บทที่ 7 สิ่งแลกเปลี่ยน
ตึง!
เสียงทุบโต๊ะอย่างรุนแรงของเฉินอู่หลงทำให้มารดาของมันรวมถึงผู้าุโสูงสุดต้องลอบถอนใจ หลังจากคำขอสามประการในที่ประชุมตระกูลจบลง มันก็มิอาจสงบจิตสงบใจได้เลย คำขอสองประการแรกมินับเป็สิ่งใดได้ แต่คำขอที่เกี่ยวกับพันธะสัญญาการสมรสนั่น มันมิอาจยอมรับได้อย่างแท้จริง ผู้ใดก็รู้ว่าคุณหนูตระกูลฉินเป็สตรีที่มันหมายปองมาั้แ่แรก มันหวังร่วมเรียงเคียงคู่กับนาง และมันเป็เพียงบุคคลเดียวที่เหมาะสมกับนาง แต่เ้าขยะที่ไร้ค่านั่นกลับใช้สิทธิ์อันชอบธรรมหมายพรากนางจากมันไป
“ข้าไม่ยอม เหตุใดจึงไม่มีผู้คัดค้านมัน ท่านตาเหตุใดท่านไม่ช่วยข้า!”
ผู้าุโสูงสุดมีศักดิ์ฐานะที่แท้จริงเป็บิดาของเฉินหลี่ไป๋ เช่นนั้นจึงเป็ตาแท้ๆ ของเฉินอู่หลง บุรุษชราได้แต่ส่ายศีรษะทอดถอนใจ
“วันนี้มันมาแปลกมากจริงๆ ท่าทีมันดูผิดคาดจนข้าเองก็มิทันระวังและมิได้เตรียมแผนรับมือ ประการสำคัญ มันกลับเล่นงานถูกจุด หากพวกเราขัดขวางมัน ต่อไปมันก็จะมีข้ออ้างอันชอบธรรมที่จะอยู่ที่นี่ และหากมันปักหลักอยู่ที่นี่ การจะกำจัดมันจากตระกูลก็มิใช่เื่ง่ายอีกต่อไป แผนยืมกระบี่ฆ่าคนคงมิอาจเกิดขึ้นอีกแล้ว”
เฉินอู่หลงโวยวายอย่างหัวเสีย
“แล้วจะให้ข้าทนมองดูสตรีที่ข้ารักจมปลักในบ่อโคลนอย่างนั้นหรือ จะให้เ้าขยะที่ไร้ความสามารถได้นางอย่างนั้นหรือ ข้ายินยอมไม่ได้"
“ลูกแม่เ้าใจเย็นๆ ก่อน”
“ท่านไม่เป็ข้าท่านไม่รู้หรอก ขนาดท่านยังคิดกำจัดจื่อรั่วให้พ้นทางจากท่านพ่ออยู่ทุกคืนวันมิใช่หรือ"
ผู้าุโสูงสุดจุ๊ปาก
“หลานข้า เ้าต้องสงบคำไว้ก่อน แล้วเ้าลองสงบจิตใจแลไตร่ตรองดูให้ดี คุณหนูสกุลฉินขึ้นชื่อว่ามีพร์มิต่างจากเ้า ทั้งมีความเย่อหยิ่งไม่ยอมถูกใครบังคับง่ายๆ เ้าคิดว่าคนเช่นนั้นจะยอมรับการสู่ขอของขยะตนหนึ่งจริงๆ หรือ"
ได้ฟังคำกล่าวของท่านตา เฉินอู่หลงก็มีท่าทีที่สงบลง พอได้นึกถึงคุณหนูสกุลฉิน สตรีที่งดงามทั้งแสนเย่อหยิ่ง ผู้ที่แม้แต่มันยังถูกนางมองข้าม นางคงไม่มีทางยินยอมแต่งงานกับตัวตนที่มิต่างจากขยะอย่างแน่นอน
“ขอบพระคุณท่านตาที่เตือนสติ"
“ไปพักผ่อนและเตรียมฝึกฝนวิชาฝีมือเถิด หากเ้าแข็งแกร่งจนเป็อันดับหนึ่ง อย่าว่าแต่คุณหนูสกุลฉินเลย สตรีทั้งโลกก็จะตกเป็ของเ้า"
เฉินอู่หลงผงกศีรษะด้วยความคลายใจขึ้นมาบ้าง
“ทราบแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้"
ส่วนผู้าุโสูงสุด มันทอดสายตาออกไปยังหน้าต่างพลางพึมพำขึ้นมา
“ดูซิเ้าจะมีลูกไม้ใดมาเล่นอีก เ้าขยะชั้นต่ำ"
.
