ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 33 หัวเราะเยาะเรื่องเตียงเตา

           โจวจิ่งวั่งขมวดคิ้วเล็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ว่า “ท่านอาน้อยอารมณ์ไม่ดี ทำให้เสด็จย่าอารมณ์ไม่ดีไปด้วย”

           ท่านอาน้อยชื่อว่าเจียงชิงอวิ๋น ปีนี้อายุสิบห้าแล้วเป็นบุตรชายที่เกิดจากฉินซื่อ ซึ่งเป็นน้องสาวร่วมมารดาของฉินไท่เฟยเป็นลูกพี่ลูกน้องของโจวปิง

           ตระกูลเจียงเพิ่งพบกับภัยมหันต์ฉินไท่เฟยจึงส่งคนไปรับเจียงชิงอวิ๋นที่กำลังเศร้าใจที่สุดมาพักที่เมืองเยี่ยน เพื่อเลี่ยงเรื่องราว

           “ท่านย่าของเจ้าเห็นชิงอวิ๋นเป็นเหมือนลูกแท้ๆ” โจวปิงคิดถึงเจียงชิงอวิ๋นผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของตนตระกูลเจียงของเขาต้องพบกับโชคชะตาอันน่าเศร้า ตัวเขาก็ป่วยหนักจนซูบผอมต่อให้ใจแข็งเป็นหินก็ยังอดเห็นใจไม่ได้ อีกทั้งเมื่อก่อนตระกูลเจียงก็เคยช่วยเหลือตนเป็นกำลังให้ตนสืบทอดตำแหน่งอ๋องได้สำเร็จ นับว่ามีบุญคุณต่อกัน

           โจวจิ่งวั่งพูดอย่างทอดถอนใจ “หากมิใช่ว่าตระกูลเจียงเกิดเรื่องปีนี้ชิวกุยจะต้องชิงสามอันดับแรกมาได้แน่”

           โจวปิงกล่าวเรียบๆ “ตระกูลพวกเราควรดูแลชิงอวิ๋นให้ดี”

           “ขอรับ” โจวจิ่งวั่งเดินออกไปจากห้องหนังสือเพื่อไปเยี่ยมฉินไท่เฟยเขาเดินผ่านระเบียงทางเดินที่มีทิวทัศน์เขียวขจีตลอดทั้งสองฝั่งทางเข้าไปในประตูวงจันทร์มีเถาไม้เลื้อยขึ้นพันเกี่ยว มองไปเห็นเงาร่างในอาภรณ์สีขาว ร่างกายสูงทว่าดูซูบผอมกำลังยืนอยู่ตรงประตูวงจันทร์เขาจึงเดินเข้าไปหา

           ไม่ใช่ใครอื่น คือเจียงชิงอวิ๋นนั่นเอง

           “ท่านอา เหตุใดไม่มีใครช่วยประคองเล่า”

           “ข้าไม่ให้พวกเขามาเป็นเพื่อนข้าเอง ข้าอยากเดินเล่นคนเดียวไม่ได้มาบ้านเจ้าหลายปี ข้าจำทางไม่ได้แล้ว” เจียงชิงอวิ๋นหันมาเขามีใบหน้าทรงเหลี่ยม คิ้วเข้มหนาพาดเฉียง แก้มซูบตอบ ดวงตาลึกสีหน้าซีดขาวผิดปกติ คิ้วเข้มขมวดแน่น บนหน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อเขาเดินมาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็เหนื่อยจนเดินต่อไปไม่ไหว

           เดิมทีเขาเป็นบุรุษวัยเยาว์ที่หน้าตาหล่อเหลาและมีบุคลิกสง่างามแต่เพราะเสียใจจึงป่วยหนักจนเกือบตาย ร่างกายเจ็บออดๆ แอดๆ มาตลอดดูไม่มีสง่าราศีแม้แต่น้อย ใบหน้าจึงดูอมทุกข์เพราะเหตุนี้

           “สิบปีก่อนตอนที่เจ้ามาบ้านข้าเพิ่งจะอายุห้าขวบ เวลาผ่านไปนานเหลือเกินย่อมจำไม่ได้อยู่แล้ว...” โจวจิ่งวั่งเดินเข้าไปใช้สองมือประคองร่างที่อ่อนแรงของเจียงชิงอวิ๋น

           “ตอนนั้นเจ้าเพิ่งอายุแปดขวบ ผ่านไปเพียงพริบตาเดียวเจ้าก็อายุสิบแปดแล้วแต่งชายาเอกให้กำเนิดบุตรแล้ว ดีจริงๆ”

           โจวจิ่งวั่งกล่าวปลอบใจ “ผ่านไปอีกสองปีกว่าเจ้าก็คงออกจากการไว้ทุกข์แล้วตอนนั้นก็สามารถแต่งภรรยามีบุตรชายสักคนเจ้าก็มีครอบครัวที่กลมเกลียวเต็มไปด้วยความสุขได้”

           “ข้าจะไว้ทุกข์ให้ครอบครัวห้าปี” เจียงชิงอวิ๋นพูดยังไม่ทันจบดวงตาทั้งสองก็คลอไปด้วยน้ำตา เขาพยายามกลั้นไว้ไม่ให้มันไหลออกมา

