บทที่ 18 สถานการณ์คับขันของเสนาบดีหลิวซ่าง
ยามสายของวันรุ่งขึ้น ภายใน ท้องพระโรงหลวง แห่งแคว้นฉี เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ รวมถึงองค์ราชวงศ์ต่างประทับและประจำตำแหน่งของตน
เบื้องบน จักรพรรดิฉีหลงเทียน ประทับเหนือบัลลังก์ั พระพักตร์แจ่มใส ดวงเนตรเปล่งประกายแห่งความพึงพอใจ ขณะที่ทอดพระเนตรไปยังแม่ทัพที่เพิ่งได้รับชัยชนะกลับมา
"แม่ทัพเหยาหลี่จวิน…"
สุรเสียงขององค์จักรพรรดิแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิ
"...เ้าได้ทำให้แคว้นฉีภาคภูมิยิ่ง การประลองเมื่อวานเป็ตัวอย่างของชัยชนะโดยแท้"
"ขอบพระทัยฝ่าา"
แม่ทัพเหยารีบคุกเข่าคารวะ ทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความสับสน
ชัยชนะที่ได้มานี้… มันเกิดจาก กลอุบายขององค์ชายเก้า ไม่ใช่เพราะฝีมือของเขาโดยตรง แล้วเหตุใดองค์จักรพรรดิถึงได้ตรัสยกย่องเช่นนี้?
"การเอาชนะศัตรูโดยไม่ต้องเปื้อนเื ถือเป็กลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม…"
จักรพรรดิกล่าวต่อ
"...แม้แต่นักรบอันแข็งแกร่งของแคว้นฉู่ ยังต้องขวัญเสียจนมิอาจยืนหยัดได้"
พระองค์ตรัสพร้อมกับะเิพระสรวลอย่างอารมณ์ดี บรรยากาศในท้องพระโรงดูเหมือนจะอบอวลไปด้วยความปลื้มปีติของฝ่ายที่เห็นด้วย
แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยเช่นเดิม
"ฝ่าา! กระหม่อมขอคัดค้าน!..."
เสนาบดีหลิวซ่าง ก้าวออกมาคุกเข่าพร้อมขานเสียงหนักแน่น
"...ชัยชนะเช่นนี้มิอาจเรียกได้ว่าน่ายกย่อง!"
น้ำเสียงของเขาดังขึ้น ทำให้บรรยากาศแห่งความชื่นชมชะงักไปชั่วขณะ
"...ชัยชนะที่มาพร้อมกับความอับอายของศัตรู มิใช่ชัยชนะที่แท้จริง แต่เป็เพียงเล่ห์เพทุบายอันต่ำช้า"
เสนาบดีหลิวซ่างกล่าว
"...ถึงแม้แคว้นฉีจะได้ชัย แต่ก็ต้องถูกครหาว่าใช้วิธีสกปรก"
"ใช่แล้ว ข้าก็เห็นด้วยกับข้อคัดค้านนี้…"
ผู้ที่กล่าวออกมา คือองค์ชายรอง ฉีเฟยหลาน
"...ชัยชนะของแคว้นฉีต้องมาจากเกียรติภูมิแห่งนักรบ หาใช่เล่ห์เพทุบายที่ทำให้ศัตรูตกอยู่ในสภาพน่าขายหน้า…"
องค์ชายรองกล่าว พลางปรายตามอง ฉีตงหยาง ที่ยืนอยู่เงียบ ๆ ด้านข้าง
"...นี่เป็แผนอันชั่วร้ายของผู้หนึ่ง ทำให้ศักดิ์ศรีของแคว้นฉีต้องแปดเปื้อน"
บรรยากาศในท้องพระโรงเริ่มหนักอึ้ง
ขณะที่ฉีตงหยางยืนฟังเงียบ ๆ สีหน้าของเขาเรียบเฉย ราวกับมิได้รับผลกระทบจากคำกล่าวหา
แต่ก่อนที่จักรพรรดิจะตรัสตอบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากฟากหนึ่งของท้องพระโรง
"ข้ากลับเห็นต่าง"
เสียงนั้นดังกังวานชัดเจนและสง่างาม
ทุกสายตาหันไปมอง องค์รัชทายาท ฉีเฟยหง
องค์ชายรัชทายาทแห่งแคว้นฉี นิสัยสุขุมไม่ค่อยออกหน้าพูดมากนัก แต่ครั้งนี้กลับเลือกกล่าววาจา
"ชัยชนะที่แท้จริงคือชัยชนะที่ทำให้ศัตรูพ่ายแพ้ทั้งกายและใจ…"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"...มิใช่เพียงชัยชนะที่เกิดจากอาวุธและเืเนื้อเพียงอย่างเดียว แม่ทัพเหยาเป็นักรบที่เก่งกาจ แต่ทว่าการศึกมิใช่เพียงเื่ของฝีมือ หากยังรวมถึงปัญญาและกลยุทธ์ แคว้นฉีมิได้ทำผิดกฎการประลอง ทั้งยังทำให้แคว้นฉู่มิอาจกล้าหาเื่เราอีกภายใน 30 ปี นี่มิใช่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดหรือ?"
