เศษบุปผา :พลิกชะตาบุปผาพร่างพราว (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 48 ทุกสิ่งพร้อมพรัก ขาดแต่ลมบูรพา

            ทุกคนเพิ่งคลายใจลงได้ก็ได้รับการเตือนจากเฉินจิ้งเจียอีกครั้ง

            เผยฉางชิงเองอดที่จะขมวดคิ้วเคร่งเสียมิได้การทำความรู้จักกับราชวงศ์นั้น เป็นสิ่งเขาไม่เคยพานพบมาก่อนย่อมมิอาจเอ่ยอันใดได้

            หากจะพูดเรื่องนี้เกรงว่าจะยิ่งข้ามหน้าข้ามตาป๋อชางโหวไปหรือไม่?

            ชายหนุ่มหันมองป๋อชางโหว“เรื่องนี้ ผู้น้อยไม่มีความคิดเห็นจริงๆ ขอรับมิทราบว่าท่านโหวคิดเห็นอย่างไรขอรับ?”

            “นี่มิใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก”ป๋อชางโหวกล่าว “หากคนของราชวงศ์จะมาก็มา พวกเราไม่ต้องตอบรับก็เป็นพอแล้วทางเบื้องบนเองก็มิอาจลงมือกับข้าได้เพียงเพราะเหตุนี้”

            เขามองเผยฉางชิงอีกครั้งอดที่จะพยักหน้าให้ในใจเสียมิได้ รู้จักพลิกแพลง รู้จักเข้าหาถอยออกเรื่องราวที่ไม่รู้ก็ไม่คุยโม้โอ้อวด นับว่ารับผิดชอบภารกิจใหญ่ได้ทีเดียว

            หลังจากทั้งหมดปรึกษาหาทางรับมือได้แล้วเผยฉางชิงก็ไม่อยู่รีรอนาน กลับเรือนพักเล็กของตนไปพร้อมเฉินอี้เหอศึกษาตำราของเขาต่อ

            เฉินจิ้งโหรวยังไม่รู้ตัวว่าสร้างปัญหาไว้มหาศาลเพียงใดเอาแต่กริ้วโกรธในใจคิดว่าป๋อชาโหวและเฉินอี้เหอจงใจทำเช่นนี้เพราะพวกเขาออกหน้าโมโหแทนเฉินจิ้งเจียก็เท่านั้น

            สุขภาพจ้าวอี๋เหนียงดีขึ้นจวนจะหายเป็นปลิดทิ้งทั้งยังลุกเดินเหินออกจากเตียงได้แล้วครั้นนึกได้ว่าไม่ได้รับประทานข้าวกับป๋อชางโหวมานานนางจึงมุ่งหน้ามายังครัวเล็กในเรือนพักวุ่นอยู่กับการตุ๋นน้ำแกงมังสวิรัติให้ป๋อชางโหว เพื่อกระชับความรู้สึกขึ้นอีกขั้น

            ทันใดนั้นเฉินจิ้งโหรวพลันพรวดพราดวิ่งเข้ามานางตกใจจนมือกระตุกนาบเข้ากับหม้อเดือดความปวดแสบปวดร้อนไหม้ลามปลายนิ้วทำเอานางชักมือกลับทันใด

            ทว่าเมื่อเห็นท่าทางเฉินจิ้งโหรวแล้วความอ่อนโยนจึงหวนกลับคืนมา “เป็นอะไรไป ไฉนเจ้าถึงดูโมโหขนาดนี้”นางพูดไปพลางเดินไปด้านข้าง เอามือจุ่มน้ำเย็นไว้

            เฉินจิ้งโหรวได้ทีจึงเล่าเรื่องราวของป๋อชางโหวเมื่อครู่ให้ฟังอย่างหมดเปลือกทั้งยังบอกว่าเป็นเพราะพวกเขาจงใจทำ เรื่องราวหาได้ร้ายแรงขนาดนั้น

