เสียงหัวเราะสดใสดังแว่วมาจากทางเดินเล็ก ๆ ที่ทอดผ่านแนวป่าทึบ ก่อนที่เ้าของเสียงจะปรากฏกายขึ้นท่ามกลางแสงตะวันยามเย็น
กระท่อมไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบริเวณเชิงเขา รอบด้านโอบล้อมด้วยป่าไม้สูงใหญ่ หากมองจากภายนอก กระท่อมหลังนี้แทบไม่ต่างจากที่พักของพรานป่าธรรมดา หลังคามุงด้วยหญ้าแห้ง ผนังสร้างจากไม้เนื้อแข็งที่หาได้ในละแวกใกล้เคียง ด้านหลังมีกำแพงูเาสูงชัน ส่วนด้านหน้ามีลำธารสายเล็กไหลผ่าน
สถานที่แห่งนี้ห่างไกลจากหมู่บ้านและเส้นทางสัญจร ผู้คนทั่วไปแทบไม่มีเหตุผลต้องเดินทางเข้ามา
บริเวณหน้ากระท่อม สตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งคัดแยกสมุนไพรอยู่บนโต๊ะไม้เก่า
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดบนร่างของนางหาใช่อาภรณ์สีเรียบง่าย หากเป็เส้นผมยาวสีขาวเงินซึ่งทิ้งตัวลงมาจนถึงแผ่นหลัง
เรือนผมขาวโพลนเช่นนั้น หากพบเห็นจากด้านหลัง ผู้คนย่อมคิดว่านางเป็หญิงชราผู้ผ่านกาลเวลามาหลายสิบปี
ทว่าผิวบริเวณลำคอและมือซึ่งโผล่พ้นแขนเสื้อกลับขาวผ่อง เรียบเนียนและเต่งตึง ไม่ปรากฏริ้วรอยแห่งวัยแม้แต่น้อย
ใบหน้าครึ่งหนึ่งของนางถูกปกปิดเอาไว้ด้วยผ้าสีขาวบาง
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย มือเรียวยาวซึ่งกำลังคัดสมุนไพรพลันหยุดชะงัก
นางเงยหน้าขึ้น
เพียงไม่นาน เด็กหนุ่มคนหนึ่งก็วิ่งพ้นแนวต้นไม้ออกมา
เขามีอายุราวสิบห้าปี รูปร่างสูงกว่าเด็กวัยเดียวกันเล็กน้อย ไหล่กว้าง เอวสอบ ร่างกายแข็งแรงสมส่วนอย่างผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางป่าเขามาเป็เวลานาน ผิวค่อนข้างขาว ใบหน้าคมคาย จมูกโด่ง ดวงตาดำกระจ่างเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เส้นผมสีดำยาวของเขาถูกมัดไว้อย่างง่าย ๆ แต่เพราะวิ่งกลับมาด้วยความรวดเร็ว เส้นผมบางส่วนจึงหลุดจากเชือกและปลิวกระจายอยู่ด้านหลัง
มือซ้ายของเด็กหนุ่มหิ้วกระต่ายป่าตัวใหญ่ผิดปกติ
ส่วนมือขวากลับถือสิ่งของประหลาดอีกชิ้นหนึ่ง
มันดูคล้ายถุงหรือห่อที่ทำจากหนังสัตว์สีดำ ขนาดไม่ใหญ่นัก พื้นผิวเต็มไปด้วยคราบดินและตะไคร่สีเขียวเข้ม หากไม่สังเกตอย่างละเอียด ยากจะมองออกว่าสิ่งนั้นเคยถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมืุ์
“ท่านน้า ดูกระต่ายตัวนี้เสียก่อน!”
เด็กหนุ่มยกกระต่ายในมือขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“ตัวใหญ่กว่าที่ข้าเคยจับได้เมื่อเดือนก่อนเกือบเท่าตัว คืนนี้เราจะได้กินเนื้อกันให้อิ่มเสียที!”
สตรีผมขาวไม่ได้สนใจกระต่าย
สายตาของนางกลับหยุดอยู่บนชายเสื้อของเด็กหนุ่ม
มีรอยฉีกขาดหลายแห่ง
แขนซ้ายมีรอยถลอกยาว แม้เืจะแห้งแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าเขาเพิ่งผ่านเหตุการณ์บางอย่างมา
ดวงตาของนางเย็นลงทันที
“จางเอ๋อร์”
เพียงได้ยินน้ำเสียงเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหนุ่มก็แข็งค้างไปเล็กน้อย
“ขอรับ?”