.
.
“เป็ครอบครัวที่ไม่น่ากลับมาอยู่อย่างแท้จริง”
เสียงของจินเยว่ดังขึ้นในห้วงมโนจิตของเฉินซือหยาง นับแต่ที่ชายหนุ่มพกคันฉ่องที่เสียหายนั่นติดตัวมา มันก็สามารถสื่อสารกับนางได้ตลอดเวลา
“ท่านมีข้อเสนอจะมอบชีวิตใหม่ให้แก่ข้า โปรดชี้แนะวิธีด้วย"
“หมายความว่าเ้ายอมรับข้อเสนอ?"
เฉินซือหยางไม่รู้ว่าการตามหามรกตที่หายไปจะเป็เื่ยากหรือง่าย ทว่ามันต้องหาทางจัดการปัญหาตรงหน้าให้ได้ก่อน มันจะไม่ยอมกลายเป็คนอ่อนแอแลขี้แพ้ไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน
“มิผิด”
แม้จะเป็คำกล่าวตอบรับจากตัวตนที่อ่อนด้อยมากที่สุดเท่าที่นางเคยประสบพบมา แต่มันนับว่าเป็ความหวังเดียวของนางบนแดนดาราแห่งนี้ นางจึงพอบังเกิดความใจชื้นขึ้นมาบ้าง อีกทั้งตลอดรายทางที่นางััถึงพลังจิติญญาของผู้คนบนแดนดาราแห่งนี้ ผู้ที่ถูกยกย่องให้เป็อัจฉริยะหากเทียบกับผู้คนในแดนดารา์ อัจฉริยะเหล่านี้ก็มิต่างจากเหล่าขอทานกลุ่มหนึ่งเท่านั้น จะเห็นได้ว่าระดับพลังจิติญญาของแดนดาราพิภพอ่อนด้อยกว่าแดนดาราอื่นหลายเท่า เป็ไปตามตำราแห่งแดนดารา์ที่บันทึกถึงดาราที่อยู่สุดขอบจักรวาลเหล่านี้มิผิดเพี้ยน นางจึงมีความมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าจะเปลี่ยนแปลงชายหนุ่มที่ไร้พลังจิติญญา ซ้ำยังมีพลังร่างกายหรือพลังลมปราณที่อ่อนแอผู้นี้ให้พอที่จะสามารถค้นหามรกตที่หายไปแก่ตนจนสำเร็จได้
คิดเช่นนั้นประกายพลังจิติญญาสีเขียวจึงทอทอด ก่อนพันธนาการลงบนดวงจิตของเฉินซือหยาง
“ข้าจะถือคำกล่าวนี้เป็วาจาสิทธิ์ หากผิดคำ ข้าจะทำลายดวงจิตของเ้าด้วยพลังนี่ทันที"
เฉินซือหยางจึงคิดขึ้นมาในหัว
“สตรีนางนี้ช่างโเี้นัก มิสมหน้าตาเลยซักนิด"
“ข้าได้ยินนะ"
เฉินซือหยางต้องสะดุ้งโหยง
“นี่ท่านได้ยินความคิดของข้า"
“นับแต่ที่เ้าสามารถเข้าสู่มิติแห่งพลังจิติญญาของข้าที่ผสานกับพลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กาย สิ่งนี้ทำให้พวกเราเชื่อมโยงกันอย่างน่าอัศจรรย์ เช่นนั้นมิว่าเ้าจะคิดสิ่งใด จะกล่าวออกมาเป็คำพูดหรือไม่ ข้าล้วนได้ยิน”