           การไว้ทุกข์จะต้องสวมชุดขาว กินเจ ไม่สามารถแต่งภรรยาและมีบุตรได้

           หากไว้ทุกข์จริงๆ แม้เป็นคนทั่วไปก็ยังรับไม่ไหวยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุรุษสูงศักดิ์ที่กินดีอยู่ดีมาทั้งชีวิตเลย

           แต่ตอนนี้จิตใจของเจียงชิงอวิ๋นคล้ายกับตายไปแล้วหากไม่ต้องรับผิดชอบเซ่นไหว้บรรพบุรุษและสืบทอดสกุลให้ตระกูลเจียงคงอยากไปเยือนน้ำพุเหลืองกับครอบครัวที่ตายอย่างอนาถแล้ว

           โจวจิ่งวั่งได้ยินน้ำเสียงของเจียงชิงอวิ๋นที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า จึงรีบพูดขึ้นว่า “เอาล่ะ ห้าปีก็ห้าปี เจ้าดูแลรักษาร่างกายให้ดีก่อนเถิด”

           เมื่อเทียบกับเจียงชิงอวิ๋นที่มีความทุกข์ตรมและความโศกเศร้าอัดแน่นอยู่เต็มอกบ้านหลี่แห่งหมู่บ้านหลี่กลับอยู่ในความสุขและความวุ่นวายเรื่องการซ่อมแซมปรับปรุงบ้าน

           เข้าสู่เดือนหก อากาศยังคงร้อนอบอ้าว แดดจ้าติดต่อกันมาสามวันแล้วดวงอาทิตย์สาดแสงจนพื้นแทบจะลุกเป็นไฟ

           วันแดดจ้าทำการค้าขายได้บ้านหลี่จึงดูเรื่องซ่อมแซมบ้านไปพลางทำการค้าขายไปพลางทุกวันยังมีรายรับอย่างมั่นคง

           ตะวันยามเย็นสาดส่อง แต่ละบ้านมีควันไฟพวยพุ่ง

           บริเวณลานบ้านของบ้านสวี่ มีบุรุษวัยฉกรรจ์สวมเสื้อพับครึ่งแขนกางเกงมีรอยปะชุนมากมาย กำลังถือถ้วยกินโจ๊กแป้งข้าวโพดผสมผักอยู่

           ได้กินไข่ไก่ทุกมื้อในทุกวัน ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงเรื่องสารอาหารอีกเมื่อรวมกับค่าแรงวันละเก้าทองแดงชายฉกรรจ์ทั้งสิบสองคนจึงทำงานให้บ้านหลี่อย่างทุ่มเทเป็นพิเศษ

           เมื่อกินโจ๊กหมดก็กินแป้งย่างต่อ ส่วนไข่ไก่เก็บใส่กระเป๋าไว้ให้คนชราและเด็กๆที่บ้านกิน จากนั้นจึงไปรับค่าแรงที่บ้านหวังไห่

           หวังไห่ดูแลอย่างเข้มงวด สรุปค่าแรงของชายฉกรรจ์ทั้งสิบสองคนในวันทำงานเลยหากทำงานไม่ดีก็รับค่าแรงไปแล้วพรุ่งนี้ไม่ต้องมาอีก

           หลายวันก่อนชายฉกรรจ์ทั้งสิบสองคนต่างยิ้มแย้มรับค่าแรงแล้วรีบกลับบ้านแต่วันนี้กลับอยู่ต่อ

           “ลุงใหญ่ บ้านหลี่จะสร้างเตียงเตา งานพวกนี้พวกเราทำไม่ได้ต่อให้บ้านหลี่ร่างแบบแปลนมาก็คงทำได้ไม่ดี”

           “หากพวกเราทำเตียงเตาเสร็จแล้ว แต่บ้านหลี่ไม่ชอบใจจะทำอย่างไรขอรับ”

           “ลุงใหญ่ ไม่อย่างนั้นท่านไปพูดกับบ้านหลี่สักหน่อยว่า อย่าสร้างเตียงเตาเลยดีหรือไม่”

           หวังไห่รู้สึกทุกข์ใจ จึงพูดไปว่า “พวกเจ้าพูดเรื่องเตียงเตาให้ข้าฟังก่อน”

           หวังเซี่ยจื้อยิ้ม “เตียงเตาก็คือ เตียงดินที่ให้ความร้อนในฤดูหนาว” นี่คือคำอธิบายในประโยคเดียวของบ้านหลี่ ทั้งยังอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่า “ให้เชื่อมเตาที่ห้องครัวเข้ากับเตียงดินในห้องนอน เมื่อจุดไฟที่เตา เตียงดินก็จะร้อนไปด้วยพอคนไปนั่งนอนก็จะไม่หนาวแล้ว”

           หวังไห่ฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี จึงฟังคนอื่นที่พากันเข้ามาอธิบายต่อไปรู้สึกเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนักสรุปแล้วคิดว่าเตียงเตาเป็นของแปลกใหม่ ฟังแล้วดูดีแต่เกรงว่าการใช้งานจริงจะให้ผลไม่ดี