“เ้าไปที่ใดมา?”
“ก็ป่าแถวนี้ขอรับ”
“ป่าแถวนี้?”
นางมองรอยขาดบนแขนเสื้อของเขา ก่อนถามช้า ๆ
“ป่าแถวนี้ั้แ่เมื่อใดจึงมีหินสีดำจากเทือกเขามรณะติดอยู่บนรองเท้าของเ้า?”
จางเหว่ยก้มมองรองเท้าตนเองโดยสัญชาตญาณ
เศษดินดำเล็ก ๆ หลายก้อนติดอยู่ตามขอบรองเท้าจริง ๆ
เด็กหนุ่มหัวเราะแห้ง
“ท่านน้าสายตาดีเกินไปแล้ว”
“ตอบน้ามา”
จางเหว่ยรู้ว่าปิดบังต่อไปไม่ได้ จึงยกกระต่ายในมือขึ้นราวกับหวังใช้มันเป็โล่ป้องกันคำตำหนิ
“เื่นี้ต้องโทษเ้าตัวนี้!”
สตรีผมขาวขมวดคิ้ว
“เพราะกระต่าย?”
“ใช่แล้ว!”
จางเหว่ยรีบอธิบาย
“วันนี้ข้าออกไปตรวจบ่วงทางทิศตะวันตก เดิมทีคิดว่าจะกลับมามือเปล่า แต่บังเอิญพบกระต่ายตัวนี้เข้า มันทั้งอ้วนทั้งใหญ่ ข้าเห็นแล้วก็คิดว่าหากจับกลับมาได้ ท่านน้าคงกินอาหารได้มากขึ้นสักหน่อย”
“แล้วเกิดอะไรขึ้น?”
“แล้วมันก็วิ่งหนี”
“จางเอ๋อร์”
“ข้าก็เลยวิ่งตาม”
น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
“ตามไปถึงที่ใด?”
“ก็ไม่ได้ลึกมากนักขอรับ”
สตรีผมขาวจ้องเขานิ่ง
จางเหว่ยหลบสายตา
“อย่างมากก็ลึกกว่าที่ท่านน้าเคยอนุญาตให้ข้าไปเพียงเล็กน้อย”
“เท่าใดคือเล็กน้อย?”
“เื่ระยะทางไม่สำคัญเท่าใดนัก”
“จางเหว่ย”
ครั้งนี้แม้แต่ชื่อเต็มก็ถูกเรียกออกมา
เด็กหนุ่มยอมแพ้ในที่สุด
“มันหนีเข้าไปในเขตเทือกเขามรณะขอรับ”
สีหน้าของสตรีผมขาวเปลี่ยนไปทันที
“เ้าเข้าไปในเทือกเขามรณะจริง ๆ?”
จางเหว่ยรู้ว่าสถานการณ์ไม่ดี รีบกล่าวต่อรวดเดียว
“ข้าเข้าไปเพียงเพื่อจับมันเท่านั้น ตอนแรกข้าก็คิดว่าจะเลิกตามแล้ว แต่กระต่ายตัวนี้ดูเหมือนตั้งใจยั่วโมโหข้า ทุกครั้งที่ข้าเกือบจับได้ มันกลับะโหนีไปอีก พอรู้ตัวอีกทีข้าก็ตามมันเข้าไปแล้ว”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าสถานที่นั้นคือที่ใด?”
“ข้ารู้”
“รู้แล้วยังกล้าเข้าไป?”
จางเหว่ยเงียบลง
สตรีผมขาวลุกขึ้นจากเก้าอี้
“เทือกเขามรณะมิใช่สถานที่สำหรับเด็กหนุ่มที่ไม่มีพลังฝึกปรือ ต่อให้เป็ผู้ฝึกยุทธ์จริง ๆ ก็ไม่มีผู้ใดกล้าประมาท เ้าอาศัยกำลังร่างกายเพียงเท่านี้ หากพบสัตว์อสูรเข้า เ้าคิดว่าจะหนีได้หรือ?”