“แบบนี้ไม่ดีเลยมิใช่หรือ"
“เช่นนั้นเ้าก็อย่าเกิดจิตคิดไม่ดีก็แล้วกัน”
เฉินซือหยางทำสีหน้าอับจนปัญญา ตอนนี้มันรู้สึกคล้ายมีิญญาอาฆาตเกาะติดอยู่ข้างกายและความคิดตลอดเวลาก็ปาน
“ว่าแต่ท่านจะเปลี่ยนชีวิตที่ไร้ซึ่งพลังจิติญญาของข้าอย่างไร"
“วิธีนั้นง่ายดาย เพียงแต่เ้าจะกล้าหรือไม่"
“ท่านก็เห็นแล้ว ชีวิตข้าไม่มีอะไรจะเสีย มีสายตาหลายคู่ที่แสดงเจตนาว่าพร้อมจะหยิบมีดทิ่มแทงข้าตลอดเวลา… หากไม่กล้าตอนนี้ ข้าก็คงตกเป็นกในกรงที่รอถูกเชือดในไม่ช้า”
หลังจากการตัดสินใจของชายหนุ่ม จินเยว่ก็ได้บอกวิธีแก่มัน ซึ่งวิธีนั้นได้นำพาให้เฉินซือหยางต้องมาหยุดยืนที่บริเวณหน้าผาสูงชัน มองมิเห็นแม้แต่ก้นเหว เขาลูกนี้คือเขาที่สูงที่สุดในเมืองไผ่เขียว เป็เขาสูงที่ทอดยาวไปจนถึงเมืองอื่น เฉินซือหยางเข้าใจว่าจินเยว่จะให้มันมาฝึกกำลังกายโดยวิ่งขึ้นลงเขาแห่งนี้
“โดดลงไปซะ"
“หา!”
เฉินซือหยางถึงกับะโเสียงหลง ไม่อยากจะเชื่อในเสียงที่ได้ยินในหัว ด้วยความสูงระดับนี้ ด้วยความลึกที่มองไม่เห็นแม้แต่ก้น นอกจากความตายที่รออยู่ ศพของมันที่ตายย่อมไม่สวยแน่ คงเป็ศพที่อเนจอนาถมากที่สุดในโลก
“ท่านล้อข้าเล่นแล้ว"
“มีที่ใดให้ต้องล้อเล่นหรือ”
“จะให้ข้าะโลงไปนี่นะ ด้วยสภาพข้าตอนนี้คงเละไม่เหลือกระดูก หากข้าตายยังจะทำตามสัญญากับท่านได้อย่างไร"
“ไหนที่บอกว่ากล้า?"
“วิธีนี้ใครกล้าก็บ้าไปแล้ว!”
ฟุบ!
ประกายแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นจากคันฉ่อง แม้มรกตบนคันฉ่องหายไปแล้ว พลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งคู่กายลดทอนกอปรกับยังเสียหายไม่สมบูรณ์ แต่พลังจิติญญาของจินเยว่เทียบเทียมเทวะ เป็พลังระดับเทพพระเ้าของแดนดาราแห่งนี้ เพียงจะฝืนปลดปล่อยออกมาไฉนจะทำไม่ได้ หากไม่ติดว่านางถูกขังอยู่ในมิติ พลังที่ปลดปล่อยนี้ก็คงจะสะทือนเลื่อนลั่นทำลายูเาไปทั้งลูกแล้ว ทว่าพลังที่ฝืนปลดปล่อยออกจากมิติ ก็เพียงพอที่จะทำให้หน้าดินบนยอดเขาทลายลงมา!