            แน่นอนว่าจ้าวอี๋เหนียงย่อมเชื่อเฉินจิ้งโหรวอย่างไรเสียก็เป็นลูกสาวที่นางอุ้มท้องมานับสิบเดือน[1]ยิ่งไปกว่านั้นก่อนหน้าที่นางจะเป็นอี๋เหนียง ก็เป็นเพียงสาวใช้คิดจะให้นางมีความรู้หรือประสบการณ์อะไร เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้

            นางพยักหน้า“พ่อเจ้าโปรดปรานเฉินจิ้งเจียกระนั้นในเมื่อวันนี้เจ้าบอกมาแล้วว่าพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ชี้แนะให้คิดดูแล้ววันนี้คงมีผู้คนไม่น้อยมาดูตัวถึงบ้านแน่นอนเจ้าทำตัวดีให้สมกับเป็นคุณหนูรองก็พอแล้ว”

            ครั้นนึกถึงตรงนี้เฉินจิ้งโหรวพลันเผยสีหน้าเขินอาย “ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ จะเชื่อฟังท่านแม่เจ้าค่ะ”

            “กระนั้นท่านแม่บอกว่าไท่จื่อจะเสด็จมาหรือไม่เจ้าคะ?” เฉินจิ้งโหรวยังคงจมอยู่ในจินตนาการของตัวเองหากไท่จื่อทรงได้ยินข่าวลือนี้ จะมาดูตัวที่จวนหรือไม่? หากเขาโปรดปรานนางละก็นางจะกลายเป็นไท่จื่อเฟยของไท่จือได้หรือไม่นะ?

            เฉินจิ้งโหรวเอาแต่ตกอยู่ในห้วงภวังค์ฝันหาได้ทันสังเกตว่าสีหน้าจ้าวอี๋เหนียงเปลี่ยนไปแล้ว

            ต่อให้ไท่จื่อต้องการเกี่ยวดองกับจวนป๋อชางโหวเช่นนั้นย่อมเลือกเฉินจิ้งเจียที่เป็นบุตรสาวเอกของจวนอยู่แล้วไหนเลยจะมีที่ให้ไท่จื่อเฟยลูกอนุเช่นนี้?

            อย่างมากคงมีที่ว่างอย่างสนมให้นางนี่ยังถือว่ายกระดับให้นาง ทั้งยังเชิดชูจวนป๋อชางโหวของพวกเขาได้อีกด้วย!

            “ไท่จื่อจะเสด็จมาหรือไม่ไม่มีใครบอกได้แน่ชัดเช่นกัน เจ้าเองก็สงบจิตสงบใจอยู่ในวัดอันเหรินเถิดแม่จะดูแลให้เจ้าเอง” จ้าวอี๋เหนียงไม่อยากทำลายความฝันเฉินจิ้งโหรวจึงทำได้เพียงเอ่ยไปเช่นนี้

            คอยกระทั่งเฉินจิ้งโหรวเร้นจากไปสีหน้าจ้าวอี๋เหนียงจึงคร่ำเคร่งลงทันตานางหันขวับมองแม่นมซุนที่ยืนอยู่ข้างหลังตน “แม่นมเรื่องนั้นตระเตรียมการถึงไหนแล้ว?”

            นางรู้ดีว่าตราบใดที่เฉินจิ้งเจียยังอยู่ลูกสาวนางเฉินจิ้งโหรวย่อมไม่มีวันอยู่ในสายตาใครต่อใครแน่ ต่อให้มาดูตัวแต่มีหรือจะพิจารณาดูตัวเฉินจิ้งโหรวที่เป็นลูกอนุเช่นนี้?

