ณ จวนแม่ทัพตระกูลหยวน
แดดร่มลมตกสองสตรีต่างวัยกำลังนั่งจิบชากินขนมอยู่ในศาลาทรงหกเหลี่ยมในสวนหย่อมท่าทางของหยวนหนิงเซี่ยในตอนนี้ดูเกียจคร้านยิ่งนักแต่กระนั้นผู้เป็มารดาก็ไม่ได้ถือสา เพราะนางก็เป็ของนางเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร
“งานเลี้ยงตระกูลไป๋ครั้งนี้จะไม่ไปไม่ได้แล้วนะเซี่ยเอ๋อร์หลายเดือนแล้วที่เ้าไม่ยอมออกจากจวนไปไหนเลยอยู่อุดอู้แต่ในจวนเ้าไม่เบื่อบ้างหรือไร นี่เป็่เวลาทองของหญิงสาวเ้าควรออกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง” ซูเนี่ยนอี๋ผู้เป็ฮูหยินของจวนแม่ทัพกล่าวกับบุตรสาวด้วยความเป็ห่วง
ั้แ่บุตรสาวของนางหายป่วยครั้งนั้นเซี่ยเอ๋อร์ก็ไม่ยอมออกจากจวนไปไหนอีกเลยทั้งที่เมื่อก่อนนางเป็คนที่ชอบออกไปเที่ยวเล่นจนเป็ชีวิตจิตใจมาบัดนี้กลับทำตัวเบื่อหน่ายโลก ไม่ยอมออกไปพบเจอผู้คนเห็นเป็เช่นนี้หัวอกผู้เป็มารดาก็นึกห่วงใยยิ่งนัก
“ข้าไม่อยากไปเ้าค่ะ”หยวนหนิงเซี่ยเอ่ยหนึ่งคำก็หยิบขนมเข้าปากหนึ่งคำท่าทางไม่สำรวมของนางมันน่าตียิ่งนัก
“แล้วเ้าไม่คิดถึงเื่แต่งงานบ้างหรือสตรีปักปิ่นแล้ว อีกไม่นานก็ควรออกเรือน หาใช่อุดอู้อยู่แต่ในจวนบิดาเ้านึกเป็ห่วงเื่นี้อยู่ไม่น้อย หรือหากเ้าไม่อยากเลือกเองให้มารดาคนนี้เลือกให้ เป็อย่างไร”
ซูเนี่ยนอี๋เอ่ยกับบุตรสาวอย่างค่อยเป็ค่อยไปเพราะนางรู้นิสัยของเซี่ยเอ๋อร์ดีบุตรสาวคนนี้ดื้อรั้นยิ่งกว่าสามหนุ่มสกุลหยวนเสียอีก จะบังคับมากก็ไม่ได้จะดุมากก็ไม่ได้ ทั้งหมดนี้ล้วนต้องโทษตาเฒ่าหยวนกับบุตรชายทั้งสามของเขาทั้งสิ้นที่ตามใจเซี่ยเอ๋อร์มาั้แ่เกิดจนนางกลายเป็บุตรสาวที่หัวแข็งและเอาแต่ใจเช่นนี้
“ข้าไม่อยากแต่งเ้าค่ะข้าอยากอยู่ดูแลข้างกายท่านพ่อท่านแม่ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่วันหน้าก็ยังสามารถช่วยพี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สามเลี้ยงดูหลาน ๆ ได้ด้วย ดูสิเ้าคะจวนสกุลหยวนของเรามีแต่ได้กับได้ทั้งนั้น ท่านแม่จะร้อนใจไปไย”
“เซี่ยเอ๋อร์เ้าอย่าพูดจาเหลวไหล” หยวนฮูหยินหรือซูเนี่ยนอี๋กล่าวอย่างขบขันบุตรสาวของนางั้แ่หายจากอาการป่วยหนักคราวนั้นก็ดูเหมือนจะมีความคิดที่เปลี่ยนไปมาก และรู้ความขึ้นมากด้วยเช่นกันแต่ทว่าสตรีจะไม่แต่งงานออกเรือนได้อย่างไรกัน เมื่อถึงวัยที่เหมาะสมก็ควรออกเรือนหาไม่เช่นนั้นจะกลายเป็ขี้ปากชาวบ้านเอาได้
ซูเนี่ยนอี๋เป็มารดาแท้ๆ ของหยวนหนิงเซี่ย หน้าที่ของมารดาก็คือการคิดเพื่อลูกเื่แต่งงานออกเรือนจะให้นางนิ่งเฉยได้อย่างไรกัน
“มีแม่สื่อจากหลายตระกูลมาทาบทามเ้าเซี่ยเอ๋อร์มีบุรุษตระกูลดีตั้งหลายคนที่หมายปองเ้าใยเ้าไม่สนใจและไม่ตอบรับไมตรีนั้น หรือว่าเ้ามีคนในใจแล้ว?”