เสนาบดีหลิวซ่างขมวดคิ้ว
"แต่วิธีการ…"
"วิธีการอันใด มีหลักฐานใดว่า เป็การกระทำของฝ่ายฉีหรืออย่างไร หรือท่าน้าให้แคว้นฉีแพ้?"
น้ำเสียงขององค์รัชทายาทเริ่มเข้มขึ้น ดวงตาคมปลาบจ้องเสนาบดีหลิวซ่างไม่วาง
"...เสนาบดีหลิวซ่าง เ้าเป็ขุนนางของแคว้นฉี แต่กลับดูแคลนชัยชนะของแคว้นตนเอง เช่นนี้ควรหรือไม่?"
"กะ... กระหม่อมมิได้มีเจตนาดังกล่าว"
เสนาบดีหลิวซ่างเริ่มอึกอัก
"หากเช่นนั้นก็จงพึงระลึกไว้ว่า แคว้นฉี้าชัยชนะ ไม่ใช่เกียรติที่ว่างเปล่า" รัชทายาทกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
จักรพรรดิฉีหลงเทียนหัวเราะพลางพยักพเยิด
"เ้าช่างสมเป็บุตรของเรา!..."
พระองค์หันไปทางเสนาบดีหลิวซ่าง พลางตรัสว่า
"...เ้ามิใช่ครั้งแรกที่คัดค้านเื่ของแคว้นฉีเสมอไป เช่นนั้นเราถามเ้าตรง ๆ ... เ้า้าให้แคว้นฉีเป็ฝ่ายพ่ายแพ้หรืออย่างไร?"
"ฝ่าา! หามิได้! กระหม่อมมิกล้า!"
เสนาบดีหลิวซ่างรีบก้มหน้ากราบทูล สีหน้าซีดเผือด
“เ้าด้วย..ฉีเฟยเจิน”
"ฝ่าา! หามิได้! กระหม่อมมิกล้า!"
องค์ชายรองรีบก้มหน้าปฏิเสธ ด้วยท่าทีเช่นเดิม
ขณะที่องค์จักรพรรดิตรัสตำหนิเสนาบดีและองค์ชายรอง กล่าวชื่นชมแม่ทัพเหยาและพระราชทานตำแหน่งคืนแม่ทัพชายแดนใต้คืนให้ตามเดิม และยังพระราชทานรางวัลมากมายให้ฉีตงหยาง
ที่เื้ัม่าน
ฮองเฮา กำลังจ้องมองไปยังองค์ชายเก้า ฉีตงหยาง ด้วยแววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
"เ้าช่างแยบยลนัก..."
แม้นางจะมิได้เอ่ยวาจา แต่หัวใจกลับรู้สึกว่า องค์ชายเก้าผู้นี้มิใช่ธรรมดาเสียแล้ว ไม่ว่าจะบุ๋นบู๊ เล่ห์ร้ายนัก นางกลับเฝ้ารอว่าค่ำคืนใดฉีตงหยางจะมีเวลาให้นางอีก
ส่วนองค์ไทเฮา ผู้เป็ฝ่ายสนับสนุนองค์รัชทายาท กลับมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงแค่จิบชาเงียบ ๆ และมองดูสถานการณ์อย่างใจเย็น
ในท้องพระโรงแห่งนี้... การต่อสู้ที่แท้จริง มิใช่เพียงแค่ในสนามประลอง แต่ยังเป็การต่อสู้ของวาจาและปัญญาอีกด้วย...
