แสงแดดส่องแดดยามเช้าลอดผ่านห้องนอนของสองพี่น้อง เว่ยเมิ่งขยี้ตาเบาๆลุกขึ้นมาจากเตียงนอนที่นุ่มสบาย ชายหนุ่มหันไปมองพี่สาวที่ยังไม่ตื่น ร่างของเสวี่ยฟางนอนจมเตียงนุ่มสบายราวกับเตียงนอนได้กลืนกินร่างนางไป นางใช้ผ้าห่มคลุมส่วนใบหน้าทำให้แสงแดดไม่อาจสัมผัสดวงตาของนางใช้หนุ่มเดินไปที่อ่างน้ำเล็กๆที่ใช้สำหรับล้างหน้า สองมือกวักน้ำชะล้างใบหน้า กรอกน้ำบ้วนปากใส่อ่างเล็กๆอีกใบ เว่ยเมิ่งเดินออกนอกห้องมาทางห้องโถงของวิหาร แต่ก็ต้องแปลกใจ ร่างหญิงสาวงดงามมากมายกำลังปัดถูเช็ดกวาดส่วนต่างๆของวิหาร เหล่าสาวใช้ผู้งดงามเมื่อเห็นผู้มาใหม่ก็ชะงักไปเล็กน้อย พวกนางโค้งก้มหัวให้ชายหนุ่มเป็นเชิงทำความเคารพ คราวนี้เป็นเว่ยเมิ่งที่เหวอไป ชายรีบโค้งหัวกลับเป็นการทักทายเห็นท่าทีเหวอไปของชายหนุ่มผู้ เหล่าสาวงามของวิหารแห่งชัยชนะต่างหัวเราะคิกคัก ภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของสาวงามชั่งชวนให้เบิกบานใจเว่ยเมิ่งยิ้มเขินๆรีบเดินออกไปออกไปนอกวิหารแห่งชัยชนะ ท้องฟ้าสีครามที่ไร้ซึ่งเมฆใดๆ ดวงตะวันเชิดฉายไปทั่วพื้นดิน ทว่าเว่ยเมิ่งกลับไม่รู้สึกร้อนอะไรเพียงแค่เห็นว่ามันอุ่นๆเท่านั้นชายหนุ่มบิดตัวและลำคอไปมา นานแล้วจริงๆที่เขาไม่ได้มาออกกำลังกายยามเช้าแบบนี้ เว่ยเมิ่งสูดลมหายใจยามเช้าเดินลมปราณไปตามร่างกาย พลังปราณไหลเวียนไปตามร่างกายเหมือนปกติ ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป“พลังของเราลดลงจริงๆด้วย...” เว่ยเมิ่งขมวดคิ้วพึมพำ“พลังของเจ้าไม่ได้ลดลงหรอก...มันแค่กลับไปอยู่ในเท่าที่มันควรจะอยู่เท่านั้นเอง” เสียงของสตรีดังมาจากทางวิหารเว่ยเมิ่งหันไปมอง ก็เห็นเทพีแห่งชัยชนะกำลังเดินมาทางเขา ไนกี้พยักหน้าให้ชายหนุ่มเป็นการทักทายยามเช้า ชายหนุ่มประสานมือทักทายเทพีสาว“ท่านไนกี้....ที่ท่านบอกว่าพลังของข้ากลับอยู่ในที่ๆควรอยู่ หรือมันจะเกี่ยวข้องกับ.......”“ใช้ อย่างที่เจ้าคิดนั้นแหละ โลหิตของสี่สัตว์เทพไม่เพียงแต่สร้างชีวิตเท่านั้น แต่ยังมอบพลังและเพิ่มพูนให้อีกด้วย อืม..แต่ก็เฉพาะยามเมื่อยืนอยู่ในแผ่นดินของเจ้าเท่านั้นนะ” ไนกี้จับคางด้วยสีหน้าครุ่นคิด “เพิ่มขึ้นน่าจะซักสิบเท่าเห็นจะได้”“ฮาๆ งั้นแสดงว่าตอนนี้ข้าพเจ้าอ่อนแอกว่าเดิมสิบเท่าสินะ” ชายหนุ่มหัวเราะเทพีสาวยักไหล่ “ในความเห็นของเราก็นับว่าโชคชะตาไม่โหดร้ายกับผู้อื่นมากเกินไป เจ้าตอนที่อยู่บนแผ่นดินสี่สัตว์เทพนับว่าแข็งแกร่งเกินมนุษย์ไปมากโข ลดลงมาหน่อยก็ดีจะได้ยุติธรรมกับผู้อื่น อีกอย่างเจ้าในตอนนี้ก็ยังนับว่าเป็นสัตว์ประหลาดสำหรับมนุษย์อยู่ดี น่าจะพอๆกับพวกวีรชนด้วยซ้ำ”“วีรชน?”