ผู้เป็มารดาลองถามหยั่งเชิงทั้งที่ก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าบุตรสาวของนางหมายปองบุรุษคนใดแต่ทว่าการแต่งงานกับบุรุษคนนั้นไม่เป็ผลดีต่อสกุลหยวนของพวกนางมารดาคนนี้จึงพยายามมองหาบุรุษคนอื่น ๆและพยายามรบเร้าให้นางแต่งออกเรือนให้เร็วที่สุดตราบเท่าที่จะทำได้
“ข้าไม่มีผู้ใดในใจทั้งนั้นข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าเ้าคะว่าอยากอยู่ดูแลข้างกายท่านพ่อท่านแม่ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่แล้วอีกอย่างบุรุษพวกนั้นดีไม่สู้ท่านพี่ข้าได้สักคน ที่เห็นว่าดีที่สุดในเมืองก็เห็นจะมีแค่พี่ชายทั้งสามของข้าเท่านั้น”
คำพูดของหยวนหนิงเซี่ยคล้ายทีเล่นทีจริงเอาแต่ยกยอปอปั้นคนของตระกูลหยวน ไม่มีคนอื่นดีในสายตาแต่ทว่าในความทรงจำที่นางเคยเผชิญโลกมามาก มันกลับเป็เช่นนั้นจริง ๆในสมุดรายชื่อที่พวกแม่สื่อเอามามอบให้ล้วนไม่มีบุรุษคนใดที่ดีไปกว่าพี่ชายทั้งสามคนของนาง
ที่ว่าดีก็แค่เหมือนจะดีแต่ไม่ได้ดีจริง ๆ คนเรานั้นหากจะมองก็ต้องมองให้ลึกถึงแก่นแท้ไม่ใช่มองผิวเผินเพียงเปลือกนอกหาไม่เช่นนั้นนางอาจมีจุดจบไม่ต่างจากเดิมเหมือนครั้งที่แต่งไปเป็ฮูหยินของโจวเสิ่นเยี่ยนก็เป็ได้
“เซี่ยเอ๋อร์อย่าเอาแต่พูดเล่น” ซูเนี่ยนอี๋อดไม่ได้จึงเอ็ดลูกสาวไปคราหนึ่ง
“ข้าไม่ได้พูดเล่นเ้าค่ะท่านแม่พวกเขาเ่าั้ชอบที่ข้าเป็ข้าหรือชอบเพราะข้าเป็บุตรสาวแม่ทัพหยวนเหลียงกันแน่ข้าไม่อยากตกไปเป็เครื่องมือของพวกเขา”แววตาของหญิงสาววัยสิบหกปีคมปลาบฉายแววความแค้นไปชั่ววูบหนึ่งเมื่อนึกว่าตนเองจะต้องตกไปเป็เครื่องมือของคนพวกนั้น
“เซี่ยเอ๋อร์...”ซูเนี่ยนอี๋ไม่เคยเห็นแววตานั้นของลูกสาวมาก่อนยอมรับว่านางใมากที่เห็นบุตรสาวเป็เช่นนั้นซูเนี่ยนอี๋จึงรีบเอ่ยเรียกสติบุตรสาว