จางเหว่ยไม่ได้โต้เถียง
เขารู้ดีว่านางตำหนิเพราะเป็ห่วง
หลังจากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงกล่าวเบา ๆ
“ข้าผิดไปแล้ว”
น้ำเสียงของสตรีผมขาวอ่อนลงเล็กน้อย
แต่ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวสิ่งใด จางเหว่ยก็ยกห่อหนังสัตว์สีดำในมือขึ้น
“แต่ท่านน้า ข้าไม่ได้กลับมาพร้อมกระต่ายเพียงอย่างเดียว”
สายตาของนางเคลื่อนไปยังสิ่งของในมือเขา
“สิ่งนั้นคืออะไร?”
“ข้าก็ไม่รู้”
จางเหว่ยเดินเข้ามาใกล้ แล้ววางกระต่ายลงบนพื้น
“กระต่ายตัวนี้หนีเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่ง ข้าตามมันเข้าไป เดิมทีด้านในมืดมาก ข้าต้องใช้หินจุดไฟที่พกติดตัวอยู่ กว่าจะมองเห็นทางก็เกือบสะดุดล้มตั้งหลายครั้ง”
“ถ้ำอยู่บริเวณใด?”
“เลยแนวผาหินดำไปทางตะวันตกเล็กน้อย ปากถ้ำถูกเถาวัลย์ปกคลุมแทบทั้งหมด หากไม่เห็นกระต่ายมุดเข้าไป ข้าเองก็คงไม่พบ”
สตรีผมขาวไม่พูดแทรก
จางเหว่ยจึงเล่าต่อ
“ข้างในแปลกมาก”
ความขี้เล่นในดวงตาของเขาค่อย ๆ จางลง
“ยิ่งเดินลึก อากาศยิ่งเย็น”
“ไม่ใช่ความเย็นจากลมหรือสายน้ำ แต่เป็ความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังมองข้าอยู่”
นิ้วมือของสตรีผมขาวกระตุกเล็กน้อย
“จากนั้นเล่า?”
“ข้าเดินไปจนถึงส่วนลึกของถ้ำ แล้วพบโถงหินขนาดใหญ่”
จางเหว่ยหยุดชั่วครู่ ภาพที่เห็นก่อนหน้านี้ยังติดอยู่ในความทรงจำอย่างชัดเจน
“ที่นั่นมีโครงกระดูก”
“โครงกระดูกมนุษย์?”
“ไม่ใช่ขอรับ”
เขาส่ายหน้า
“เป็โครงกระดูกสัตว์อสูร”
“ตัวใหญ่มาก”
จางเหว่ยกางแขนออกโดยไม่รู้ตัว
“ข้าไม่เคยเห็นสัตว์ชนิดใดใหญ่ถึงเพียงนั้น ต่อให้กระท่อมของเราสิบหลังก็อาจวางอยู่ในโครงกระดูกของมันได้ กระดูกซี่หนึ่งยังสูงกว่าตัวข้าเสียอีก”
แววตาของสตรีผมขาวเปลี่ยนไป
“เ้ามั่นใจว่าเป็โครงกระดูกสัตว์อสูร?”
“ข้าไม่รู้ว่ามันเป็ตัวอะไร”
จางเหว่ยตอบตามจริง
“แต่ข้าเพียงเข้าใกล้ก็รู้สึกหายใจไม่ออก ทั้งที่มันตายไปนานจนกระดูกเต็มไปด้วยตะไคร่แล้ว แต่กลับยังทำให้ข้ารู้สึกเหมือนมีูเากดอยู่บนอก”
คราวนี้สตรีผมขาวนิ่งเงียบอย่างแท้จริง
สิ่งมีชีวิตที่เหลือแรงกดดันอยู่บนกระดูกหลังจากตายไปไม่รู้กี่ปี ย่อมมิใช่สัตว์ป่าธรรมดา
แม้แต่สัตว์อสูรทั่วไปก็อาจไม่มีคุณสมบัติเช่นนี้
“แล้วเ้ายังกล้าเดินเข้าไป?”
จางเหว่ยเกาศีรษะ
“ตอนนั้นข้าก็กลัว”
“แต่กระต่ายอยู่ข้างใน”
สตรีผมขาวมองเขาราวกับไม่รู้ควรโกรธหรือหัวเราะดี
จางเหว่ยรีบกล่าว
“ในที่สุดข้าก็จับมันได้จริง ๆ มิใช่หรือ?”
