ในคืนวันนั้นหลังจากที่ไลท์ได้ยินเสียงการทะเลาะกันที่ชั้นล่าง ระหว่างครอบครัวที่ได้ช่วยเหลือเขาไว้ สองตายายก็ได้เชิญหมอที่ดูท่าทาง ไม่น่าไว้วางใจคนหนึ่งเข้ามารักษาขาที่หักของชายหนุ่ม
หมอท่านนี้แต่งกายด้วยชุดคลุมสีขาวที่ดูสกปรกๆ โดยข้างๆ ตัวได้ห้อยกระเป๋าหนังโทรมๆ ที่ภายในบรรจุ กิ่งไม้ที่ละม้ายคล้ายกับ ไม้คทา เอาไว้อยู่ด้านใน
หากแต่ไม้คทาดังกล่าว มันมีลักษณะที่เหมือนกับขาของเขาไม่มีผิด คือไม้คทานี้ได้ถูกหักเป็สองท่อนนั่นเอง
“ขอโทษนะพ่อหนุ่ม แต่ตากับยายไม่มีเงินมากพอจะเชิญนักบวชแห่งแสงมาช่วยรักษาขาของเ้าได้จริงๆ เราสองคนจึงได้แต่เชิญอดีตนักบวช ที่พอจะมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง ท่านนี้มาช่วยเหลือเ้า!”
สองตายาย รู้สึกผิดกับไลท์อยู่ไม่น้อย ที่ไม่อาจเชิญนักบวชแห่งแสงที่มีพลังในการรักษามาช่วยรักษาจริงๆ ได้ตามที่ทั้งสองคนได้ลั่นวาจาเอาไว้กับชายหนุ่ม
“อ่ะแฮ่ม บอกแล้วใช่ไหม...อย่าได้พูดถึงศาสนจักรต่ำช้านั้นต่อข้าอีก ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่รักษาไอ้คนนอกรีตนี้ให้กับพวกเ้าเป็อันขาด”
หมอที่ได้เชิญมา แสดงสีหน้าโกรธเคืองออกมา อย่างไม่คิดที่จะปิดบัง
ส่งผลให้ คุณตาเกลต้องรีบขอโทษอีกฝ่ายเป็การยกใหญ่ ทั้งนี้คุณยายเฮลีย์ที่พอจะมองออกว่าไลท์คงจะใ จึงได้เข้ามากระซิบที่ข้างหูของไลท์ เพื่อบอกเล่าถึงความจริงที่ว่า
‘แท้ที่จริงแล้ว...หมอท่านนี้ เคยเป็อดีตนักบวชแห่งแสงขั้นฝึกหัด แต่เพราะด้วยความผิดที่เคยละเมิดกฎของทางศาสนจักร จึงถูกเนรเทศและขับไล่ออกมา พร้อมกับหักไม้คทาที่เป็สื่อกลางในการใช้พลังของชายคนนี้ลงในที่สุด’
ถึงกระนั้น แม้ไม้คทาที่เป็สื่อกลางของพลังแห่งแสง จะถูกหักลงไปแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าอดีตนักบวชแห่งแสงฝึกหัดคนนี้จะยังคงพกไม้คทานี้ไปไหนต่อไหนด้วยอยู่เสมอๆ
ไลท์ที่นอนอยู่บนเตียงได้แต่รับฟังเื่ต่างๆ อย่างนิ่งเงียบ...เพราะถึงยังไงเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมให้อีกฝ่ายรักษาขาของเขาก็เท่านั้น
“ฉันจะให้อภัยคนแก่สักครั้งก็แล้วกัน...เอาละ ตากับยายสองคน หลบไปได้แล้ว ฉันจะเริ่มการรักษาไอ้นอกรีตนี้ให้เอง!!” อดีตนักบวชฝึกหัด เดินเข้ามาใกล้กับเตียงนอนของชายหนุ่ม ก่อนจะเปิดกระเป๋าหนังข้างกายของมันออก
พลางหยิบไม้คทาที่หักเป็สองท่อนออกมา ประสานเข้าด้วยกัน ด้วยมือของตัวเองที่คอยจับเพื่อเป็ตัวช่วยประสานให้กับไม้
อดีตนักบวชเริ่มจับไปที่ขาของไลท์ ปากเปร่งเสียงที่ฟังดูคล้ายบทสวด บทหนึ่งออกมา...ในฉับพลันทันใด ก็มีวงแหวนเวทปรากฏขึ้นมาที่ขาของไลท์อย่างอัศจรรย์
วงแหวนเวทดังกล่าวค่อยๆ หมุนวนไปตามท่วงทำนองของบทสวด ราวกับสายน้ำที่ไหลอ้อยอิ่ง หากแต่ในระหว่างนั้น วงแหวนเวทที่เปร่งแสงเรืองรอง ก็ค่อยๆ ดับลงบ้าง สว่างขึ้นมาบ้าง อย่างผิดปกติ
“ไม่ต้องกังวล บทสวดนี้จะช่วยให้ขาของเ้ากลับมาเดินได้อย่างแน่นอน!!” อดีตนักบวชพูดอย่างมั่นใจ
วูม~! ไลท์รู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ซ่านอยู่ที่ขาของเขา นอกเหนือจากนั้นความเจ็บที่เป็เสมือนเข็มทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่ได้รับการรักษา ก็ดูเหมือนว่าความเ็ปนั้นจะอันตธารหายไป ราวกับปาฏิหาริย์
สีหน้าของไลท์ฉายแววออกมาด้วยความแปลกใจ ที่ความเ็ป จู่ๆ ก็หายเป็ปลิดทิ้ง...แต่กลับกันสองตายายและอดีตนักบวชที่เป็ผู้รักษากับคิดทึกทักเอาเองว่า สีหน้าที่ฉงนสงสัยของไลท์ คงเป็ผลพ่วงมาจากการรักษา
ที่ตลอดมา คนที่ได้รับการรักษาด้วยพลังเวทบทนี้ของศาสนจักรแห่งแสง จะมีอาการเ็ปรวดร้าวกันแทบทุกคนนั่นเอง
“ทนเอาไว้นะพ่อหนุ่ม เื่นี้จะมีคนอื่นที่รู้ไม่ได้เป็อันขาด!”
[แจ้งเตือนจากระบบ: ระบบตรวจพบพลังงานบางอย่างที่เข้ามาสู่ร่างกายของเ้าของร่าง ระบบเริ่มขั้นตอนแปรเปลี่ยนสิ่งแปลกปลอมให้เป็พลังงานบริสุทธิ์...1%!]
[แจ้งเตือนจากระบบ: ระบบตรวจพบว่าพลังงานบางอย่าง ที่ส่งผ่านเข้ามายังมีจุดบกพร่อง การเปลี่ยนแปลงเป็พลังงานบริสุทธิ์จึงยังไม่ได้คุณภาพ…5%!]
หน้าต่างและเสียงจากระบบที่ดังขึ้นมาในหัวของชายหนุ่ม ครั้งนี้มันสว่างและสดใสเสียยิ่งกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา อีกทั้งหน้าต่างที่เด้งขึ้นมาบนสายตาของเขา ก็เหมือนกับว่ามันกำลังโหลดอะไรบางอย่างอยู่ ดูแล้วคล้ายกับการโหลดข้อมูลในคอมพิวเตอร์
กระบวนการรักษาใช้เวลาเพียง 5 นาที ไม่นานนักอดีตนักบวชก็ถอนมือออกจากขาของชายหนุ่ม
“เสร็จแล้ว!!” อดีตนักบวชถอนหายใจออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย
“รู้ใช่ไหมว่าการรักษานี้ ไม่ได้ช่วยทำให้ขากลับมาเดินได้ในทันที อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกสักหนึ่งถึงสองเดือน ถึงจะเริ่มกลับมาเดินได้ ฉะนั้นจงเข้าใจว่าการรักษาของข้าทำดีที่สุดแล้ว!!”
อดีตนักบวชคล้ายกับพูดหาทางลงให้ตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าสองตายายไม่อาจที่จะไม่เชื่อได้ เพราะทั้งสองนั้นรู้ดีว่าการรักษาของอดีตนักบวชที่ถูกขับไล่ออกจากศาสนจักรแห่งแสงโดยที่ยังเป็แค่เด็กฝึกหัดยังไงก็ไม่อาจทัดเทียมได้กับนักบวชแห่งแสงจริงๆ อยู่แล้ว
การพักรักษาตัว 1-2 เดือนก็นับว่าดีมากแล้ว กับค่าจ้างเพียง 100 เหรียญทองมณี!
อันที่จริงสองตายายก็อยากที่จะจัดหานักบวชแห่งแสงมาให้กับไลท์ เพื่อรักษาเขาให้หายดีโดยเร็ว แต่ก็ติดตรงที่ทั้งสองไม่ใช่คนที่ร่ำรวยอะไรมากมาย อีกทั้งยังถูกลูกชายของตัวเอง ฉกเงินก้อนนี้ไปด้วยอีก
ทำให้สองตายายที่มีเงินอยู่เพียงน้อยนิด ต้องควักเอาเงินก้อนสุดท้ายของตัวเอง เพื่อมาเป็ค่ารักษาให้กับชายหนุ่มจนหมดตัวแล้ว ก็ว่าได้!!