“อ่อ เป็นคำเรียกขานของเหล่านักรบผู้ยิ่งใหญ่หรือนักปราชญ์ในตำนานของพวกมนุษย์น่ะ หากมนุษย์ทำผลงานได้พอใจต่อพวกเราทวยเทพพวกมันก็จะถูกยกย่องให้กลายเป็นวีรชนในหมู่มวลมนุษย์” เทพีสาวอธิบาย“เห้...” ชายหนุ่มลากเสียงด้วยท่าทีครุ่นคิด ชายหนุ่มแอบเหลือบมองไปยังเทพีสาว และในที่สุดก็ตัดสินใจเอ่ยปาก“ท่านไนกี้”“อะไรหรือ?”“ท่านเป็นเทพีแห่งชัยชนะใช่หรือไม่?”“ไม่ต้องหยังเชิงเราหรอกมนุษย์เอ๋ย หากต้องการทดสอบพลังของเจ้าในต้องนี้ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยหรอก อีกอย่าง เราเองก็ชื่นชอบการต่อสู้ไม่น้อยเลยทีเดียว” เทพีสาวหัวเราะเบาๆ นางเสกดาบออกมาสองเล่ม และโยนอีกเล่มหนึ่งให้เว่ยเมิ่ง“เทพเจ้านี่อ่านใจมนุษย์ได้ด้วยหรือ?” เว่ยเมิ่งกล่าวขำๆ“ข้าดูเจ้ามะ-ดูจากสีหน้ากระหายการต่อสู้บนหน้าเจ้าผู้ใดเขาจะไม่รู้กันเล่า?” เทพีสาวเกือบหลุดประโยคว่า ข้าดูเจ้ามาตั้งแต่เกิดทำไมจะไม่รู้นิสัยเจ้าเล่า?ทั้งสองยืนประจันหน้ากัน เว่ยเมิ่งตั้งท่าดาบกลับกันเทพีแห่งชัยชนะกับยืนสบายๆ เว่ยเมิ่งหรี่ตาลงถึงแม้จะมองเห็นช่องว่างเต็มไปหมดของอีกฝ่ายแต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกมั่นใจเลยซักนิดหากต้องบุกเข้าไป เว่ยเมิ่งยิ้มแค่นๆ“หากเจ้าไม่เข้ามา” เทพีแห่งชัยชนะกล่าว“............”“งั้นเราจะเดินไปหาเจ้าเองแล้วกัน”เทพีแห่งชัยชนะเดินเข้ามาช้าๆ สองเท้าก้าวสลับกันเป็นจังหวะด้วยท่าทีพิสดาร เว่ยเมิ่งจ้องการเคลื่อนไหวของนางไม่กระพริบตา ทว่าก่อนที่ชายหนุ่มจะรู้สึกตัว ปลายดาบของเทพีสาวก็พุ่งมาอยู่ห่างจากจมูกของเว่ยเมิ่งในระยะห่างเพียงหนึ่งนิ้วไปแล้วชายหนุ่มใจหายวาบเบี่ยงคอหลบสุดชีวิต คมดาบกรีดใบหน้าเว่ยเมิ่งเป็นทางยาวพร้อมกับเลือดที่ไหลออกมา“นี่ ที่หายไปน่ะแค่พลังของเจ้าเฉยๆนะไม่ใช่ดวงตา หากเจ้าหลบไม่ทันศีรษะเจ้าจะเป็นรูเอานะ” เทพีสาวกลับไปอยู่ที่เดิมตั้งแต่ไม่รู้ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชาเว่ยเมิ่งที่ตอนนี้หัวใจเต้นถี่รัวๆ ยิ้มแห้งๆ ใช้มือข้างหนึ่งเช็ดเลือดที่ไหลอาบแก้ม “ทำไมช่วงนี้มีแต่คนทำเอาหัวใจข้าสั่นรัวๆกันบ่อยนักนะ?”“เจ้าจะให้ข้าเริ่มก่อนอีกครั้งหรือเปล่า?” เทพีแห่งชัยชนะยิ้มจางๆแทนคำตอบร่างของเว่ยเมิ่งพุ่งไปทางเทพีสาวอย่างรวดเร็ว พริบตาที่ถึงตัวเทพีสาว ดาบที่รวดเร็วและแม่นยำฟันไปที่ลำคอของนางอย่างไรก็ตาม.....เค้ง!ดาบของเว่ยเมิ่งถูกหยุดไว้อย่างง่ายดาย เว่ยเมิ่งรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนธรรมดาที่พยายามใช้ดาบฟันภูเขาให้ขาดไม่ขยับเลยแม้น้อย.....