เขายกกระต่ายขึ้นอีกครั้ง ก่อนหัวเราะ
“คืนนี้ไม่เสียเที่ยวแน่นอน!”
“แล้วถุงหนังสัตว์นั่น?”
“อยู่ในโครงกระดูก”
จางเหว่ยพลิกห่อหนังสัตว์ในมือให้ดู
“บริเวณส่วนท้องมีสิ่งนี้วางอยู่ใต้ซี่โครง ข้าเห็นว่ามันประหลาดดีจึงหยิบกลับมา”
“เ้าหยิบของที่อยู่ในซากสัตว์อสูรซึ่งแม้ตายไปแล้วก็ยังมีแรงกดดันกลับมาด้วย?”
“ข้าเห็นว่ามันไม่มีเ้าของ”
“จางเอ๋อร์!”
“ขอรับ ข้าผิดอีกแล้ว”
เด็กหนุ่มตอบอย่างรวดเร็ว
สตรีผมขาวถอนหายใจยาว
“เอามาให้น้าดู”
จางเหว่ยยื่นห่อหนังสัตว์ให้ทันที
ทว่าขณะที่ปลายนิ้วของนางกำลังจะััพื้นผิวสีดำของมัน นางกลับหยุดมืออย่างกะทันหัน
คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากัน
นางไม่รู้เพราะเหตุใด
เพียงเข้าใกล้สิ่งนี้ หัวใจก็เกิดความรู้สึกไม่สบายอย่างประหลาด
ไม่ใช่แรงกดดัน
ไม่ใช่กลิ่นอายสังหาร
หากเป็ความรู้สึกคล้ายสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามิได้เป็เพียงถุงหนังสัตว์เก่า ๆ
“ท่านน้า?”
เสียงของจางเหว่ยทำให้นางได้สติ
“มีอะไรหรือ?”
สตรีผมขาวไม่ตอบคำถาม
“ตอนเ้าหยิบมันขึ้นมา เกิดสิ่งใดขึ้นหรือไม่?”
“ไม่มี”
“เ้าแน่ใจ?”
“แน่ใจขอรับ”
จางเหว่ยคิดเล็กน้อย
“ข้าลองเปิดดูแล้ว แต่เปิดไม่ได้”
“เปิดไม่ได้?”
“มันไม่มีเชือก ไม่มีตัวล็อก ข้าหาทางเปิดอยู่ตั้งนานก็ทำไม่ได้ จะฉีกก็ฉีกไม่ขาด”
เด็กหนุ่มหัวเราะ
“ข้าเลยคิดว่าอย่างน้อยเอากลับมาให้ท่านน้าดู ท่านน้ารู้เื่มากกว่าข้า อาจรู้ว่ามันคืออะไร”
สตรีผมขาวจ้องห่อหนังสัตว์อยู่ครู่ใหญ่
“วางไว้ก่อน”
“ท่านน้ารู้หรือว่ามันคืออะไร?”
“ข้าไม่รู้”
คำตอบนั้นทำให้จางเหว่ยประหลาดใจเล็กน้อย
ั้แ่จำความได้ สำหรับเขาแล้วไป๋ซูเหยาแทบรู้ทุกสิ่ง
สมุนไพรชนิดใดมีพิษ นางรู้
สัตว์ชนิดใดหากินเวลาใด นางรู้
าแชนิดใดต้องรักษาอย่างไร นางก็รู้
แม้แต่เื่ของผู้ฝึกยุทธ์ซึ่งเขาเคยได้ยินจากพรานป่าหรือคนเดินทาง นางก็สามารถอธิบายได้มากกว่าคนเ่าั้หลายเท่า
การได้ยินคำว่า “ไม่รู้” จากปากนางจึงหาได้ยากยิ่ง
“แม้แต่ท่านน้าก็ไม่รู้?”
“ใต้หล้านี้กว้างใหญ่เพียงใด เ้าคิดว่าน้าต้องรู้ทุกอย่างหรือ?”
“ข้าก็แค่คิดว่าท่านน้าเก่งที่สุด”
คำตอบซื่อตรงทำให้แววตาของสตรีผมขาวอ่อนลง
“ปากหวานก็ไม่มีประโยชน์ คืนนี้เ้าต้องเล่าเื่ที่เข้าเทือกเขามรณะให้น้าฟังอย่างละเอียด”
ใบหน้าจางเหว่ยพลันย่นลง
“ทั้งหมดเลยหรือขอรับ?”