ครานี้หยวนหนิงเซี่ยไม่ได้เอาแต่พูดจาหลบเลี่ยงนางเลือกพูดจาอย่างตรงไปตรงมากับผู้เป็มารดาเพราะอย่างไรเสียนางก็ไม่อยากทำให้ท่านแม่ท่านพ่อไม่สบายใจ และประการหนึ่งลึก ๆแล้วนางรู้ดีอย่างยิ่ง ว่าท้ายที่สุดแล้วอย่างไรนางก็ต้องแต่งงานออกเรือนอยู่ดี
ที่พูดออกไปก่อนหน้านี้ก็แค่หวังว่าจะถ่วงเวลาได้มากหน่อยก็เท่านั้น
“ท่านแม่เ้าคะเื่แต่งงานต้องคิดให้มาก ข้าคิดว่าตระกูลใหญ่ความสัมพันธ์ซับซ้อนหากจะแต่งกับผู้ใดอาจจะต้องถามความเห็นจากท่านพ่อสักหน่อย หากท่านแม่ไม่วางใจเช่นนั้นท่านก็เลือกมาสักสองสามคนว่าบุรุษจากตระกูลไหนเหมาะสมกับลูกสาวของท่านมากที่สุดแล้วพวกเราทุกคนค่อยมาหารือกัน”
คำพูดของหยวนหนิงเซี่ยจริงจังมากจริงๆ จนบางครั้งผู้เป็มารดาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดบุตรสาวของนางคนนี้ถึงได้พูดจาเหมือนคนที่ผ่านโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน
“เ้าอย่าล้อแม่เล่นนะเซี่ยเอ๋อร์”
“ไม่ล้อเล่นเ้าค่ะหากข้าจะต้องแต่งงานออกเรือนจริง ๆ แล้วล่ะก็การแต่งงานของข้าจะต้องเลือกคนที่เหมาะสม ไม่สร้างปัญหาให้ครอบครัวของเราและเขาคนนั้นจะต้องมีประวัติที่ขาวสะอาดเป็ที่พึงพอใจของท่านพ่อท่านแม่และพี่ชายทั้งสาม”
ครานี้คำตอบของหยวนหนิงเซี่ยทำให้ผู้เป็มารดาพึงพอใจยิ่งนักซูเนี่ยนอี๋คลี่ริมฝีปากยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่หยุดเพราะในที่สุดนางก็เกลี้ยกล่อมลูกสาวได้สำเร็จแล้ว
หลังจากพูดคุยกันกับมารดาวันนั้นแล้วเสร็จหยวนหนิงเซี่ยก็ไม่อาจเก็บตนอยู่แต่ภายในจวนได้อีกนางถูกจัดแจงให้ออกไปร่วมงานสังคมเพื่อพบปะผู้คนไม่เว้นแต่ละวันจุดประสงค์ก็เพื่ออยากให้นางได้พบกับวาสนาดอกท้อซึ่งขณะเดียวกันนั้นผู้เป็มารดาก็จะสรรหาบุรุษที่เพียบพร้อมและเหมาะสมมาให้นางเลือกด้วยเช่นกัน