เทพีสาวยกดาบขึ้นมาป้องกันดาบของเว่ยเมิ่งอย่างง่ายดาย แล้วเหมือนจงใจแกล้งชายหนุ่ม นางใช้แรงกดผลักดาบของชายหนุ่มกลับไปช้าๆ เว่ยเมิ่งกัดฟันกรอด ออกแรงก็แล้ว ใช้ปราณช่วยก็แล้วดาบของเขาก็ยังคงค่อยๆถูกผลักกลับมาอยู่ดีเทพียิ้มขำในใจกลับท่าทีไม่ยอมแพ้ของชายหนุ่ม ในที่สุดนางออกแรงเพิ่มอีกเล็กน้อยกระแทกดาบของเว่ยเมิ่งจนมันกระเด็นทุลักทุเลกลิ้งกับพื้นไปไกล“เทพีแห่งชัยชนะนำไปหนึ่งคะแนน” เทพีกล่าวขำๆร่างที่นอนอยู่กลับพื้นได้ยินก็บ่นงุบงิบ “ทำไมรู้สึกว่ากรรมตามสนองข้าบ่อยจังช่วงนี้?”ชายหนุ่มค่อยๆดันร่างให้ลุกขึ้น พร้อมๆกับเสียงของเทพีสาวที่ดังขึ้นมา “เจ้าใช้ทุกอย่างออกมาเลยเถอะ ไม่ต้องกังวลว่าข้าจะบาดเจ็บหรอก ถึงตอนนี้ข้าจะใช้พลังไม่ถึงหนึ่งในหมื่น แต่ก็ไม่ต้องห่วงข้าชนะเจ้าได้สบายมากๆ” เทพียิ้มอย่างเมตตาไม่รู้ว่าที่กล่าวเพราะหวังดีหรือยั่วยุชายหนุ่มทิ้งดาบในมือ พุ่งจู่โจมไปทางร่างเทพีสาว สองมือปรากฏเปลวเพลิงสีส้ม ชายหนุ่มใช้ออกด้วยหนึ่งในท่าไม้ตายที่ทรงพลังที่สุด ‘บูรพาแห่งสรรค์นั้นคือตัวเรา’ เปลวเพลิงในมือคล้ายลุกโชนจนกลายเป็นดวงตะวัน ดวงตะวันสีส้มเข้าปะทะร่างของเทพีแห่งชัยชนะ เทพีสาวหรี่ตา มือนางสะบัดดาบในแนวตั้ง ดาบของนางกรีดผ่านเปลวเพลิงแยกดวงตะวันเป็นสองส่วน เปลวเพลิงแตกกระจายเผยให้เห็นร่างของชายหนุ่ม เว่ยเมิ่งคำรามสองฝ่ามือพุ่งไปออกไปสิบแปดครั้งราวกลับมังกรฝ่ามือสิบแปดมังกรทองครองใต้หล้า!เทพีสาวที่เห็นสิบแปดฝ่ามือพุ่งเข้ามาก็ไม่ตื่นตะหนก นางใช้ฝ่ามือกระแทกสวนกลับไป ฝ่ามือของเทพีสาวฉีกกระชากสิบแปดมังกรอย่างง่ายดาย ฝ่ามือพุ่งไปกระแทกจมูกเว่ยเมิ่ง ส่งร่างของเขากระเด็นลอยฟ้าไปอีกครั้ง......“เทพีแห่งชัยชนะนำไปสองแต้ม” เสียงประกาศชัยชนะของเทพีสาว
การประลองดำเนินต่อเนื่องผ่านมาหลายชั่วโมง ตอนนี้ร่างของเว่ยเมิ่งนอนแผ่ร่างกับพื้น ในขณะที่เทพีสาวยืนตากลมสบายๆ“แฮ่ก แฮ่ก” ทุกกระบวนท่า ทุกกลยุทธ์ ทุกเล่ห์กลที่เว่ยเมิ่งรู้จักไม่ได้ช่วยให้ชายหนุ่มสร้างบาดแผลให้เทพีสาวได้เลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มโบกมือยอมแพ้ เป็นการสิ้นสุดสถิติไร้พ่ายของตนเอง“ไม่สู้ต่อแล้วหรือ?”“ข้าพเจ้ายอมแล้ว”“หืม ก็ดีเราก็กำลังเริ่มเบื่ออยู่พอดี เอ้า! ดื่มสิ่งนี้ซะ อาการบาดและอาการเหนื่อยล้าจะได้ดีขึ้น” เทพีสาวโยนขวดไม้เล็กๆให้เว่ยเมิ่งชายหนุ่มลุกขึ้นรับขวดไม้มาเปิดดื่ม น้ำรสชาติหวานเล็กน้อยไหลลงคอ กลิ่นสมุนไพรจางๆแตะจมูกของเขา ทันใดนั้นเว่ยเมิ่งก็รู้สึกว่าบาดแผลและอาการเหนื่อยล้าเริ่มหายไป“ไปปลุกพี่สาวเจ้าซะ และก็ไปอาบน้ำกันให้เรียบร้อยด้วย แล้วค่อยมาเจอข้าตรงนี้อีกที” นางโบกมือไล่เว่ยเมิ่งไปเว่ยเมิ่งเงยหน้าเงยหน้ามองดวงตะวัน ที่อยู่เหนือหัวพอดี เป็นการบอกเวลาว่าตอนนี้เที่ยงวันแล้ว ขายหนุ่มเดินกลับเข้าไปในวิหาร เขาเดินเข้าไปในห้องก็เห็น...........