การที่ซูเก๋อกำลังจะจัดพิธีสวมหมวก ส่งผลให้บรรยากาศทั่วเมืองเฉียนหลงคึกคักขึ้นมาทันตา เหล่าบุคคลสำคัญผู้มีหน้ามีตาในเมืองต่างได้รับเทียบเชิญ ทั้งตระกูลโจว ตระกูลอูหม่า เ้าเมือง เหล่าผู้นำสมาคมการค้าใหญ่ ๆ รวมถึงผู้นำตระกูลระดับรองลงมา เพียงแค่เทียบเชิญอย่างเดียวก็แจกจ่ายออกไปถึงหลายร้อยใบแล้ว
เมืองเฉียนหลงไม่ได้ครึกครื้นเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว ครั้งล่าสุดต้องย้อนไปตอนงานฉลองอายุครบหนึ่งร้อยปีของผู้นำตระกูลโจวโน่นเลย
ซูเก๋อ... นามที่ผู้คนจำนวนมากแทบจะลืมเลือนไปแล้ว พลันกลับมาโด่งดังไปทั่วทั้งเมืองเฉียนหลงอีกครั้ง ในเวลาสั้น ๆ เพียงหนึ่งวัน ผู้คนทั่วทั้งเมืองต่างก็ล่วงรู้กันทั่วว่า อัจฉริยะของตระกูลซูที่ออกไปเล่าเรียนด้านนอกได้เดินทางกลับมาแล้ว
...
ณ โถงประชุมตระกูลอูหม่า
"ตระกูลซูมีจุดประสงค์อันใดกันแน่?" ผู้นำตระกูลอูหม่าใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่น
อัจฉริยะตระกูลซูผู้เคยโด่งดังไปทั่วเมืองเฉียนหลงในยามนั้น ผู้นำตระกูลอูหม่ายังคงพอมีความทรงจำอยู่บ้าง เพียงแต่เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าตระกูลซูจะเอิกเกริกจัดงานใหญ่โตถึงเพียงนี้ เพียงเพื่อจัดพิธีบรรลุนิติภาวะให้แก่อัจฉริยะตระกูลซูคนหนึ่งจริง ๆ ฉะนั้นตระกูลซูจะต้องมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน
"ข้าเองก็นึกไม่ออกว่าตระกูลซูมีจุดประสงค์อันใด แต่ยืนยันได้ว่าตระกูลซูต้องแฝงเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายไว้แน่นอนขอรับ"
ชายวัยกลางคนสีหน้ามืดมนคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านล่างเอ่ยว่า "เพียงแค่อัจฉริยะคนเดียว ยังไม่พอที่จะทำให้ตระกูลซูต้องระดมพลจัดงานใหญ่โตปานนี้ นอกจากตระกูลซูจะมีเงินทองเหลือล้นจนใช้ไม่หมด มิเช่นนั้นจะจัดพิธีบรรลุนิติภาวะเอิกเกริกถึงเพียงนี้ได้อย่างไร อย่างไรเขาก็เป็แค่เด็กเมื่อวานซืนของตระกูลซู มีคุณสมบัติอันใดมาเชิญผู้ใหญ่ระดับสูงมากมายมาร่วมงานบรรลุนิติภาวะของตนเอง?"
ผู้นำตระกูลอูหม่าครุ่นคิดอย่างหนัก ทว่าก็ยังคงไม่เข้าใจจุดประสงค์ของตระกูลซูอยู่ดี
"ช่างเถิด ทหารมาขุนพลรับ น้ำมาดินต้าน" สุดท้ายผู้นำตระกูลอูหม่าก็เอ่ยว่า "พิธีบรรลุนิติภาวะในวันพรุ่งนี้ ข้าจะไปร่วมงานอย่างแน่นอน ข้าอยากจะรู้นักว่า ตระกูลซูคิดจะเล่นพิเรนทร์อันใดอีก"
...
เช้าตรู่วันต่อมา คนในตระกูลซูต่างเร่งรีบจัดเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็สำหรับพิธีบรรลุนิติภาวะ เพราะผู้นำตระกูลให้ความสำคัญกับพิธีบรรลุนิติภาวะของซูเก๋อเป็อย่างยิ่ง ถึงขั้นเชื้อเชิญยอดพ่อครัวชื่อดังแห่งเมืองเฉียนหลงมาปรุงอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งพ่อครัวเหล่านี้ล้วนเป็หัวหน้าพ่อครัวประจำหอสุราต่าง ๆ ในเมืองเฉียนหลง ฝีมือทั้งประณีตล้ำเลิศและได้รับคำชมเชยอย่างกว้างขวาง
ทุกคนััได้ถึงความสำคัญที่ผู้นำตระกูลมอบให้แก่พิธีบรรลุนิติภาวะครั้งนี้ เมื่อลงมือทำงานก็ย่อมใส่ใจพิถีพิถันเป็ธรรมดา
ในวันนี้ซูเก๋อตื่นนอนแต่เช้าตรู่ หลังจากล้างหน้าล้างตาแล้ว ก็กินอาหารเช้าอย่างง่าย ๆ ก่อนที่คนในตระกูลผู้หนึ่งจะเดินทางมายังเรือนของเขา
"ซูเก๋อ ท่านผู้นำตระกูลเชิญให้ไปพบ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูเก๋อก็พยักหน้า เขารู้ดีว่าพิธีบรรลุนิติภาวะกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
"จางหลิน อีกครู่ข้าอาจจะยุ่งอยู่บ้าง คงไม่อาจอยู่เป็เพื่อนเ้าได้ เ้าไปอยู่กับท่านพ่อท่านแม่ของข้าก่อนนะ"
"วันนี้เป็วันสำคัญของเ้า ไม่ต้องมาห่วงข้าหรอก" จางหลินหัวเราะร่า
หลังจากร่ำลาจางหลินแล้ว ซูเก๋อก็เดินตามคนในตระกูลผู้นั้นไปยังศาลบรรพชนตระกูลซู
คนในตระกูลผู้นั้นหยุดลงที่หน้าประตูศาลบรรพชนตระกูลซู ก่อนเอ่ยเข้าไปข้างในว่า "ท่านผู้นำตระกูล ซูเก๋อมาถึงแล้วขอรับ"
หลังจากผู้นำตระกูลเดินออกมาจากศาลบรรพชน ก็ยิ้มกล่าวกับคนในตระกูลผู้นั้นว่า "เอาล่ะ ลำบากเ้าแล้ว เ้าไปทำเื่อื่นต่อเถิด"
รอจนคนในตระกูลผู้นั้นผละจากไป ผู้นำตระกูลก็เอ่ยกับซูเก๋อว่า "ซูเก๋อ เ้าตามข้าเข้ามาข้างในก่อน"
เมื่อเห็นท่าทางลึกลับของผู้นำตระกูล ในใจของซูเก๋อก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย จากนั้นจึงเดินตามหลังผู้นำตระกูลเข้าไปในศาลบรรพชนตระกูลซูอย่างว่าง่าย
หลังจากเข้ามาภายในศาลบรรพชนตระกูลซูแล้ว ซูเก๋อก็กวาดสายตาเห็นป้ายิญญาตั้งเรียงรายแน่นขนัด ป้ายิญญาแต่ละป้ายล้วนเป็ตัวแทนของคนในตระกูลซูหนึ่งคน โดยแถวบนสุดล้วนเป็เหล่าบรรพบุรุษของตระกูลซู
เมื่อผู้นำตระกูลเข้ามาภายในศาลบรรพชน สายตาก็จับจ้องป้ายิญญาที่วางเรียงรายเ่าั้ ราวกับตกอยู่ในภวังค์ความคิด ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอยู่นานพักใหญ่
ในเมื่อผู้นำตระกูลไม่ส่งเสียง ซูเก๋อย่อมไม่กล้ารบกวน ทั่วทั้งห้องที่มีเพียงผู้นำตระกูลและซูเก๋อสองคนจึงเงียบสงบยิ่งนัก
"ซูเก๋อ เ้าเคยสงสัยหรือไม่ว่า เหตุใดตระกูลซูของพวกเราจึงกลายเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองเฉียนหลงได้? และในอดีตพวกเราปักหลักหยั่งรากในเมืองเฉียนหลงได้อย่างไร?" ผู้นำตระกูลเอ่ยถามขึ้นมากะทันหัน