            หรือต่อให้ชื่นชอบเฉินจิ้งโหรวจริงหากมิได้มาดูตัวให้ลูกอนุของบ้านเหมือนกันก็คงเป็นคนจากสกุลทั่วไปที่ไม่เด่นดังเหล่านั้น

            โหรวเอ๋อร์ของนางดีพร้อมขนาดนี้ไฉนถึงจะไปอยู่ในสกุลเหล่านั้นได้กัน? ไฉนถึงต้องไปแต่งภรรยาให้ลูกอนุด้วย?

            ครั้นเห็นสีหน้าจ้าวอี๋เหนียงแม่นมซุนจึงเอ่ยปากอย่างเคารพ “ทุกสิ่งพร้อมพรัก ขาดแต่ลมบูรพา[2]เจ้าค่ะคอยให้เหล่าฮูหยินและคุณหนูเหล่านั้นกลับเมืองไปพวกเราก็เริ่มลงมือได้แล้วเจ้าค่ะ”

            จ้าวอี๋เหนียงพยักหน้ารับ“เฉินจิ้งเจีย ปล่อยให้เจ้าได้ดีใจไปอีกสองวันก็แล้วกัน”

            เฉินจิ้งเจียที่ถูกหมายหัวไว้ยังไม่รู้ความเคลื่อนไหวของทางจ้าวอี๋เหนียงหลังจากหารือกับป๋อชางโหวและคนอื่นๆ เสร็จก็กลับเรือนเล็กของตนไป

            เพิ่งเข้าประตูไปก็เห็นซูชื่อนั่งอยู่ข้างในพร้อมซูหว่านซีที่เอาแต่เดินวนไปมา

            พวกนางได้ยินความเคลื่อนไหวตรงหน้าประตูต่างพากันเงยหน้ามองเป็นตาเดียว เมื่อเห็นเฉินจิ้งเจียซูหว่านซีพลันพรวดพราดเข้ามาดึงมือเฉินจิ้งเจียไว้ “เจียเอ๋อร์เรื่องที่เฉินจิ้งโหรวพูดเมื่อยามเที่ยงนั้น เหล่าฮูหยินหลายคนอาจได้ยินเข้าแล้วยามนี้มีคนเข้ามาสืบข่าวทางท่านแม่ข้าเป็นที่เรียบร้อย”

            สืบข่าวจากทางท่านป้าจงหรือ? เฉินจิ้งเจียชะงักงันไปชั่วขณะ กระนั้นก็เข้าใจอย่างรวดเร็ว

            มารดาของนางเพิ่งล่วงลับในจวนไร้ซึ่งสตรีผู้นำ อีกทั้งช่วงเวลานี้ก็ยังไม่ควรเอ่ยเรื่องเหล่านี้เช่นกัน

            หากแต่จงชื่อคือป้าของเฉินจิ้งเจียทั้งสองมีความสัมพันธ์ต่อกันมานาน หากลอบสืบข่าวจากทางนี้ก็คงย่อมได้

            ครั้นเห็นสีหน้าเฉินจิ้งเจียยังคงดังเดิมจงชื่อเป็นอันลอบถอนหายใจในใจเบาๆ นับตั้งแต่ซูเหยาจากไปเฉินจิ้งเจียก็กลายเป็นคนนิ่งเงียบระแวดระวังตัวไม่รู้เช่นกันว่าการที่ซูเหยาจากไปเป็นเรื่องดีหรือร้ายกันแน่

            “ท่านป้าเจ้าคะ”เฉินจิ้งเจียส่งเสียงเรียกนาง จากนั้นจึงหย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ข้างกัน

            จงชื่อมองนางราวกับมองเห็นสหายรักของตนผ่านไปพักหนึ่งถึงได้เอ่ยปาก“วันนี้มีฮูหยินหลายคนมาสืบข่าวเรื่องการหมั้นหมายแต่งงานของเจ้าจากข้าข้าทำได้เพียงบอกว่าไม่รู้สักเท่าไรแค่นั้น ในเมื่อพวกนางไม่ได้ข่าวจากข้าเช่นนั้นต้องไปตามข่าวจากทางอื่นแน่นอน เจ้าคิดไว้อย่างไรบ้าง?”