“ทั้งหมด”
“เช่นนั้นข้าขอทำอาหารก่อน”
“คิดจะหนีรึ?”
“ผู้ใดจะหนีกันเล่า?”
เด็กหนุ่มรีบคว้ากระต่ายขึ้นมา
“ข้ากำลังจะชดใช้ความผิดด้วยอาหารมื้อใหญ่ต่างหาก!”
กล่าวจบเขาก็วิ่งตรงไปทางครัวเล็กด้านข้างทันที
“ท่านน้ารอสักครู่ วันนี้ข้าจะทำเนื้อกระต่ายย่างสมุนไพรให้ท่านเอง!”
มองแผ่นหลังของเขาหายเข้าไปด้านใน สตรีผมขาวส่ายหน้าอย่างจนใจ
“เ้าเด็กคนนี้”
แต่เพียงชั่วครู่ รอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าของนางก็หายไป
สายตากลับไปหยุดบนห่อหนังสัตว์สีดำซึ่งจางเหว่ยวางเอาไว้บนโต๊ะ
นางยื่นมือออกไปอีกครั้ง
ครั้งนี้ปลายนิ้วััลงบนพื้นผิวของมันโดยตรง
เย็น
เย็นอย่างประหลาด
มิใช่ความเย็นของสิ่งของที่วางอยู่ในถ้ำ
มันคล้ายกับความเย็นที่แทรกผ่านิัตรงเข้าสู่เส้นชีพจร
สตรีผมขาวรีบถอนมือกลับ
ดวงตาที่เคยสงบนิ่งปรากฏความระแวดระวังขึ้นเป็ครั้งแรก
นางพยายามัักลิ่นอายภายในสิ่งของด้วยพลังที่เหลืออยู่ในร่าง
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความว่างเปล่า
ไม่มีพลัง
ไม่มีจิติญญา
ไม่มีร่องรอยใด ๆ
ราวกับสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าเป็เพียงหนังสัตว์เก่าธรรมดาจริง ๆ
ทว่าสัญชาตญาณของนางกลับร้องเตือนว่าไม่ใช่
“เหตุใดของสิ่งนี้จึงไปอยู่ในเทือกเขามรณะ?”
นางพึมพำ
คำถามหนึ่งผุดขึ้นในใจ
หากสัตว์อสูรที่ตายอยู่ในถ้ำนั้นแข็งแกร่งถึงขั้นทิ้งแรงกดดันไว้บนกระดูกได้หลังผ่านกาลเวลายาวนาน แล้วสิ่งที่ถูกเก็บอยู่ภายในซากของมันจะเป็ของธรรมดาได้อย่างไร?
ยิ่งคิด สีหน้าของนางยิ่งเคร่งขรึม
“จางเอ๋อร์!”
“ขอรับ!”
เสียงตอบดังมาจากครัว
“คืนนี้ห้ามแตะต้องถุงหนังสัตว์ใบนั้นอีก”
เกิดความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงจางเหว่ยจะดังกลับมา
“เพราะเหตุใด?”
“ทำตามที่น้าบอก”
“ขอรับ!”
คำตอบนั้นมาอย่างรวดเร็ว
แต่สตรีผมขาวรู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้ดี
ยิ่งห้าม ความอยากรู้อยากเห็นในใจของเขายิ่งเพิ่มขึ้น
นางจึงหยิบห่อหนังสัตว์ขึ้นมา ตั้งใจจะเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
ทว่าเมื่อจับมันอีกครั้ง นางกลับรู้สึกบางอย่าง
ห่อหนังสัตว์ที่ดูเหมือนเปียกชื้นและถูกตะไคร่ปกคลุมมานาน กลับไม่มีร่องรอยผุพังเลยแม้แต่น้อย
นางลองใช้เล็บกรีดเบา ๆ
ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
ดวงตาของนางหรี่ลง
“หนังของสัตว์ชนิดใดกัน?”
คำถามนั้นไม่มีผู้ใดตอบ
มีเพียงกลิ่นหอมของเนื้อย่างที่เริ่มลอยออกมาจากห้องครัว
ไม่นานนัก เสียงจางเหว่ยก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ท่านน้า อาหารเสร็จแล้ว!”