ท้องพระโรงอันโอ่อ่าแห่งแคว้นฉี เงียบสงัดลงชั่วขณะเมื่อขันทีาุโ หลี่กงกง ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเร่งร้อน คุกเข่าคารวะก่อนเอ่ยรายงานเสียงดังชัดเจน
"ฝ่าา! องค์หญิงแคว้นฉู่ ซิ่วอิง พร้อมด้วยคณะทูตขอเข้าเฝ้า นางมีข้อเสนอใหม่ให้แก่แคว้นฉีพ่ะย่ะค่ะ"
จักรพรรดิฉีหลงเทียนเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย ก่อนตรัสเรียบ ๆ
"ให้พวกนางเข้ามา"
ไม่นานนัก องค์หญิงฉู่ซิ่วอิง ในชุดแพรไหมสีแดงเข้มปักลายหงส์ลอยเด่น ก็ย่างก้าวเข้ามาภายในท้องพระโรง ใบหน้างดงามแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันและทิฐิ นางประสานมือคำนับตามธรรมเนียม ก่อนเงยหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง
"องค์จักรพรรดิแห่งแคว้นฉี ข้า ฉู่ซิ่วอิง มีเงื่อนไขใหม่มาเสนอ"
เสียงของนางสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถง
"เราขอท้าประลอง การคำนวณ แทนการประลองบุ๋นและบู๊ หากแคว้นฉีมั่นใจในความสามารถ ก็จงรับคำท้าเถิด"
คำกล่าวนี้ทำให้เหล่าขุนนางเริ่มซุบซิบกัน การคำนวณ? นี่มิใช่วิชาที่เกี่ยวข้องกับตำราและกลยุทธ์โดยตรง แล้วเหตุใดแคว้นฉู่จึงเสนอเงื่อนไขนี้ขึ้นมา?
"เงื่อนไขของการเดิมพันยังคงเดิม…"
นางกล่าวต่อ
"...หากพวกเ้าชนะ แคว้นฉู่จะมอบสิ่งที่ตกลงไว้ หากพวกเ้าแพ้…"
นางยิ้มเย็นเยียบ
"...แคว้นฉีต้องส่งมอบดินแดนทางชายแดนให้เรา"
"เหลวไหล!"
ขุนนางฝ่ายบุ๋นบางคนร้องขึ้นมาทันที แคว้นฉีเพิ่งได้รับชัยชนะจากการประลองบุ๋นและบู๊มาแท้ ๆ เหตุใดจึงต้องเดิมพันอีกครั้ง?
ทว่าก่อนที่จักรพรรดิจะได้ตรัสตอบกลับ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"แคว้นฉีชนะไปแล้ว…"
ทุกสายตาหันไปยังผู้พูด องค์ชายเก้า ฉีตงหยาง หรือ หลี่เฟยเทียน
เขายืนอยู่ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ ใบหน้าฉายรอยยิ้มบาง ๆ แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยประกายคมกล้า
"..แคว้นฉู่พวกเ้าพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์ ใยจึงจะมาเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอีก?"
"แต่…"
"แต่..แต่อันใด.."
ฉีตงหยางหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยต่อ
"...หรือเ้าอยากจะบอกว่า การเดิมพันคราวก่อนนั้นมิอาจรับได้?"
"เ้า!.."
ฉู่ซิ่วอิงกัดฟันแน่น นางรู้ดีว่าความพ่ายแพ้ของแคว้นฉู่ในการประลองครานี้ได้ทำให้เสียหน้าเพียงใด นางจำต้องหาหนทางพลิกสถานการณ์
ฉีตงหยางยกมือขึ้นขัดจังหวะ
"องค์หญิง ข้าคิดว่าเ้าควรยอมรับในสิ่งที่เ้าเดิมพันไว้แต่แรก"
"อะไร?"
"ข้ากำลังหมายถึง..."
รอยยิ้มของฉีตงหยางแฝงไปด้วยเลศนัย
"...เ้ารับเดิมพันว่าหากแคว้นฉู่แพ้ เ้าจะต้องเป็ นางสนมของข้า มิใช่หรือ?"
ทันทีที่กล่าวจบ ใบหน้าขององค์หญิงฉู่ซิ่วอิงเปลี่ยนสี จากแดงเข้มด้วยความโกรธกลายเป็ซีดขาว
"ข้าไม่รับเงื่อนไขนั้น!"
นางประกาศเสียงดัง
"อ้อ? ..."
ฉีตงหยางยิ้มบาง
"...แสดงว่าองค์หญิงเป็คนที่ไม่รักษาคำพูดแล้ว?"
"ข้า.."