งานเลี้ยงที่หยวนหนิงเซี่ยจะไปร่วมในวันนี้เป็งานคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเหวินตระกูลเหวินเป็ตระกูลขุนนางเก่าแก่ ผู้เฒ่าเหวินเป็อดีตราชครูเป็ถึงราชครูของฮ่องเต้ที่พระองค์ทรงให้ความเคารพนับถือเป็อย่างมากฮูหยินของเขาก็เป็ถึงฮูหยินเก้ามิ่ง[1]
“นี่เซี่ยเอ๋อร์...เ้าฟังแม่นะ"
"ว่าอย่างไรเ้าคะท่านแม่"
"คุณชายเจี่ยงอายุยี่สิบปี ยังไม่มีพันธะ สอบผ่านเป็จวี่เหริน[2]แล้วคุณชายสือจิ่นเขาเป็บุตรชายคนโตสายตรงของตระกูลสือแม้จะยังไม่มีอะไรโดดเด่น แต่อนาคตเกรงว่าคงจะก้าวหน้าไม่น้อย ส่วนคุณชายสวี่เ้าเองก็เคยพบเขาอยู่บ่อย ๆ แม่ว่าเขาอายุพอเหมาะกับเ้า ฐานะก็เหมาะสมกับเ้าคนทั้งสามล้วนมาร่วมงานเลี้ยงวันนี้ด้วยเช่นกัน เ้าชอบคนใดก็ควรเข้าไปทำความรู้จักกับพวกเขาเสีย”
ซูเนี่ยนอี๋เอ่ยกับบุตรสาวพลางคลี่ม้วนกระดาษภาพวาดบุรุษรูปงามทั้งสามให้บุตรสาวดูขณะนั่งอยู่บนรถม้าคันกลางบุรุษทั้งสามแต่ละคนจัดว่าดีเด่นทั้งนั้นคู่ควรกับบุตรสาวตระกูลแม่ทัพของนางอย่างยิ่ง
“โธ่ท่านแม่...แต่ละคนที่ท่านเลือกมาให้ล้วนเป็ยอดบุรุษในเมืองหลวงสตรีในงานวันนี้ก็คงต่างมุ่งหวังพวกเขาด้วยกันทั้งนั้นท่านแม่พูดราวกับว่าข้างดงามล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าจะใช้ปลายนิ้วจิ้มเอาบุรุษคนใดมาแต่งด้วยก็ได้ ท่านแม่...บุรุษพวกนั้นคงไม่หมายปองข้าหรอก หรือจะให้ข้าไปแก่งแย่งกับพวกนางข้าล้วนทำไม่ไหว”
หยวนหนิงเซี่ยเอ่ยแบบปัดๆ เพราะนางเบื่อหน่ายเื่ยุ่งยาก ไม่อยากแก่งแย่งกับผู้ใด บุรุษหน้าตาดีชาติตระกูลดี ยิ่งเป็พวกลูกหลานขุนนางเก่าแก่ ย่อมมีภรรยาเจ็ดอนุแปดหากเป็ไปได้นางอยากได้บุรุษที่รักนางแต่เพียงผู้เดียวไม่ให้นางต้องแก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด
แต่มันจะเป็ไปได้หรือในยุคสมัยนี้?