            นางคิดไว้อย่างไรหรือ? นางไม่เคยคาดคิดถึงเรื่องเหล่านี้ด้วยซ้ำ กลับเป็นเผยฉางชิงต่างหากที่...

            ใช่สิเจ้าหมอนั่นเป็นเพียงผู้ร่วมมือเท่านั้น

            “ท่านป้าท่านก็รู้ว่าแม่ข้าเพิ่งจากไป ยามนี้ข้าไม่มีใจคิดถึงเรื่องพวกนี้”เฉินจิ้งเจียบอกปัดเช่นกัน

            จงชื่อเข้าใจเป็นอย่างดี“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าจำต้องคุยกับพ่อเจ้าให้ดีเพื่อเลี่ยงมิให้ถึงเวลานั้นพวกเขาไปตามเค้นข่าวคราวที่พ่อเจ้า”

            นางไม่เอ่ยกับจ้าวอี๋เหนียงอย่างไรเสียจ้าวอี๋เหนียงก็หาใช่จะเลือกครอบครัวสามีดีๆ ให้เฉินจิ้งเจียเสียหน่อยหากฮูหยินเหล่านั้นไปสืบข่าวจากจ้าวอี๋เหนียง เกินครึ่งคงถูกนางปฏิเสธเป็นแน่

            เฉินจิ้งเจียยกยิ้ม“ขอพูดอย่างไม่ปิดบังท่านป้าเจียเอ๋อร์เพิ่งหารือเรื่องนี้กับท่านพ่อมาเมื่อครู่เองเจ้าค่ะ”

            “หืม?” จงชื่อชะงัก เฉินจิ้งเจียมีญาณรู้ล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อไร? หรือเป็นเพราะเรื่องนี้ข้องเกี่ยวกับราชวงศ์ ป๋อชางโหวถึงได้ใส่ใจขนาดนี้?

            ครั้นนึกถึงความเป็นไปได้สีหน้าจงชื่อพลันแปรเปลี่ยนในบัดดล พร้อมก่นด่าเฉินจิ้งโหรวในใจอย่างสาดเสียเทเสีย

            เฉินจิ้งเจียรั้งแขนจงชื่อไว้“ท่านป้าวางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะไว้ทุกข์ให้ท่านแม่สามปีก่อนถึงจะแต่งงานเจ้าค่ะ”

            ระยะเวลาสามปีจะเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นบ้างนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ทั้งสิ้น

            ยังดีกว่าชาติก่อนอยู่บ้างระยะเวลาสามปีที่ทำให้นางรักคนที่ไม่ควรรักจนสุดใจระยะเวลาสามปีที่ตัดขาดกับอนาคตทั้งหลาย หัวใจและสายตามีเพียงเขาคนเดียวหากแต่ท้ายสุดกลับพินาศจนมิอาจหวนคืน

            ชาตินี้ระยะเวลาสามปีมีมากพอให้นางทำเรื่องราวได้หลากหลายอย่างเช่นการสร้างให้ปีกตนเองแข็งแกร่งขึ้นรอคอยโอกาสโจมตีคนผู้นั้นให้เจ็บปวดทรมานอย่างถึงที่สุด

             

            ------------------------------------

            [1]ตั้งครรภ์สิบเดือน คือการที่ผู้หญิงตั้งครรภ์ 9 เดือน อีก 1เดือนต้องกักตัวหลังคลอด เลยเรียกระยะเวลาทั้งสองว่าตั้งครรภ์ 10 เดือน

            [2]ทุกสิ่งทุกอย่างในแผนพร้อมแล้ว เหลือเพียงตัวหลักของแผนการเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องเศษบุปผา :พลิกชะตาบุปผาพร่างพราว (จบ) ที่คุณอ่าน