คณะของเจียงรั่วหย่าจากไปแล้ว
ด้านเหอจิ่วเหนียงนำเื่ค่าผ่านด่านเข้าเมืองกลับมาบอกผู้สูงวัยทั้งสองของบ้าน
“นี่ราชสำนักจะบีบให้ราษฎรตายเลยหรืออย่างไร!”
นางซุนสบถด้วยความโมโห ขณะที่นางกำลังจะสาดคำหยาบคายออกมาต่อ ชายชราผู้รู้จักภรรยาตัวเองดีก็ยกมือปิดปากห้ามเอาไว้ได้ทันกาล
“คนเยอะขนาดนี้ เ้าอย่าพูดไม่คิดเด็ดขาด!”
นางซุนดึงมือผู้เฒ่าลู่ออกด้วยความไม่พอใจ แต่นางยังคงอดไม่ได้ที่จะพร่ำด่าออกมา จึงลดเสียงต่ำลง “ก็ข้าพูดเื่จริงนี่! ทุกปีฝนฟ้าเป็ใจ ยามได้ผลผลิตมาพวกเราก็จ่ายภาษีให้ราชสำนักตลอด ของดี ๆ ล้วนมอบให้ราชสำนักไม่ขาดตกบกพร่อง แล้วตอนนี้ราษฎรกำลังลำบาก เหตุใดราชสำนักถึงไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยบ้าง! นี่พวกเรากำลังจะตายกันหมดแล้วนะ!”
เหอจิ่วเหนียงฟังโดยไม่พูดอะไร นางเห็นด้วยกับวาจาของนางซุน ผู้ครองอำนาจในยุคสมัยนี้น้อยนักที่จะเห็นอกเห็นใจราษฎร
หรืออีกกรณีก็คือ เบื้องบนเห็นอกเห็นใจเหล่าราษฎรและพร้อมให้ความช่วยเหลือ แต่ถูกขุนนางใต้บัญชาทัดทาน เื่เช่นนี้ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้
“เอาละ พอได้แล้ว เ้าอย่าโมโหไปเลย ไม่ว่าอย่างไรครอบครัวเราก็เข้าเมืองได้อยู่แล้วน่า รอพวกเ้าใหญ่กลับมาก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ชายชราเอาน้ำเย็นเข้าลูบนางซุนด้วยความระมัดระวังเป็อย่างมาก หากแต่สีหน้าของเขาเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรเลย
ค่าผ่านด่านผู้ใหญ่คนละสามตำลึง เด็กคนละสองตำลึง หากเป็เมื่อก่อน ต่อให้ครอบครัวของพวกเขาระหกระเหินมาถึงตรงนี้ได้ก็เท่านั้น ไหนเลยจะมีปัญญาจ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมือง สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นความอดตาย
โชคดียิ่งนักที่หลังจากสะใภ้สามผ่านความตายมาได้ ครอบครัวก็พลิกผันโชคหล่นทับแบบไม่ทันตั้งตัว รวมถึงเื่ราวน่าประหลาดใจที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางทำให้พวกเขาเก็บทรัพย์สินมาได้ไม่น้อย ดังนั้นในตอนนี้การจ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมืองจึงไม่ได้เป็ปัญหา โชคดีจริง ๆ
แต่ปัญหาก็คือ…
เข้าเมืองเล็ก ๆ อย่างเฉียนโจวยังต้องจ่ายค่าผ่านด่านถึงจำนวนนี้ แล้วที่อันโจวล่ะ?
ที่อันโจวจะเก็บค่าผ่านด่านเข้าเมืองหรือไม่ แล้วหากเก็บจะเก็บคนละเท่าไร?
หากที่อันโจวต้องจ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมือง แล้วการที่พวกเขาเสี่ยงชีวิตอพยพไปถึงที่นั่นจะได้ประโยชน์อะไรกัน?
ราชสำนักรีดเืกับปูเช่นนี้ ช่างทำให้ราษฎรผิดหวังมากจริง ๆ!
----------
ณ ตำหนักหลวงในพระราชวัง
ฮ่องเต้ปาสาส์นในพระหัตถ์ลงบนพื้นด้วยความโกรธเกรี้ยว ทอดพระเนตรเหล่าขุนนางที่คุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยความเดือดดาล
“ฝ่าาโปรดทรงระงับโทสะ อย่าให้โทสะทำร้ายพระวรกายเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวกงกง—ขันทีประจำพระองค์รีบเข้ามาประคอง ช่วยลูบพระอุระให้นายเหนือหัวหายใจสะดวกขึ้นเพื่อระงับโทสะลง
“พวกหนานไท่ข่มเหงกันเกินไปแล้ว!”