           หลายวันมานี้ตอนที่ทุกคนมารับค่าแรง ชวีหงสะใภ้ใหญ่ของหวังไห่จะยืนฟังเรื่องต่างๆในลานบ้านของบ้านหวังไห่อยู่ข้างกำแพง วันนี้นับว่าได้ยินเรื่องที่น่าสนใจแล้วจึงหัวเราะออกมาอย่างขบขันเดินส่ายสะโพกเข้าไปในห้องโถง พูดกับหวังลี่ตงที่กำลังดื่มสุราด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยว่า “บ้านหลี่ปรับปรุงบ้านจนไม่มีเงินแล้ว ในห้องนอนไม่สร้างเตียงไม้แต่จะสร้างเตียงดิน!”

           บ้านหลี่จะซ่อมแซมบ้านโดยให้ค่าแรงวันละเก้าทองแดงหวังไห่เรียกคนตระกูลหวังไป แต่ไม่เรียกหวังลี่ตงบุตรคนโตและหวังชุนเฟินบุตรคนรอง

           หวังลี่ตงถูกชวีหงหัวเราะเยาะทุกวัน แต่คราวนี้เห็นว่าชวีหงไม่เยาะเย้ยตนแล้วแต่กลับไปหาเรื่องหัวเราะเยาะบ้านหลี่แทน จึงถามอย่างอารมณ์ไม่ดีนัก “เตียงดินอะไร”

           “เตียงที่ใช้ดินทำ!” ชวีหงกล่าวด้วยสีหน้าเย้ยหยันดวงตาเต็มไปด้วยความอิจฉา พูดเหน็บแนมขึ้นว่า “มีแต่คนตายที่จะนอนในดินบ้านหลี่ทำเตียงดินคงใกล้ตายแล้ว”

           หวังลี่ตงรีบกระซิบบอก “บ้านหลี่ประจบประแจงใต้เท้าหลิวในตำบลตอนนี้กำลังรุ่งเรือง นังโง่... เจ้าเบาเสียงหน่อย”

           ชวีหงไม่กลัวที่หวังลี่ตงพูด กลับกล่าวอย่างเยาะเย้ยว่า “ข้าว่าพ่อของเจ้าถูกลาเตะหัวมาหรือไร บ้านหลี่จะสร้างเตียงดินก็ไม่ขัดเลยหรือ”

           “พ่อเจ้าสิถูกลาเตะหัว!” หวังลี่ตงคิดว่าตนเองแอบว่าหวังไห่ลับหลังได้แต่ไม่ต้องการให้ชวีหงด่าด้วย

           “ไอ้ลูกเต่า กินฉี่แมวเข้าไปหรือ ไม่รู้อะไรเป็นอะไรแล้วข้าไม่ยอมอยู่ให้เจ้าใช้แล้ว” ชวีหงด่าหวังลี่ตงไปหลายประโยคแล้วรีบย้ายก้นเดินไปที่กำแพงด้านหลังซึ่งเป็นกำแพงที่กั้นระหว่างบ้านของนางกับบ้านของหวังชุนเฟิน

           ชวีฮวาภรรยาของหวังชุนเฟิน เป็นลูกพี่ลูกน้องกับชวีหงทั้งสองเป็นคนที่หวังไห่รับมาจากชวีซื่อลูกพี่ลูกน้องของตน

           ชวีฮวาเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนแอ อายุมากกว่าหวังชุนเฟินสามปีก่อนหน้านี้มักถูกหวังชุนเฟินตบตีบ่อยๆ ภายหลังนางให้กำเนิดบุตรชายสี่คน

           หวังชุนเฟินตีชวีฮวาครั้งใด บุตรชายสี่คนก็จะรีบเข้ามาช่วยด้วยความโกรธบ้างจับเอวบ้างก็จับขา กดให้หวังชุนเฟินอยู่นิ่ง ทำให้เขาตบตีชวีฮวาไม่ได้อีก

           “ดูท่าทางโง่งมของเจ้าสิ ทำอาหารรสชาติแย่จนกินไม่ได้ ขนาดหมายังไม่กินเลย!” หวังชุนเฟินปาถ้วยลงพื้นอย่างแรง ระเบิดเสียงด่าออกมา

           นี่เพิ่งแยกบ้านไม่กี่วันถ้วยบ้านเขาก็แตกหมดแล้ว ทั้งหมดกลายเป็นถ้วยไม้หักๆ

           ปีนี้ชวีฮวาอายุสามสิบห้าแล้ว บริเวณหางตามีรอยตีนกา ผมขาวไปครึ่งหนึ่งดูแล้วยังแก่กว่าเฟิงซื่อที่อายุเท่ากันหลายสิบปี

           นางถูกตะคอกใส่กลัวจนลนลาน รีบก้มลงไปเก็บถ้วยไม้ขึ้นมาจากพื้นพูดเสียงเบาว่า “วันนี้ข้าเลอะเลือนไปแล้วใช้ไฟแรงจนโจ๊กเละ เจ้าอย่าโกรธเลย ฝืนกินสักคำเถิด”

           .......................................

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน