กวนจื้อกั๋วในตอนนี้เชี่ยวชาญงานเป็นอย่างดี สามารถทำงานแทนเธอได้อย่างไม่มีปัญหา คังอิงสังเกตอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่พบอะไรผิดปกติ จึงได้เดินจากไปพร้อมกับกวนเสี่ยว
คังอิงเอ่ยถามกวนเสี่ยวระหว่างทางว่า “พนักงานที่มีความลำบากแบบเหล่ากวน ยังมีอีกกี่คน? คุณไปสำรวจสถานการณ์แล้วลองรวบรวมข้อมูลพวกนี้มานะ จดบันทึกความยากลำบากของพวกเขาไว้ เดี๋ยวสหภาพแรงงานของบริษัทเราจะไปเยี่ยมเยียนและให้ความช่วยเหลือ”
กวนเสี่ยวรู้สึกอบอุ่นใจ เธอไม่คิดเลยว่าเจ้านายของบริษัทเอกชนแห่งนี้จะมีจิตสำนึกที่ดี และยังเต็มใจเสียเงินไปเยี่ยมเยียนพนักงาน เธอคิดว่าหลังจากนี้พวกเขาคงไม่ได้รับสวัสดิการเช่นนี้อีกแล้ว กวนเสี่ยวจึงตอบตกลงด้วยความยินดี
“ได้ค่ะ ท่านประธาน เดี๋ยวฉันจะรีบรวบรวมข้อมูลให้ค่ะ”
เมื่อพนักงานรู้ว่าสินค้าจะถูกส่งมาตามกำหนด พวกเขาก็รู้สึกโล่งอก ตอนที่พวกเขาเดินเข้ามาในห้างสรรพสินค้าแล้วเห็นว่าชั้นวางสินค้าโล่งๆ ก็กลัวว่าคังอิงจะไม่มีเงินทุน จนไม่มีสินค้ามาขาย แต่ตอนนี้พอเห็นสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ส่งเข้ามา ทุกคนก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง
วิธีการจูงใจด้วยการมอบสิทธิ์ถือหุ้นที่คังอิงเสนอนั้นได้รับการยอมรับจากพนักงาน พวกเขามองดูห้างสรรพสินค้าที่ดูใหม่เอี่ยมและสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่เหล่านี้ ราวกับเป็นสิ่งของในบ้านของพวกเขา ทุกคนต่างก็ขนย้ายพวกมันอย่างระมัดระวัง กลัวว่าสินค้าพวกนี้จะเสียหาย หรือบุบสลาย จนกลายเป็นสินค้ามีตำหนิ ซึ่งนั่นคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเอามาก
กลไกที่ดีนั้นเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ผู้คนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กลไกนี้ คังอิงเพียงแค่ผลักดันพวกเขาเบาๆ พวกเขาก็สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ สิ่งที่คังอิงต้องทำคือการชี้นำและผลักดัน ในอนาคตเธอคงไม่ต้องเปลืองแรงอีกแล้ว
ดังนั้นเมื่อสือเจียงหย่วนเห็นคังอิงกลับมาที่ห้องทำงานเร็วมาก แถมยังหยิบหมากรุกห้าแถวออกมาวางเตรียมจะเล่นกับเขา สือเจียงหย่วนก็หัวเราะออกมา
“วันแรกที่ห้างเปิดทำการ คุณที่เป็นถึงเจ้านาย แต่ว่างมากจริงๆ นะครับ”
“เจ้านายมีหน้าที่ตัดสินใจ กำหนดทิศทางในการดำเนินธุรกิจ และคอยควบคุมสถานการณ์ ไม่ใช่ไปเป็นแค่คนขนย้ายสินค้า หากฉันลงมือทำเรื่องพวกนี้เอง ห้างคงไม่มีวันเติบโตหรอก” คังอิงกล่าวอย่างใจเย็น
สือเจียงหย่วนเคยลงทุนในโครงการต่างๆ มากมาย แต่เขายังไม่เคยลงทุนในร้านขายสินค้าจริงๆ อย่างห้างสรรพสินค้ามิตรภาพมาก่อน เมื่อเห็นคังอิงทำตัวสบายๆ เช่นนี้ เขาที่อดสงสัยไม่ได้เอ่ยถามว่า
“อีกสามวันห้างก็จะเปิดทำการแล้ว ผมรู้ว่าคุณเตรียมตัวมาเยอะมาก ทั้งให้สถานีโทรทัศน์ประจำอำเภอโฆษณาให้ แล้วยังส่งคนไปแจกใบปลิวอีก แต่...วันนั้นจะมีลูกค้ามาเยอะจริงๆ เหรอครับ? แล้วถ้าหากไม่มีคนมาล่ะ จะทำอย่างไร?”
ก่อนที่ห้างจะเปิดทำการนั้น ไม่มีใครกล้ามั่นใจว่าห้างสรรพสินค้าของตนเองจะขายดิบขายดี แต่คังอิงกลับกล่าวอย่างหนักแน่น
“แน่นอนว่าไม่มีปัญหาหรอกค่ะ ที่กวนเสี่ยวพูดมาก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ร้านจะไม่ใช่แค่ขายดิบขายดีสามวันหรอก แต่มันจะขายดีอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ขึ้นไป”
สือเจียงหย่วนหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวว่า “หากมันดีอย่างที่คุณคิดจริงๆ ก็คงดี อำเภอหลี่ว์มีประชากรอยู่แค่นี้เอง ผมกลัวว่าจะไม่สามารถรองรับสถานการณ์เช่นนั้นได้ก็แค่นั้น”
“ความปรารถนาในการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนนั้นไม่มีที่สิ้นสุด เพียงแต่ว่าตอนนี้มันยังไม่ปะทุออกมาเท่านั้นแหละค่ะ ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แบบนี้เป็นช่องทางที่ดีที่สุดที่จะกระตุ้นความต้องการซื้อของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นฉันยังกำหนดโปรโมชันต่างๆ มากมายเอาไว้ในโฆษณาช่วงเปิดร้าน และยังลดราคาสินค้าหลายรายการแล้วด้วย ฉันคิดว่าทุกคนต้องสนใจมันอย่างแน่นอนค่ะ”
คังอิงเคยอ่านหนังสือและนิตยสารที่อธิบายเกี่ยวกับยุคสมัยนี้มากมาย เธอจึงรู้ว่า แม้คนในยุคนี้จะรายได้ไม่มากนัก แต่พวกเขาก็ใฝ่ฝันที่จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งในตอนนี้คนมักจะเรียกมันว่า ‘สินค้าชิ้นใหญ่’
สินค้าชิ้นใหญ่ที่สำคัญที่สุดก็คือเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ล้วนแต่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ผู้คนในยุคนี้ต่างพากันใฝ่หา
สือเจียงหย่วนคิดว่าทางที่ดีเขาควรจะวางตัวเป็นเจ้าของร้านที่นั่งเฉยๆ เพราะทุกครั้งที่เขามีข้อสงสัย คังอิงก็สามารถหยิบยกเหตุผลต่างๆ นานาออกมาอธิบายได้อย่างคล่องแคล่ว และยังฟังดูมีเหตุมีผลอีกด้วย
สือเจียงหย่วนจึงหยิบกล่องหมากล้อมสีขาวดำออกมาวาง แล้วก็ยื่นกล่องย่อยสีดำให้กับคังอิงพลางบอกว่า “มาเล่นหมากรุกห้าเม็ดกันเถอะ!”
ยิ่งคังอิงรู้สึกตึงเครียดมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งชอบที่จะหาเรื่องอย่างอื่นมาทำให้สมองได้ใช้งาน เพื่อที่จะได้สงบสติอารมณ์
คังอิงไม่รู้ว่าสือเจียงหย่วนรู้ข้อนี้หรือเปล่า เมื่อเห็นเขาเลือกที่จะเล่นหมากรุกห้าเม็ดเป็นเพื่อนเธออย่างเงียบๆ ในใจก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก เธอคิดว่าคู่หูคนนี้ของเธอเป็นคนดีมาก ดีกว่าผู้ช่วยคนไหนๆ ที่เธอเคยมีมาก่อน
ถ้าไม่ใช่เพราะสือเจียงหย่วนไม่ใช่คนท้องถิ่นและเป็นเจ้านายของเธอ คังอิงคงยื้อสือเจียงหย่วนเอาไว้เป็นผู้ช่วยแน่ๆ
โชคดีที่สือเจียงหย่วนไม่รู้ความคิดนี้ของคังอิง มิเช่นนั้นแล้วเขาจะเป็นอย่างไร?
บางทีเขาอาจจะบอกเงินเดือนที่มากมายมหาศาล แล้วเต็มใจที่จะอยู่ต่อก็เป็นได้ ใครจะไปรู้...