ฮ่องเต้หอบหายใจแรง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเคียดแค้น แทบอยากจะกวาดล้างหนานไท่ให้ราบเป็หน้ากลองเสียเดี๋ยวนี้
เขาเพิ่งได้รับสาส์นเกี่ยวกับหนานไท่มา ด้านในระบุว่า เื่ภัยแล้งในเป่ยเหยียนรั่วไหลออกไปแล้ว พวกหนานไท่จึงจะสบโอกาสนี้ลอบโจมตี
สิ่งที่น่าโมโหที่สุดนั่นก็คือ ขุนนางใต้อาณัติเหล่านี้กลับยังตีมึนทำตัวโง่เง่า ไม่มีใครร้อนใจจะทำอะไรเลยสักอย่าง!
“ฝ่าา กระหม่อมเห็นว่า ที่พวกหนานไท่ทำเช่นนี้ก็เพื่อ้าหยั่งเชิงพวกเราพ่ะย่ะค่ะ หากเราตีตนก่อนไข้พวกมันก็จะฉวยโอกาสนั้นลงมือทันที ตอนนี้สิ่งแรกที่เราต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือการตั้งถิ่นฐานให้ผู้ลี้ภัยพ่ะย่ะค่ะ ส่วนพวกหนานไท่ ตราบใดที่เราไม่แสดงท่าที พวกนั้นก็ไม่กล้าผลีผลามแน่พ่ะย่ะค่ะ!”
ขุนนางระดับสูงท่านหนึ่งก้าวออกมาแสดงความเห็น เพื่อไม่ให้เป็การออกนอกหน้าจนเกินไปเขาจึงก้มศีรษะจนแทบจะแตะพื้น
“กราบทูลเสด็จพ่อ ลูกคิดว่าที่ใต้เท้าหลิ่วว่ามาก็มีเหตุผลนะพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายสาม—เฉินอ๋องออกปากสำทับเช่นกัน เพราะขุนนางแซ่หลิ่วผู้นี้คือคนของเขาเอง
เขามองพระพักตร์พระบิดา ก่อนจะกราบทูลต่อ “หากเราตื่นตระหนกกันตอนนี้ พวกหนานไท่ต้องรู้แน่ว่าเป่ยเหยียนกำลังทุกข์ยากเพราะภัยแล้งจริง ๆ แต่หากเรารั้งทัพรอจังหวะบุกโจมตี จัดการเื่ผู้ลี้ภัยให้เรียบร้อยก่อน พวกหนานไท่ก็ไม่อาจคาดเดาสถานการณ์ที่แน่ชัดได้ อาจทำให้เรา่ชิงโอกาสมาได้พ่ะย่ะค่ะ!”
ตอนนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ในเป่ยเหยียนกำลังประสบภัยแล้ง ท้องพระคลังก็ร่อยหรอ หากเกิดาในยามนี้ ผลลัพธ์คงเลวร้ายอย่างไม่อาจจินตนาการ
อีกทั้งรอบแคว้นไม่ได้มีแค่หนานไท่เท่านั้น หากเกิดาขึ้นจริง แคว้นอื่นก็คงฉกฉวยโอกาสเข้ามาก่อความวุ่นวายอย่างไม่อาจเลี่ยง
“เช่นนั้นเ้าว่ามาซิว่าเราควรจัดการกับพวกผู้ลี้ภัยเช่นไร?”
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันครองบัลลังก์มานานมากแล้ว แต่กลับไม่ได้ทำผลงานต่อราษฎรเท่าไร เพราะเอาแต่รับมือกับเหล่าโอรสทั้งหลาย ไม่ได้ใส่ใจเื่ราชกิจมากนัก
“ทูลเสด็จพ่อ ตอนนี้ราชสำนักมีทั้งศึกภายในและภายนอก พวกผู้ลี้ภัยยังมาสร้างความวุ่นวายอีก พวกเขามาจากที่ไหนก็ให้กลับไปที่นั่นเถอะพ่ะย่ะค่ะ! ประกาศออกไปก็ดี หรือจะใช้กำลังทหารปราบปรามก็ช่าง ลูกไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะไม่ฟัง!”
เฉินอ๋องยังไม่ทันอ้าปาก องค์ชายหก—จิ้งอ๋องก็ชิงออกความเห็นตัดหน้าเสียก่อน องค์ชายหกมีนิสัยหยาบกระด้างและอารมณ์ฉุนเฉียว ไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่น ด้วยเหตุนี้ไหนเลยเขาจะรู้ว่าราษฎรลำบากยากเข็ญแค่ไหน จึงพูดออกไปเช่นนั้นโดยไม่รู้สึกอะไร
“เ้าหก ความลำบากของราษฎรไม่ใช่เื่ที่เ้าจะเอามาพูดเล่นได้นะ!”