กลิ่นหอมเข้มข้นลอยมาตามสายลม
“รีบมาทานเถอะ กำลังร้อนพอดี วันนี้ข้าลงมือสุดฝีมือ ท่านต้องกินให้มากกว่าทุกวัน!”
สตรีผมขาววางห่อหนังสัตว์ไว้ในกล่องไม้ข้างตัว ก่อนลุกขึ้นเดินไปยังห้องครัว
ภายในห้องมีโต๊ะไม้ตัวเล็ก
บนโต๊ะวางอาหารหลายอย่าง แม้จะใช้วัตถุดิบเรียบง่าย แต่จางเหว่ยจัดวางอย่างตั้งใจ เนื้อกระต่ายส่วนหนึ่งถูกย่างจนผิวด้านนอกเป็สีเหลืองทอง อีกส่วนต้มกับสมุนไพรป่าจนกลิ่นหอมอบอวล นอกจากนี้ยังมีผักป่าและน้ำแกงอีกหนึ่งถ้วย
จางเหว่ยกำลังยกจานสุดท้ายมาวาง
“ท่านน้า ลองชิมดู”
เขาหันกลับมา
รอยยิ้มบนใบหน้ากลับค่อย ๆ จางลง
ดวงตาของสตรีผมขาวแดงเล็กน้อย
แม้นางพยายามปิดบัง แต่จางเหว่ยอยู่กับนางมาั้แ่เด็ก มีหรือจะมองไม่ออก
“ท่านน้า”
“มีอะไร?”
“ท่านร้องไห้หรือ?”
“ไม่มี”
“แต่ดวงตาท่านแดง”
“เพราะควันจากเตา”
จางเหว่ยหันไปมองเตาซึ่งอยู่ห่างจากนางหลายก้าว
ก่อนหันกลับมามองอีกครั้ง
เห็นชัดว่าเขาไม่เชื่อ
สตรีผมขาวเดินไปนั่ง
“เ้าจะให้ทานอาหารหรือจะยืนถามน้าอยู่เช่นนี้?”
จางเหว่ยเม้มริมฝีปาก
เขาเดินมานั่งตรงข้าม แต่ไม่ได้รีบหยิบตะเกียบ
“ท่านน้า”
“ว่าอย่างไร?”
“ข้าขอโทษ”
สตรีผมขาวชะงัก
“เื่ใด?”
“เื่เทือกเขามรณะ”
จางเหว่ยมองนางตรง ๆ
คราวนี้ไม่มีรอยยิ้มขี้เล่น
“ข้ารู้ว่าท่านเป็ห่วง”
“ครั้งนี้ข้าไม่ควรตามกระต่ายเข้าไปลึกเช่นนั้น”
เขาก้มมองฝ่ามือของตนเอง
“แต่ข้าเพียงอยากหาอาหารดี ๆ กลับมาให้ท่านบ้าง”
“สิบห้าปีมานี้ ท่านดูแลข้ามาตลอด”
“อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค ทุกอย่างล้วนเป็ท่านจัดหา”
“แม้ตอนเด็กข้าทำอะไรไม่ได้ก็ช่างเถิด แต่ตอนนี้ข้าโตแล้ว”
จางเหว่ยกำหมัด
“ข้าไม่อยากให้ท่านต้องทำทุกอย่างเพื่อข้าอยู่ฝ่ายเดียว”
สตรีผมขาวมองเด็กหนุ่มตรงหน้า
ในความทรงจำของนาง เขายังเป็ทารกตัวเล็กที่นางต้องอุ้มไว้ในอ้อมแขน
เด็กที่เคยร้องไห้เพราะหกล้ม
เด็กที่เคยเกาะชายเสื้อของนางไม่ยอมปล่อยเมื่อมีเสียงสัตว์ป่าดังขึ้นกลางดึก
ไม่รู้ั้แ่เมื่อใด เด็กคนนั้นกลับเติบโตขึ้นจนมีไหล่กว้างพอจะพยายามแบกรับบางสิ่งด้วยตนเองแล้ว
“จางเอ๋อร์”
“ขอรับ?”