ดังนั้นตอนที่กวนเสี่ยวเดินเข้ามาในห้องทำงานพร้อมกับบรรยากาศครึกครื้นของห้างสรรพสินค้า บรรยากาศที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความคึกคักนอกห้องทำงาน เทียบกับบรรยากาศเงียบสงบในห้องทำงานนั้น ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ซึ่งทำให้กวนเสี่ยวรู้สึกตะลึงงันไปชั่วขณะ
พอเห็นท่านประธานคังกำลังเล่นหมากรุกห้าเม็ดกับสือเจียงหย่วนอย่างใจเย็น กวนเสี่ยวก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้าดูแปลกประหลาดมาก แต่ทว่าในความแปลกประหลาดนั้นกลับแฝงไปด้วยความกลมกลืนอย่างบอกไม่ถูก
ใช่แล้ว ท่านประธานคังคือผู้บัญชาการทหาร ถึงจะมีทหารมากมายสักแค่ไหนด้านนอก ถึงเลือดเนื้อจะกระจายไปทั่วสนามรบ แต่ตราบใดที่ผู้บัญชาการทหารยังคงนั่งบัญชาการอยู่ภายในกระโจมอย่างใจเย็นแล้วคุมสถานการณ์เอาไว้ให้มั่น ขอแค่เธอนั่งอยู่ที่นี่โดยไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย เดี๋ยวสถานการณ์ในสงครามก็จะชัดเจนขึ้นมาเอง
การเปลี่ยนแปลงจากความไม่คุ้นเคยจนกลายเป็นเคยชินนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา กวนเสี่ยวรู้สึกว่านี่แหละคือท่านประธานคัง นี่แหละคือหลักประกันความมั่นคงของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?” คังอิงละสายตาจากกระดานหมากแล้วเงยหน้ามองกวนเสี่ยว
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ ฉันแค่จะมารายงานว่าตอนนี้รับสินค้าเรียบร้อยและ ตรวจสอบถูกต้องแล้ว ตอนนี้ทุกคนกำลังนำสินค้าไปวางไว้บนชั้น
แล้วฉันก็รวบรวมรายชื่อพนักงานที่มีความยากลำบากเรียบร้อยแล้วค่ะ ท่านประธานจะดูหน่อยไหมคะ?” กวนเสี่ยวรายงาน
“คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพจริงๆ” คำพูดของคังอิงทำให้กวนเสี่ยวรู้สึกทั้งประหลาดใจและดีใจ เธอรีบส่งรายชื่อที่รวบรวมเสร็จเรียบร้อยแล้วให้กับคังอิงทันที
ตอนนี้เป็นตาของสือเจียงหย่วนพอดี เขากำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะวางหมากสีขาวลงที่ช่องไหนดี
เมื่อคังอิงเห็นว่าเขาตัดสินใจไม่ได้เสียที เธอจึงรับรายชื่อที่กวนเสี่ยวยื่นมาให้แล้วอ่านดูอย่างละเอียด จากนั้นเธอก็กล่าวว่า
“มีพนักงานสี่คนที่กำลังประสบปัญหา ถือว่าเยอะมากเลยนะ เกือบหนึ่งในแปดของพนักงานทั้งหมด ฉันว่าสหภาพแรงงานของเราควรจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ”
คังอิงขมวดคิ้ว เธอนึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้สหภาพแรงงานยังไม่มีการประกันสุขภาพสำหรับพนักงาน ในยุคสมัยของเธอ สหภาพแรงงานได้จัดตั้งระบบการช่วยเหลือที่ครบวงจร สามารถช่วยเหลือพนักงานที่ป่วย พิการ และยากจนได้
ส่วนสภาพสังคมในปัจจุบันนั้น ระบบการช่วยเหลือแบบนี้ยังไม่แพร่หลาย กฎระเบียบต่างๆ ยังคงอยู่ในระหว่างการปรับตัว
ทันใดนั้นคังอิงก็เกิดความคิดขึ้นมา ใช่แล้ว นี่คือการประกันร่วมกัน เธอคิดว่าในอนาคต ภายใต้การนำของสหภาพแรงงาน อาจจะจัดตั้งกลไกที่ให้พนักงานสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้
แน่นอนว่า เงินทุนส่วนใหญ่นั้นจะต้องมาจากบริษัท ส่วนพนักงานจะเป็นคนออกเงินส่วนน้อย เดี๋ยวค่อยให้พนักงานสมัครใจเข้าร่วมก็แล้วกัน
คังอิงเกิดความคิดขึ้นมา แต่เก็บมันเอาไว้ในใจ เพราะการดำเนินการในขั้นตอนต่อไปต้องดูสถานการณ์ผลกำไรของห้างสรรพสินค้าหลังจากเปิดทำการก่อน เพราะการจะมีกำลังทรัพย์ที่จะใช้ทำอะไรก็ตามนั้น ต้องมีเงินเป็นพื้นฐาน