ไม่มีโอกาสให้เฉินซือหยางได้คัดค้าน ชายหนุ่มได้ไถลล้มกลิ้งไปตามแนวดินที่พังทลาย คนตกสู่หุบเหวลึก!
“เหวอ!”
“เ้าจงฟังและไว้ใจข้า เ้าคือความหวังเดียวของข้าบนแดนดาราพิภพแห่งนี้ เช่นนั้นข้าไม่ยอมปล่อยให้เ้าตายอย่างแน่นอน แต่การจะสร้างชีวิตใหม่และบ่มเพาะพลังแห่งจิติญญาแก่ผู้ที่ไร้พลังจิติญญา ชีวิตเดิมต้องก้าวขาข้างหนึ่งเหยียบบนเส้นแบ่งระหว่างความเป็ความตาย สติต้องสูญสิ้น กายาต้องแหลกลาน จึงจะสร้างชีวิตและไขกระดูกใหม่ของร่างกายที่เหมาะแก่การบ่มเพาะพลังจิติญญาได้ ในเมื่อเ้าไม่สามารถคืนกลับไปเป็เด็กทารกในครรภ์ มีแต่ต้องทำลายร่างกายและนำพาจิติญญาไปสู่เส้นแบ่งระหว่างความเป็ความตายด้วยวิธีนี้… วิทยาการแห่งความรู้ ทรัพยากรอันสูงล้ำ รวมถึงเคล็ดวิชาพิสดารมากมายซึ่งแดนดาราของเ้าไม่มีทางได้เห็น แต่ข้าเคยเห็นและประสบมาแล้ว เช่นนั้นข้าจึงรู้ดี เ้าจงรวบรวมความกล้า ผนึกจิตใจให้เข้มแข็ง รองรับกับวิธีการที่จะถือกำเนิดใหม่นี่ซะ!”
ด้วยความหวาดกลัวและตื่นใถึงขีดสุด สติของเฉินซือหยางแทบจะสิ้นไป แม้เคยผ่านความเป็ความตายมาก่อน แม้มีจิตใจและความคิดที่แปรเปลี่ยนไปมาก แต่มันเมื่อมาประสบกับสถานการณ์เช่นนี้ก็ยากจะทำใจได้ จึงเป็ผลให้หัวใจของมันเต้นเร็วและสูบฉีดโลหิตอย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ดูเหมือนั์ตาขาวของชายหนุ่มคล้ายจะมีเส้นเืฝอยแตกแขนงแผ่ลาม ราวกับดวงตาที่เต็มไปด้วยโลหิตมืดดำคู่หนึ่ง
เสียงร้องที่หวาดกลัวของเฉินซือหยางได้หายไป มีเพียงเสียงลมหายใจที่ดังกระชั้นชิดถี่เร็วราวสายลมโหมพัด จินเยว่เมื่อััได้ถึงความสงบลงภายในจิตใจของชายหนุ่ม นางก็อดรู้สึกแปลกใจขึ้นมามิได้ แม้จะบอกว่าคนๆ หนึ่งสามารถเข้มแข็งได้มากเพียงใด แต่เมื่อมาประสบกับสถานการณ์จวนตัวแลเป็ตายเช่นนี้ ทั้งมันยังเป็เพียงคนธรรมดามิได้ผ่านการรับรู้ถึงพลังปาฏิหาริย์ใด ก็ไม่น่าจะสงบนิ่งถึงขนาดนี้ได้ นางจึงต้องพินิจมองบุรุษหนุ่มผู้นี้ใหม่ คนที่ไร้พลังจิติญญาจนถูกตราหน้าว่าเป็ขยะผู้นี้ กลับมีความน่าสนใจซุกซ่อนอย่างบอกไม่ถูก
