเดื่องต่อพี่เช่นนี้หากไม่จัดการให้ทันท่วงที ทุกคนก็จะมองว่าพี่นั้นช่างไร้ปัญญาในการควบคุมคนในบ้าน พี่จะปล่อยให้เป็เช่นนั้นเหรอ”
ยิ่งได้ยิน หลงหลันฮวา ผู้เป็ภรรยาของตนพูดเช่นนั้น ก็ยิ่งก่อเกิดความไม่พอใจในตัวน้องชายมากขึ้นไปอีก
ปึก
“ต้าเหวินโหร่ว!” หมั่นโถวในมือถูกปาออกไป เข้ากลางแผ่นหลังกว้างของผู้เป็น้องชายอย่างแม่นยำ ทั้งยังเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโมโห ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นมาอย่างทันท่วงที ในขณะที่ร่างกายของต้าเหวินฟู่นั้นสั่นเทาด้วยความเกรี้ยวโกรธมากขึ้นเรื่อย ๆ
“แกเมินเฉยต่อคำพูดของฉัน ทั้งยังไม่รับฟังและเดินหนีเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน!”
ต้าเหวินโหร่วตอบ “...หมายความตามที่แสดงออกไป จะคิดเช่นไรให้มันมากความ”
“ต้าเหวินโหร่ว แกนี่มันช่างปีกกล้าขาแข็งยิ่งนัก คิดว่าแม่ให้ท้ายแกแล้วฉันจะไม่กล้าทำอะไรอย่างนั้นเหรอ!” ต้าเหวินฟู่ชี้หน้าด่าน้องชายอย่างเกรี้ยวกราด
ต้าเหวินโหร่วขบฟันกรามแน่น โต้ตอบไปว่า “แล้วพี่ทำอะไรได้บ้างล่ะ นอกจากอยู่ใต้อำนาจภรรยา เชื่อตามที่ภรรยาเป่าหู ทั้งที่คำพูดนั้นหาความจริงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ใส่สีตีไข่และเต็มไปด้วยความคิดที่เอาแต่อิจฉาริษยาผู้อื่นเช่นนี้”
“วัน ๆ แต่เอาแต่นินทา คิดแต่เื่ที่คอยจะใส่ความคนอื่น งานสวนไม่ทำ หรือแม้แต่งานบ้านที่เป็หน้าที่ของภรรยาก็ไม่แม้จะแตะเพียงอย่างเดียว”
“ถ้าพี่คิดว่าผมเป็คนมักใหญ่ใฝ่สูง แล้วพี่ล่ะ ไปคว้าภรรยาเช่นนี้มาได้อย่างไร”
หลงหลันฮวาตบโต๊ะเสียงดังและผุดลุกขึ้นทันที “ต้าเหวินโหร่ว! มันจะมากไปแล้วนะ”
“ถ้าอย่างนั้นพี่หลันฮวาก็บอกมา ว่าคำพูดไหนที่ไม่ใช่ความจริงบ้าง ผมจะได้แก้ไขให้และจะได้ไม่เป็เื่ที่ผมเข้าใจผิดไปเช่นนี้”
“นี่น้องชายคุณกล้าพูดจาแบบนั้นกับฉันได้อย่างไร ฉันมีศักดิ์เป็ถึงพี่สะใภ้แต่ทำไมถึงมาต่อว่าฉันเช่นนี้กัน” เธอเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างถึงที่สุด
สายตาเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจฉายชัด ทั้งท่าทีที่เกรี้ยวกราดนั้นแสดงออกมาอย่างไม่อาจกักเก็บเอาไว้ได้นั้น ทำให้ต้าเหวินฟู่เกิดความเกรงกลัวเล็ก ๆ ขึ้นมา ไม่บ่อยนักที่ภรรยาของเขาจะเป็เช่นนี้ แต่เพราะครั้งนี้มากกว่าการเมินเฉยเหมือนที่ผ่าน ๆ มา คือต้าเหวินโหร่วนั้นตอบโต้อีกฝ่ายด้วยคำพูดที่ทำให้คนฟังเจ็บแสบได้โดยไร้คำด่าทอหยาบคาย
“ขอโทษหลันฮวาซะ!” ต้าเหวินฟู่ออกคำสั่งอย่างหยิ่งผยอง
ั์ตาต้าหวินโหร่วสะท้อนความผิดหวังอย่างชัดเจน ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ที่หลงหลันฮวาจะได้มาเป็พี่สะใภ้ พี่ชายของเขาจะเป็บุคคลที่รักครอบครัวมาก พี่น้องมีความรักใครกลมเกลียว ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น จนไม่มีใครสามารถเข้ามาสั่นคลอนความรักที่พวกเรามีให้กันได้ ทว่าเพียงไม่กี่ปีให้หลังที่หลงหลันฮวาแต่งเข้ามาภายในบ้านในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่นั้น ทุกอย่างกลับแปรเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดูย่ำแย่ คนเป็พี่วัน ๆ แทบไม่ทำงานอะไรที่ดูเป็ชิ้นเป็อัน หากคิดจะหยิบจับสิ่งใดมายึดเป็อาชีพก็มักจะไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งพี่น้องที่เคยรักใคร่กันดีก็ยิ่งห่างเหินมากขึ้นไปเรื่อย ๆ
จนในตอนนี้สายตาอ่อนโยนที่เคยมองมายังคนในครอบครัวกลับไม่มีอีกแล้ว มีเพียงสายตาชิงชังที่เต็มไปด้วยความริษยา
“เหวินโหร่ว อย่าทำตัวดื้อด้านให้มันมากนัก!”
“หากคำพูดที่ผมเอ่ยออกไปไม่ใช่ความจริงผมก็จะขอโทษ แต่นี่มันไม่ใช่แบบนั้น พี่เหวินฟู่ที่เป็คนรักน้อง รักครอบครัว หายไปไหนเสียแล้วล่ะ” หลงหลันฮวาที่เห็นสายตาอ่อนไหวของผู้เป็สามีก็ยิ่งคับแค้น ทั้งต้าเหวินโหร่ว และต้าเหวินฟู่
ทำไมถึงได้เป็คนโง่เช่นนี้กัน!
“เหวินฟู่ น้องชายของคุณไร้ความเคารพพี่ใหญ่เช่นนี้ หากไม่รีบสั่งสอนเห็นทีว่าจะยากเกินแก้ รีบจัดการเข้าเสียที จะรอให้น้องชายของคุณมาต่อว่าภรรยาเช่นนี้จนถึงเมื่อไหร่กัน”
“เหวินโหร่ว!” ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีจิตใจที่ไขว้เขวนั้น ก็กลับมาแข็งกระด้างอีกครั้ง ต้าเหวินฟู่สาวเท้าเข้ามาใกล้พร้อมทั้งในมือที่คว้าด้ามไม้กวาดซึ่งวางเอาไว้แถวนั้นติดมา หมายจะทำการลงโทษผู้เป็น้องชาย ฟาดใส่แผ่นหลังนั่นไปสักสามสี่ทีให้หลาบจำเสียบ้าง ว่าเป็น้องชายไม่ควรพูดจาดูถูกผู้ที่มีอายุมากกว่าตนเช่นนี้