พี่สาวที่นอนอยู่ในอิริยาบถเดิมทุกอย่างทุกประการ“นี่ท่านนอนหลับหรือซ้อมตายงั้นเหรอพี่สาว?”หลังฉุดกระชากกันอยู่นาน ในที่สุดเสวี่ยฟางก็ตื่นขึ้นอย่างงัวเงียตอนนั้นเองที่พวกสาวใช้ในวิหารเข้ามาและอาสาจะพานางไปชำระร่างกาย เว่ยเมิ่งส่งพี่สาวไปโดยไม่ลังเล สาวใช้ในวิหารพาตัวพี่สาวที่สะลึมสะลือเดินจากไปเว่ยเมิ่งเองก็ไปที่ห้องอาบน้ำบ้าง ห้องอาบน้ำในวิหารหรูหราไม่แพ้ตัววิหารเอง หินอ่อนงามปูไปทั่วห้องอาบน้ำ อ่างน้ำร้อนขนาดใหญ่มีไอน้ำพวยพุ่ง เว่ยเมิ่งปลดเสื้อผ้าของตนออก เดินลงไปแช่น้ำร้อนอย่างผ่อนคลาย และตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็น......หญิงรับใช้หน้าตางดงามสี่ห้าคนกำลังเข้ามาในห้องอาบน้ำ“ดะ เดี่ยวก่อนแม่นาง เอ่อ ตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังใช้ห้องอาบน้ำนี้อยู่ รบกวนพวกแม่นางรอก่อนได้หรือไม่?” ชายหนุ่มพูดด้วยความกระดากพยายามแช่ท่อนล่างให้อยู่น้ำมากที่สุดหญิงรับใช้มีสีหน้างุนงง “นายท่านเข้าใจผิดแล้ว พวกเราไม่ได้เข้ามาชำระร่างกาย หากแต่พวกเรานำเสื้อผ้ามาให้ท่านและเข้ามาช่วยนายท่านชำระร่างกายต่างหาก” พูดจบพวกนางก็เดินเข้ามาหาเว่ยเมิ่งอย่างไม่ลังเล อีกทั้งสายตาของพวกนางยังเหล่ไปมองส่วนที่แช่อยู่ในน้ำ สายตาของพวกนางเต็มไปด้วยความตกตะลึง“เดี่ยวๆๆ นั้นเลวร้ายกว่าเดิมเสียอีก เอาเป็นว่าพวกท่านไม่ต้องมาช่วยข้าหรอก ข้าทำเองได้ ข้าขอร้องละ” เว่ยเมิ่งที่ไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดีรีบกล่าวปฏิเสธพวกหญิงสาวเมื่อยินคำพูดของเว่ยเมิ่งก็ก้มหัวรับคำสั่งเดินจากไป แต่เว่ยเมิ่งเหมือนเห็นแววตาแปลกๆคล้ายเหมือนเสียดายอะไรบางอย่างอยู่......เว่ยเมิ่งที่หมดอารมณ์แช่รีบขัดตัวแปรงฟัน เช็ดตัวตัวใส่เสื้อผ้าไปรอที่หน้าวิหารอย่างเร่งรีบ ตอนออกมาเขาพลันรู้สึกเหมือนมีสายตางดงามนับไม่ถ้วนกำลังจ้องมองตามหลังมาชายหนุ่มยืนรออยู่ซักพักเสวี่ยฟางก็ออกมาตอนนี้พวกเขาทั้งสองต่างอยู่ในชุดของชาวกรีกโบราณ เว่ยเมิ่งพยักหน้าทักทายพี่สาว ทันใดนั้นเขาพลันได้ยินเสียงร้องของม้าดังมาจากท้องฟ้า ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นก็เห็น รถม้าศึกสีเงินขลิบทองที่มีม้าสีน้ำตาลตัวใหญ่กำยำวิ่งลงมาจากท้องฟ้า รถม้าศึกที่รั้งบังเหียนไว้โดยเทพีแห่งชัยชนะ จอดลงตรงหน้าของสองพี่น้อง“ขึ้นมาสิ ข้าจะพาเจ้าไปเที่ยวชมชั้นกลางของขุนเขาโอลิมปัส”