ที่จินเยว่กล้าเลือกที่จะใช้วิธีการเสี่ยงตายเช่นนี้ เป็เพราะนางได้เห็นกับตารวมถึงศึกษามาแล้ว วิธีการนี้เป็บิดาตนที่ใช้ปลูกถ่ายชีวิตใหม่แก่มารดา ตอนนางมีอายุย่างวัยสิบเอ็ดสิบสอง นางจำได้ว่ามารดานางเป็ยอดฝีมือผู้พิชิตแดนดารา์ อยู่เหนือยอดราชันย์ทั้งปวง ทว่าครั้งหนึ่งมีมหานทีสีดำโถมสู่แดนดาราสววรค์ ผู้ใดก็มิอาจต้านมหานทีแห่งความมืดนี้ แดนดารา์เกือบถึงคราวจะสูญสลาย สุดท้ายเป็มารดานางที่หาญกล้าสู้กับความมืดนั่น ท้ายที่สุดก็เป็มารดาของนางที่พิชิตมหานทีแห่งความมืดนั้นลง แต่เหตุการณ์ครานั้นมารดานางต้องตกอยู่ในสภาพเป็ตายอย่างเท่าเทียม มีชีวิตเหยียบย่างบนเส้นแบ่งระหว่างความเป็และความตาย กระดูกทุกสัดส่วนของร่างกายแหลกลานไม่เหลือชิ้นดี นางกลับกลายเป็คนพิการและไร้พลังจิติญญา เป็บิดาตนที่ค้นหาวิธี สรรพวิชาใด ทรัพยากรมีค่าหายากใด ท่านล้วนค้นหามาจนสิ้น จนในที่สุดก็สามารถปลูกถ่ายพลังชีวิต กายา และพลังจิติญญาขึ้นมาใหม่ได้ มารดานางฟื้นคืนสภาพดังเดิม แต่พลังจิติญญาคืนกลับสู่ระดับเริ่มต้น มารดานางไม่ได้ตายเพราะมหานทีสีดำ แต่นางตายเพราะเหล่าราชันย์ทั้งสี่ทิศฉวยโอกาสกำจัดนางเพื่อหวังขึ้นเป็หนึ่งในแดนดารา์แทน
การตายของมารดาและการตายของบิดาล้วนเกี่ยวข้องกับเหล่าราชันย์แห่งแดนดารา์ทั้งสิ้น แค้นนี้จินเยว่นางมิอาจไม่ชำระ แต่สถานการณ์ของนางในตอนนี้ยังไม่เกื้อหนุน ทั้งนางยังมีความสามารถไม่เพียงพอที่จะกระทำได้ ลำพังจะออกจากมิติของคันฉ่องยังต้องอาศัยผู้อื่น และการอาศัยผู้อื่นจึงเกิดข้อแลกเปลี่ยน นางกำลังนำวิธีของบิดามาแลกเปลี่ยน รวมถึงทรัพยากรสำคัญที่บิดาเคยใช้ บางส่วนที่เหลือล้วนถูกนางเก็บไว้ติดตัวเสมอมา นางจึงคิดมอบชีวิตใหม่ให้แก่เฉินซือหยางด้วยวิธีการนี้
รอจนร่างของชายหนุ่มกำลังจะััถึงพื้นหินเบื้องล่าง พลังจิติญญาของนางก็ปกคลุมไปที่หัวใจ ดวงจิต และอวัยวะภายในทั้งหมดของชายหนุ่ม ก่อนนางจะกระตุ้นไขกระดูกัาทรัพยากรล้ำค่าที่หลงเหลือจากการใช้ของบิดา ให้แทรกซึมไปตามเส้นเืและไขสันหลังของเฉินซือหยาง
อวัยวะภายในของชายหนุ่มถูกป้องกันด้วยพลังจิติญญาของหญิงสาว
ส่วนกระดูกที่กำลังจะแหลกลาน ให้ไขกระดูกัาเสริมสร้างขึ้นมาใหม่
“ต่อไปอยู่ที่ตัวเ้าแล้ว จงฝืนซึมซับมันให้มากที่สุด เท่าที่ชีวิตเ้าจะทำได้!”