ซูเก๋อชะงักไปครู่หนึ่ง เดิมทีเขาไม่ได้ครุ่นคิดถึงเื่เ่าั้มากนัก ทว่าเมื่อผู้นำตระกูลยกขึ้นมาเอ่ย เขาก็พลันเกิดความสนใจขึ้นมาเช่นกัน
"เพราะตระกูลซูของพวกเราเคยให้กำเนิดบรรพบุรุษอันยิ่งใหญ่หรือขอรับ?" ซูเก๋อคาดเดา
การที่ตระกูลหนึ่งจะผงาดขึ้นมาได้นั้น มักเป็เพราะภายในตระกูลกำเนิดอัจฉริยบุคคลขึ้นมา เมื่ออัจฉริยะคนนั้นเติบใหญ่ขึ้น ก็จะสามารถนำพาให้ทั่วทั้งตระกูลผงาดขึ้นมาได้
อัจฉริยะชั้นยอดเพียงคนเดียว ก็มีหวังสร้างตระกูลชั้นยอดขึ้นมาได้แล้ว เหมือนกับยอดฝีมือสามอันดับแรกแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย ทุกคนต่างมีความสามารถเช่นนี้กันทั้งสิ้น
ทว่าผู้นำตระกูลกลับส่ายศีรษะ "ตระกูลซูเคยกำเนิดอัจฉริยะขึ้นมามากมายจริง แต่นั่นเป็เพียงเหตุผลที่ทำให้ตระกูลซูยืนหยัดไม่ล้มลงมาเนิ่นนานหลายร้อยปี ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ตระกูลซูก้าวขึ้นเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองเฉียนหลง"
ซูเก๋อเกาศีรษะ "เช่นนั้นข้าก็คาดเดาไม่ออกแล้วขอรับ"
ผู้นำตระกูลจ้องมองซูเก๋อ แม้อีกฝ่ายจะมีอายุน้อย ใบหน้ายังคงแฝงความไร้เดียงสา แต่พร์กลับโดดเด่นสะกดผู้คน
"เกี่ยวกับความลับนี้ มีเพียงผู้นำตระกูลแต่ละรุ่นเท่านั้นจึงจะล่วงรู้ ข้าเองก็เพิ่งรู้ความลับนี้จากปากท่านผู้นำตระกูลคนก่อน ยามที่เข้ารับตำแหน่งผู้นำตระกูลเช่นกัน" สีหน้าของผู้นำตระกูลเคร่งเครียดขึ้นมา
"เดิมทีข้าเคยคิดว่าจะสั่งสอนบุตรชายของข้าให้กลายเป็ผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปดีหรือไม่ น่าเสียดายที่พร์ของเขามีจำกัด ไม่อาจแบกรับภาระใหญ่หลวงได้"
ซูเก๋อตั้งใจฟังอย่างนิ่งเงียบ
หลังจากผู้นำตระกูลมองซูเก๋อสักพัก เขาก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า "ยังดีที่เ้าไม่ทำให้พวกเราผิดหวัง ข้าเชื่อว่าภายใต้การนำทางของเ้า ภายภาคหน้าตระกูลซูจะสามารถหวนคืนสู่ความเกรียงไกรได้อย่างแน่นอน"
หวนคืนสู่ความเกรียงไกรอย่างนั้นหรือ? คำกล่าวนี้ของท่านผู้นำตระกูลชวนให้ฉงนและเก็บไปขบคิดยิ่งนัก
ซูเก๋อที่ได้ยินก็รู้สึกลนลานอยู่บ้าง จึงกล่าวออกไปว่า "ท่านผู้นำตระกูล ข้า... ข้ายังห่างไกลนัก ไม่อาจรับผิดชอบหน้าที่ผู้นำตระกูลได้หรอกขอรับ"
"รีบร้อนอันใด... ข้าก็ไม่ได้บอกให้เ้าเข้ารับตำแหน่งยามนี้เสียหน่อย หรือว่าเ้าอยากจะแช่งให้ข้าตายเร็ว ๆ ?" ผู้นำตระกูลกลอกตาใส่
ด้านซูเก๋อก็หัวเราะแห้ง ๆ
"เดิมทีข้าไม่ได้ตั้งใจจะบอกเ้าเร็วถึงเพียงนี้ แต่ระยะนี้พวกมารนอกพิภพกำเริบเสิบสานขึ้นทุกที ข้าเกรงว่า..."