และแน่นอนทั้งสองไม่ได้บอกเื่นี้ให้กับไลท์ได้รับรู้ หากไลท์รู้ว่าเงินที่นำมารักษาตนเองคือเงินก้อนสุดท้ายของสองตายาย เชื่อเถอะว่าต่อให้เขาจะพิกลพิการจนเดินไม่ได้ ไปหลายปี
ไลท์ก็ไม่มีทางทำให้สองตายายต้องมาลำบากเพราะเขา ที่เป็เพียงคนแปลกหน้าที่พึ่งจะรู้จักกันเพียงไม่กี่วันอย่างแน่นอน
“ขอโทษด้วยนะพ่อหนุ่ม ที่ตากับยายหานักบวชเก่งๆ มารักษาขาให้กับพ่อหนุ่มไม่ได้!” ยายเฮลีย์ยังคงนั่งเฝ้าไลท์อยู่้าบ้าน
ส่วนทางด้านของตาเกลก็เดินลงไปส่งอดีตนักบวชนั้นกลับไปยังหมู่บ้าน ซึ่งไลท์ที่เริ่มจะแข็งแรงขึ้นมาบ้างแล้ว ก็พลันเหลือบไปเห็นตาเกลที่อายุอานามมากว่า 70 ปี กำลังเข็นรถลากที่บรรทุกนักบวชคนนั้นกลับไปส่ง ผ่านทางหน้าต่างที่เปิดรับลมพอดิบพอดี
“. . .”
ไลท์ที่หูตาว่องไว ได้แต่ชะงักงันไปกับภาพที่เห็น
เขาไม่รู้จะพูดคำใดออกมา...คำพูดและความรู้สึกที่เอ่อล้น มันจุกแน่นอยู่ที่อก ทั้งซาบซึ้ง ทั้งรู้สึกผิดไปพร้อมๆ กัน
ชายหนุ่มมองทอดสายตาตามออกไป จนแสงไฟที่แขวนอยู่บนรถลากค่อยๆ หายลับตา คุณยายเฮลีย์ที่แก่ชราพอๆ กับคุณตา ก็จัดแจงยกสำรับอาหารมาให้กับเขาได้รับประทานเป็มื้อเย็น
“คนเจ็บต้องกินเยอะๆ รู้ไหม ร่างกายจะได้ฟื้นตัวเร็วๆ ยิ่งแข็งแรงเร็วเท่าไหร่ พ่อหนุ่มก็จะได้กลับบ้านไปหาครอบครัวของพ่อหนุ่มได้!” คุณยายยกถาดมาวางไว้ตรงหน้าของไลท์ พร้อมกับรีบเช็ดมือที่เหี่ยวย่น เพื่อเช็ดคราบสกปรกลงบนเสื้อผ้าของตัวเอง
ไลท์ที่เห็นดังนั้น จึงร้องตอบออกไป “ผมไม่มีครอบครัวหรอกครับและผมเองก็ไม่มีบ้านให้กลับไปด้วย!” ไลท์ไม่คิดจะปิดบังเื่ของเขาต่อหน้าคุณยายอีกแล้ว
แต่ทว่า...ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากบอกถึงความลับของตัวเขาออกไปว่า เขาคือคนที่ทะลุมิติมาต่างโลก
คุณยายเฮลีย์ก็ส่งเสียง จุ๊ๆ เบา ทำท่ายกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปาก พลางส่ายหน้าเล็กน้อย
“ยายรู้ว่าพ่อหนุ่ม ไม่ใช่คนของดินแดนนี้...แต่จำคำพูดของยายเอาไว้ให้ดีๆ หากเป็ไปได้ อย่าได้พูดถึงที่มาของตัวเองว่าเป็คนนอกรีตต่อหน้าคนอื่นเป็อันขาด”
“การเป็คนนอกรีตในดินแดนแห่งนี้ ไม่ต่างอะไรกับนักโทษปะา ฉะนั้นห้ามพูดเื่นี้อีกเป็อันขาด แม้แต่กับตาแก่หรือยาย ก็ห้ามพูด…สัญญาได้ไหม!” ยายเฮลีย์กระซิบกระซาบเพื่อไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไป
“ครับ...ผมสัญญา!” ไลท์พยักหน้ารับ เพื่อสัญญาเื่นี้กับหญิงชราที่อยู่ตรงหน้า
คุณยายเฮลีย์เองก็เผยรอยยิ้มอันเหี่ยวย่นของเธอออกมา ก่อนจะใช้ช้อนบรรจงตักข้าวต้มส่งเข้าปากให้กับไลท์ได้รับประทาน
‘อึก!!’
แล้วก็เป็ดั่งที่คาด...รสชาติของข้าวต้มชามนี้ ยังคงแย่ไม่ต่างอะไรกับข้าวต้มในตอนเช้าและกลางวัน
แต่ด้วยความซาบซึ้งในบุญคุณของสิ่งที่สองตายายทำให้กับเขา ไลท์จึงได้ฝืนรับประทานข้าวต้มจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะตกปากรับคำอย่างเสียไม่ได้ ที่คุณยายเฮลีย์คะยั้นคะยอให้กินข้าวต้มเพิ่มอีกสักครึ่งชาม T.T!!
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ยังมีอีกตอนลงตอน 2 ทุ่มนะครับ