“แต่พวกเขาไม่เกี่ยวพันกับการเมืองตระกูลพวกเขาเป็ขุนนางเก่าแก่ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย” ซูเนี่ยนอี๋ยังคงรบเร้าไม่เลิกเพราะอย่างไรเสียบุรุษพวกนี้ก็เหมาะสมกับบุตรสาวของนางที่สุด
“เช่นนั้นพวกเขาก็คงไม่เลือกข้า”หยวนหนิงเซี่ยหัวเราะเบา ๆ อย่างซุกซน
บิดาของนางเป็คนสนิทขององค์รัชทายาทเป็ท่านลุงที่องค์รัชทายาทนับถือและเคารพรักเพราะความผิดพลาดอันโง่เขลาครั้งนั้นของนาง พลอยให้องค์รัชทายาทถูกปลดพ้นตำแหน่งทั้งยังทำให้ครอบครัวสกุลหยวนของตนตายทั้งตระกูล
ความจริงท่านพ่อของนางไม่ค่อยสนใจเื่อำนาจหรือการเมืองสักเท่าไหร่เพียงแต่เมื่อน้องสาวต่างแซ่ที่เติบโตมาด้วยกันในจวนตระกูลหยวนได้เข้าวังหลวงไต่เต้าจนกลายเป็สนมคนโปรด ทั้งยังให้กำเนิดองค์ชายพระองค์แรกที่เฉลียวฉลาดน่ารักน่าชัง กระทั่งองค์ชายผู้นั้นกลายเป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้บิดาของนางที่เป็เครือญาติของพระสนมก็พลอยได้หน้าไปด้วย
พอมารู้ตัวอีกทีบิดาของนางก็ได้ก้าวเท้าเข้าไปพัวพันกับราชการการเมืองจนเกินกู่กลับเสียแล้ว
ในอดีตมารดาขององค์รัชทายาทหรืออวิ๋นหรง ถูกผู้เฒ่าหยวนผู้เป็บิดาของหยวนเหลียงเก็บมาเลี้ยงเนื่องจากบิดามารดาของนางตายตกเนื่องจากความโกลาหลของา
แม้ผู้เฒ่าหยวนจะเป็แม่ทัพเคยห่ำหั่นกับคนมาไม่น้อย แต่กับเด็กและผู้หญิงเขากลับมีเมตตาให้มากนักด้วยความสงสารจึงรับอวิ๋นหรงเข้ามาเลี้ยงดูเป็บุตรต่างแซ่
เมื่ออวิ๋นหรงย้ายเข้ามาอยู่ในจวนสกุลหยวนไม่มีผู้ใดชอบนางแทบไม่มีผู้ใดดีต่อนางเลยสักคน เว้นเสียแต่หยวนเหลียงที่เป็บุตรชายคนโตของตระกูลเป็พี่ใหญ่ของน้อง ๆ ทุกคน ที่มีความเมตตาต่อทุกคนเท่า ๆ กันไม่แบ่งเืเนื้อเชื้อไข
หยวนเหลียงคอยปกป้องดูแลอวิ๋นหรงในฐานะพี่ชายเป็อย่างดีมาโดยตลอดแม้กระทั่งวันที่นางเข้าวังเป็เพียงนางสนมตัวเล็ก ๆเขาก็คอยช่วยเหลือนางอยู่เนือง ๆ ไม่เคยคิดวางมือตลอดจนผลักดันให้บุตรชายของนางกลายเป็องค์รัชทายาทั้แ่อายุยังน้อยทั้งที่ความจริงแล้วหยวนเหลียงไม่ใช่พวกคลั่งไคล้อำนาจไม่ได้้าจะแย่งชิงอำนาจกับผู้ใดเขาเพียงแต่้าเห็นคนของตัวเองเป็สุขและอยู่มั่นคงในวังหลวงก็เท่านั้น
[1]ก้ามิ่งฟูเหรินคือ บรรดาศักดิ์สตรีสูงศักดิ์ในจีนโบราณที่ราชสำนักแต่งตั้งให้กับมารดาหรือภรรยาเอกของขุนนางที่มีคุณงามความดีโดยแบ่งเป็ 9 ระดับ (1 สูงสุด) ั้แ่ระดับ 1-5 เรียกว่า "เก้ามิ่ง"ส่วนระดับ 6-9 เรียกว่า "ชื่อมิ่ง" สวมชุดปู่ฝูและมงกุฎหงส์
[2]จวี่เหรินคือ ตำแหน่งทางวิชาการของจีนโบราณที่มอบให้แก่ผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับมณฑล(เซียงซื่อ) ซึ่งจัดขึ้นทุก 3 ปี โดยจวี่เหรินถือเป็"ผู้ได้รับคำแนะนำ" ให้เข้าสอบระดับสูงขึ้น (จิ้นซื่อ)และมีสิทธิ์ได้รับราชการเป็ขุนนางในตำแหน่งระดับต่ำ