"หรือเ้าเพียงแค่กล่าววาจาลอย ๆ ั้แ่แรก ไม่ได้ตั้งใจจะรักษาข้อตกลงอยู่แล้ว? ่ช่างน่าอับอายนัก แคว้นฉู่ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร แต่ไม่เคยรักษาสัญญาอันเป็คุณธรรมเบื้องต้น นี่จักเรียกว่ายิ่งใหญ่ได้อย่างไร"
"..."
ฉู่ซิ่วอิงกำมือแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือของตนเอง นางรู้สึกเสียหน้าจนแทบะเิออกมา ทว่าฉีตงหยางยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น
"แคว้นฉู่ช่างเป็แคว้นที่ไร้คุณธรรมนัก…"
เขากล่าวเสียงเรียบ
"..ดั่งพยัคฆ์ที่หาเื่ขย้ำแกะน้อย ดั่งคนเ้าเล่ห์ที่หาทางเอาเปรียบผู้อื่นอยู่ร่ำไป แม้แต่ราชครูของพวกเ้าผู้ได้ชื่อว่าปราชญ์ลือนาม ยังต้องพ่ายแพ้ต่อความละโมบดื้อด้านของตนเอง จนสุดท้ายก็สิ้นใจไปด้วยความสำนึกผิดต่อมโนธรรม"
คำกล่าวของเขาทำให้บรรยากาศในท้องพระโรงเย็นเฉียบ
ฉู่ซิ่วอิงตัวสั่น
"องค์ชายเก้า เ้าอย่าได้กล่าววาจาเหลวไหล!"
"เหลวไหล? .."
ฉีตงหยางเลิกคิ้ว
"...เหลวไหลอันใด หรือองค์หญิง้าให้ข้ากล่าวความจริงยิ่งกว่านี้?"
ฉู่ซิ่วอิงเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ว่าหากโต้แย้งต่อไป อาจยิ่งทำให้แคว้นฉู่ดูอดสูยิ่งกว่าเดิม
นางได้แต่กล้ำกลืนความโกรธลงไปในอก จ้องมองฉีตงหยางด้วยแววตาเกลียดชัง
"หากพวกเ้าไม่ยอมรับการประลองนี้ แคว้นฉู่จะส่งทัพเข้าประชิดชายแดนทันที!"
เสียงประกาศกร้าวของ องค์หญิงฉู่ซิ่วอิง ก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง ดวงตาของนางฉายแววดื้อดึงและมุ่งมั่น ไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอยแม้แต่น้อย
เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากัน บรรยากาศหนักอึ้งขึ้นมาในทันที เพราะนี่หมายความว่า าระหว่างสองแคว้นอาจปะทุขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
"ฝ่าา!..."
เสียงหนักแน่นของ แม่ทัพเหยา หลี่จวิน ดังขึ้น เขาก้าวออกมาจากแถวขุนนางฝ่ายบู๊ คุกเข่าลงขอรับพระบัญชา
"...หากแคว้นฉู่กล้าส่งทัพมา ข้าขออาสานำทหารต้านศึกโดยไม่หวั่นเกรง!"
ร่างสูงสง่าของแม่ทัพเหยายังคงเปี่ยมไปด้วยอำนาจ แม้จะผ่านศึกมามากมาย แต่ดวงตาของเขายังคงแน่วแน่ ไม่หวาดหวั่นต่อศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า
แต่ก่อนที่จักรพรรดิจะมีพระดำรัส ขุนนางผู้หนึ่งกลับรีบก้าวออกมา!
"ฝ่าา!..."
เสียงแหลมของ เสนาบดีหลิวซ่าง ดังขึ้น
"...แคว้นฉู่มีทหารมากกว่าเรา หากเปิดศึกตอนนี้ ประชาชนของแคว้นฉีย่อมต้องเดือดร้อน!..."
เขาประสานมือโค้งตัวต่ำ เหล่าเสนาหลายพนักหน้าเห็นด้วย
"...กระหม่อมขอเสนอให้ยอมเสียเมืองชายแดนเล็กน้อย เพื่อแลกกับความสงบสุข หากเราดึงดันจะทำศึก เกรงว่าแคว้นฉีจะเสียหายหนักกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ"
"เหลวไหล!"
เสียงของจักรพรรดิฉีหลงเทียนเปี่ยมไปด้วยอำนาจ พระพักตร์เคร่งขรึมขึ้นทันที
"เสนาบดีหลิว! เ้าพูดราวกับว่าให้ข้าโยนเกียรติของแคว้นฉีทิ้งไปเพียงเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย!..."