“น้าไม่เคยคิดว่าเ้าเป็ภาระ”
จางเหว่ยเงยหน้าขึ้น
“ไม่ว่าเ้าจะฝึกยุทธ์ได้หรือไม่ได้ ไม่ว่าอนาคตเ้าจะเป็ยอดฝีมือหรือเป็เพียงคนธรรมดา สำหรับน้า เ้าก็ยังเป็เ้า”
เด็กหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย
คำว่า “ฝึกยุทธ์” เหมือนเข็มเล่มเล็กแทงเข้าไปในส่วนลึกของหัวใจ
มือของเขาวางลงบนหน้าท้องโดยไม่รู้ตัว
ภายใต้ร่างกายที่ดูแข็งแรง เส้นชีพจรหลายสายกลับบอบช้ำมาั้แ่เขาจำความได้
เขาเคยพยายามฝึก
มิใช่เพียงครั้งเดียว
แต่ทุกครั้งที่พยายามชักนำพลังเข้าสู่เส้นชีพจร ความเ็ปรุนแรงจะแล่นไปทั่วร่าง ราวกับมีมีดนับร้อยเล่มกรีดอยู่ภายใน
ครั้งหนึ่งเขาเคยฝืนจนหมดสติไปหลายวัน
หลังจากนั้นไป๋ซูเหยาจึงห้ามเขาฝึกอย่างหักโหมอีก
จางเหว่ยไม่เคยกล่าวว่าเสียใจ
แต่เด็กหนุ่มวัยเดียวกับเขาหลายคนในหมู่บ้านห่างออกไปสามารถเริ่มต้นฝึกยุทธ์ บางคนถึงกับได้รับการคัดเลือกจากตระกูลหรือสำนักเล็ก ๆ
ส่วนเขา แม้แต่ก้าวแรกยังแทบไม่มีสิทธิ์เดิน
ใครบ้างจะไม่เคยคิด?
ใครบ้างจะไม่เคยถามว่าทำไม?
แต่จางเหว่ยไม่้าให้สตรีตรงหน้ากังวล
เขาจึงยิ้มออกมา
“ผู้ใดบอกว่าข้าจะเป็คนธรรมดา?”
สตรีผมขาวมองเขา
จางเหว่ยหยิบตะเกียบขึ้น
“ต่อให้ฝึกยุทธ์ไม่ได้ ข้าก็ยังล่าสัตว์ได้ ทำอาหารได้ ข้าสร้างกระท่อมได้ ข้ายังทำอะไรได้อีกมาก”
เขาคีบเนื้อกระต่ายชิ้นใหญ่ใส่ถ้วยของนาง
“อย่างน้อยตอนนี้ฝีมือทำอาหารของข้าก็เหนือกว่าท่านแล้ว”
“เ้าว่าอะไรนะ?”
“ข้าบอกว่าเนื้อกำลังจะเย็น”
“เมื่อครู่มิใช่ประโยคนี้”
“ท่านน้าฟังผิดแล้ว”
จางเหว่ยรีบก้มหน้ากินอาหาร
สตรีผมขาวมองเขา ก่อนรอยยิ้มบางจะปรากฏขึ้นใต้ผ้าปิดหน้า
“เ้าตัวดี”
บรรยากาศบนโต๊ะค่อย ๆ ผ่อนคลาย
จางเหว่ยกินอาหารอย่างรวดเร็วตามนิสัย ต่างจากสตรีผมขาวที่ทุกอิริยาบถยังคงเรียบร้อยและสง่างาม แม้อยู่ในกระท่อมกลางป่ามานานหลายปี แต่กิริยาของนางกลับมิได้เหมือนหญิงชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย
จางเหว่ยเคยถามเื่นี้
แต่ทุกครั้งนางเพียงตอบว่าเป็นิสัยที่ติดตัวมา
เขาจึงไม่ถามอีก
“เป็อย่างไรบ้าง?”
เด็กหนุ่มมองนางอย่างคาดหวัง
“อะไร?”
“เนื้อกระต่ายขอรับ”
สตรีผมขาวค่อย ๆ เคี้ยว ก่อนกล่าว
“ใช้ได้”
ใบหน้าจางเหว่ยพลันผิดหวัง
“เพียงใช้ได้?”
“เ้า้าให้น้าพูดอย่างไร?”
“อย่างน้อยควรบอกว่าเป็เนื้อกระต่ายที่อร่อยที่สุดที่ท่านเคยกิน”
“หากน้าพูดเช่นนั้น เ้าคงได้ใจจนพรุ่งนี้เข้าเทือกเขามรณะอีก”
“ข้าจะไม่ไปอีกแล้ว”
“จริงหรือ?”
“อย่างน้อยก็พรุ่งนี้”