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ ผู้นำตระกูลก็ส่ายศีรษะไปมา และได้แต่กล่าวว่า "หวังว่าข้าจะคิดมากไปเองก็แล้วกัน"
หลังจากเว้น่ไปสักพัก ผู้นำตระกูลก็กล่าวต่อว่า "ซูเก๋อ คำพูดต่อจากนี้ของข้า เ้าต้องตั้งใจฟังให้ดี และจดจำไว้ให้ขึ้นใจ"
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของผู้นำตระกูล ซูเก๋อก็จริงจังขึ้นมาเช่นกัน และตอบรับคำอย่างหนักแน่น "ขอรับ"
"อันที่จริงตระกูลซูของพวกเราไม่ใช่ตระกูลดั้งเดิมของราชวงศ์ต้าเซี่ย" ผู้นำตระกูลเปิดปากก็เปิดเผยความลับะเืขวัญออกมาทันที
ดวงตาของเขาสุกใสเป็ประกาย ใบหน้าแฝงความภาคภูมิใจ "ตระกูลซูของพวกเรา เดิมทีมาจากจักรวรรดิที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งดินแดนเทียนหยวน... นั่นคือจักรวรรดิเทียนหลาน ทั้งยังเป็หนึ่งในตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งจักรวรรดิเทียนหลานด้วย
ในยุครุ่งเรืองที่สุด ตระกูลซูของพวกเรามียอดฝีมือขั้นเนี่ยผานหลายสิบคน ส่วนบรรพบุรุษตระกูลซูของพวกเรายิ่งเป็ยอดฝีมือขั้นเซิ่งจิ้งในตำนาน หากมองไปทั่วทั้งแดนเทียนหยวน ตระกูลที่พอจะเทียบเคียงตระกูลซูของพวกเราได้ สามารถนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว"
เมื่อได้คำกล่าวนั้น ซูเก๋อก็อ้าปากค้าง ตระกูลซูมีที่มาที่ไปน่าตื่นตะลึงถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
"เมื่อสามร้อยห้าสิบปีก่อน ตระกูลคู่ปรับตลอดกาลของตระกูลซูอย่างตระกูลฉือแห่งเทียนเหมิน ได้กำเนิดอัจฉริยะผู้เกรียงไกรขึ้นมาคนหนึ่ง เพียงไม่กี่สิบปีก็ก้าวเข้าสู่ขั้นเซิ่งจิ้ง บรรพบุรุษตระกูลซูของพวกเราพลาดพลั้ง ถูกบรรพบุรุษตระกูลฉือและอัจฉริยะผู้นั้นผนึกกำลังกันสังหาร ส่งผลให้ทั้งตระกูลซูต้องล่มสลาย คนในตระกูลส่วนใหญ่ถูกตระกูลฉือสังหารสิ้น มีเพียงสายของพวกเราเท่านั้นที่โชคดีหลบหนีออกมาได้"
"แม้ตระกูลซูของพวกเราจะตกต่ำลงไป แต่บรรพบุรุษขั้นเนี่ยผานในยามนั้นก็นำพาตระกูลซูที่เหลือรอดมาปักหลักหยั่งรากในเมืองเฉียนหลงแห่งนี้"
"เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกตระกูลฉือตามไล่ล่า บรรพบุรุษขั้นเนี่ยผานท่านนั้นจึงวางตัวถ่อมตนอย่างยิ่ง คนในตระกูลต่างเปลี่ยนชื่อแซ่เปลี่ยนตัวตน ไม่เคยเอ่ยถึงเื่ราวในอดีตของตระกูลอีกเลย หลังผ่านพ้นไปเนิ่นนานหลายร้อยปี ผู้คนเกือบทั้งหมดล้วนลืมเลือนเื่ราวในอดีตไปหมดสิ้น มีเพียงผู้นำตระกูลแต่ละรุ่นเท่านั้นที่จะได้รับการถ่ายทอดความลับนี้"
"สุดท้าย บรรพบุรุษขั้นเนี่ยผานท่านนั้นก็ตรอมใจเพราะได้รับาเ็สาหัส หลังประคองร่างกายมาได้เพียงไม่กี่สิบปีก็สิ้นอายุขัยไป"
ผู้นำตระกูลได้แต่ทอดถอนใจ ผู้ใดจะไปคิดเล่าว่า ตระกูลซูผู้ยิ่งใหญ่สะท้านแดนเทียนหยวนในอดีต เพียงไม่กี่ร้อยปีจะตกต่ำลงมาถึงเพียงนี้
"ตระกูลซูของพวกเราเคยเกรียงไกรถึงเพียงนี้เชียวหรือ?" ซูเก๋อรู้สึกตื่นตะลึงยิ่งนัก
ทว่าตระกูลซูที่เกรียงไกรถึงเพียงนั้น ยามนี้กลับตกต่ำลงมาถึงระดับนี้ ช่างชวนให้รู้สึกปวดใจยิ่งนัก
"ยอดฝีมือขั้นเซิ่งจิ้งสองคน... ศัตรูของตระกูลซูแข็งแกร่งเกินไปแล้ว" อารมณ์ของซูเก๋อหนักอึ้งเล็กน้อย เพราะศัตรูที่สามารถฉุดตระกูลซูที่กำลังรุ่งโรจน์ลงมาจากสรวง์ได้ ย่อมต้องน่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าแน่นอน
ผู้นำตระกูลส่ายศีรษะเอ่ยว่า "ที่ข้าบอกเื่เหล่านี้แก่เ้า ไม่ใช่คาดหวังให้เ้าไปแก้แค้นหรอกนะ พูดตามตรง ขั้นเซิ่งจิ้งสองคน ข้าไม่เคยเพ้อฝันถึงเื่การแก้แค้นเลยแม้แต่น้อย มันไม่สมจริงเอาเสียเลย"
ยอดฝีมือขั้นเซิ่งจิ้งสองคน ประหนึ่งขุนเขาสูงใหญ่สองลูกที่ตั้งตระหง่าน พอที่จะทำให้ผู้คนสิ้นหวังได้เลย
ผู้นำตระกูลเอ่ยอย่างจริงจังว่า "ข้าเพียงอยากให้เ้าได้รู้ว่า ตระกูลซูในอดีตนั้นเคยเกรียงไกรเพียงใด ข้าหวังว่าเ้าจะไม่ลืมเลือนความภาคภูมิใจของตระกูลซู แล้วนำทางตระกูลซูให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หากในวันใดวันหนึ่ง ตระกูลซูสามารถหวนคืนสู่ความเกรียงไกรได้อีกครั้ง ข้าคิดว่า ต่อให้ข้าตายไปก็คงนอนตายตาหลับแล้ว และนี่ก็คือความปรารถนาของตระกูลซูเราจากรุ่นสู่รุ่นเช่นกัน"
บัดนี้ผู้นำตระกูลได้มองเห็นความหวังที่จะทำให้ความปรารถนานี้เป็จริงจากตัวของซูเก๋อแล้ว