จักรพรรดิทอดพระเนตรเสนาบดีด้วยสายตาเย็นเยียบ
"...เ้ากลัวศึกจนไม่เห็นแก่ศักดิ์ศรีของราชวงศ์หรืออย่างไร?"
เสนาบดีหลิวซ่างหน้าซีดเผือด ก้มหน้านิ่งไม่กล้าโต้แย้ง
ในขณะนั้นเอง เสียงเรียบเย็นของฉีตงหยางก็ดังขึ้น
"ถ้าเช่นนั้น..."
เขายิ้มบาง ดวงตาเป็ประกายเ้าเล่ห์ ก่อนกล่าวขึ้น
"...ในเมื่อองค์หญิงแคว้นฉู่้าให้มีการเดิมพัน เราก็รับคำท้าก็ได้"
เสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ จนองค์หญิงฉู่ซิ่วอิงถึงกับขมวดคิ้ว
"เ้าคิดว่าแคว้นฉีจะชนะได้อย่างนั้นหรือ?"
ฉีตงหยางหัวเราะเบา ๆ
"ชนะหรือแพ้ ข้าหาได้กังวลไม่"
เขากล่าวเสียงเรียบ
"เพียงแต่การเดิมพันครั้งนี้... ข้าขอให้เสนาบดีหลิวซ่างเป็ผู้ลงแข่งขันแทน"
"อะไรนะ!?"
เสนาบดีหลิวซ่างเงยหน้าขึ้นมาทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและตื่นตระหนก
จักรพรรดิฉีหลงเทียนหรี่พระเนตร มององค์ชายเก้าด้วยความสนใจ
"เหตุใดจึงเสนอเช่นนั้น?"
พระองค์ตรัสถาม
ฉีตงหยางยิ้มบาง ก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ
"เสนาบดีหลิวเป็ผู้เสนอให้เรายอมเสียเมือง…"
เขากล่าวเสียงเรียบ
"...หากเขาคิดว่าการยอมแพ้เป็ทางเลือกที่ดีนัก ก็ให้เขาเป็ผู้แบกรับเดิมพันนี้เอง"
เสียงขององค์ชายเก้าช่างแหลมคมและกรีดแทง
"ดูเถิดว่าจะรับเกียรตินี้ได้หรือไม่ ถ้าหากเขาชนะ ก็นับว่าเป็เื่ดีไป แต่หากเขาพ่ายแพ้…”
ฉีตงหยางยิ้มเย็น
"...แคว้นฉีจะไม่เพียงแต่สูญเสียเมือง แต่เสนาบดีหลิวซ่างจะต้องสูญเสียทุกอย่างของตนเองด้วย รวมถึงเกียรติยศ ตำแหน่ง ทรัพย์สินในตระกูลหลิว และแม้แต่ชีวิตของเขาเอง"
"ฝ่าา!..."
เสนาบดีหลิวซ่างหน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าลง
"...กระหม่อมไม่อาจรับเดิมพันนี้ได้! ขอฝ่าาโปรดไตร่ตรอง!"
จักรพรรดิฉีหลงเทียนทอดพระเนตรเสนาบดีหลิวซ่างด้วยสายตานิ่งสงบ
ครู่หนึ่ง พระองค์จึงตรัสขึ้นช้า ๆ
"เสนาบดี ท่านเป็เสาหลักของแคว้นฉี ท่านเป็ถึงเสนาบดี มุขมนตรี ที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของแคว้นฉี ท่านมากด้วยสติปัญญาและบารมี ท่านบอกว่าไม่อยากให้ประชาชนเดือนร้อนเพราะการสู้รบ แต่ท่านลืมไปเแล้วหรือ ว่าท่านรับใช้ราชสำนักแคว้นฉี เกียรติของเราไม่อาจสูญเสียหรือมีราคาได้ เราขอให้ท่านรับคำท้าของแคว้นฉู่ และนำชัยชนะกลับมาให้เรา"
เป็ครั้งแรกที่องค์จักรพรรดิตำหนิจริงจัง โดยไม่มีท่าทีเกรงใจอีก และสั่งการมอบหมายภารกิจที่เสนาบดี ไม่อาจจะพ่ายแพ้ได้
และการประลองในรอบนี้จะเริ่มในอีก 7 วัน
โปรดติดตามตอนต่อไป