เฉินอ๋องเดือดดาลทันควัน จากนั้นหันไปประสานมือกล่าวกับพระบิดา “เสด็จพ่อ คำพูดของน้องหกเหลวไหลยิ่งนัก! หากที่อยู่อาศัยเดิมของพวกเขาไม่ประสบภัยจนอยู่ต่อไม่ได้ ใครจะอยากร่อนเร่เช่นนี้กันพ่ะย่ะค่ะ ต้องอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ มองไม่เห็นทางข้างหน้าว่าจะเป็เช่นไร ทั้งยังถูกพวกโจรคอยทำร้ายอีก! ลูกขอวิงวอน โปรดเสด็จพ่อเปิดท้องพระคลังช่วยเหลือผู้ลี้ภัยด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ! คลายความทุกข์ยากให้ราษฎรถือเป็ความมั่นคงต่อบ้านเมืองในระยะยาวนะพ่ะย่ะค่ะ!”
“ข้าพูดจาเหลวไหลตรงไหน ไม่จริงหรืออย่างไร! หากคนไร้ยางอายพวกนั้นกล้ามาเมืองหลวงละก็ คอยดูแล้วกันว่าข้าจะจัดการพวกมันอย่างไร!”
จิ้งอ๋องจับจ้องเฉินอ๋องเขม็ง กำลังจะสาดวาจากราดเกรี้ยวต่อ แต่เสียงกระแอมของฮ่องเต้ดังขัดขึ้นเสียก่อน จึงกลืนผรุสวาทที่เหลือลงไป
เขารู้ดีว่าการเบ่งอำนาจต้องทำแค่พอเหมาะ หาไม่เสด็จพ่อจะไม่พอพระทัยเอาได้
องค์ชายห้า—หลินอ๋องถือโอกาสนี้ออกความเห็น “ทูลเสด็จพ่อ สิ่งที่พี่สามกล่าวทั้งหมดถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ท้องพระคลังของเราก็ใช่ว่าจะมีกำลังช่วยเหลือมากพอ หากจัดสรรเงินช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเพียงอย่างเดียว เกรงว่าต่อให้ช่วยจนเงินหมดคลังก็ไม่เกิดประโยชน์
กองทัพกำลังเปิดรับสมัครทหารอยู่ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ เราให้ผู้ลี้ภัยเ่าั้ไปเติมเต็มกองทัพดีหรือไม่ วิธีนี้ไม่เพียงจะจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยได้ ยังเป็การขยายกองกำลังให้ราชสำนักด้วย! ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
องค์รัชทายาทก็คิดว่าวิธีขององค์ชายห้าไม่เลวเลย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เสด็จพ่อตรัสถามความเห็น เขาจึงรีบสำทับหลินอ๋อง “ทูลเสด็จพ่อ ที่น้องห้าว่ามามีเหตุผลพ่ะย่ะค่ะ!”
“กองทัพ…”
เฉินอ๋องจะทัดทาน แต่ขุนนางหลิ่วแอบส่งสัญญาณส่ายหน้าห้ามไว้
คนถูกห้ามรู้สึกโมโหอยู่ในใจ แต่ไม่นานก็ฉุกคิดขึ้นได้
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะออกหน้าออกตา ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลเสียต่อตัวเขาเอง
ฮ่องเต้เองก็รู้สึกว่าวิธีของโอรสลำดับที่ห้าเป็วิธีที่ดี ช่วยประหยัดเงิน อีกทั้งยังสามารถขยายกองกำลังได้ ดังนั้นจึงโบกพระหัตถ์เป็อันเห็นด้วยและออกพระราชโองการทันที จากนั้นรับสั่งเลิกประชุมอย่างสำราญพระทัย
จิ้งอ๋องเหลือบมองเฉินอ๋องด้วยสายตายั่วยุ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
หลินอ๋องเดินเข้ามาหาเฉินอ๋องด้วยความเข้าใจ “พี่สามอย่าโมโหไปเลย ตอนนี้ท้องพระคลังก็ลำบาก ใช้วิธีนี้รับมือไปก่อนก็ไม่เลวนะพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องกับหลินอ๋องมีความสัมพันธ์ค่อนข้างดีต่อกัน ได้ฟังวาจาของน้องชายเขาก็ทำได้เพียงทอดถอนใจ “ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้ากองทัพได้”
หากเข้าร่วมกองทัพ นั่นหมายความว่าจะต้องลงสนามรบ และผู้ที่ลงสนามรบย่อมต้องเป็ชายวัยหนุ่มร่างกายแข็งแรง แต่กลุ่มผู้ลี้ภัยจะมีบุรุษที่ตรงตามคุณสมบัติสักกี่คนกัน?
หลินอ๋องเองก็ไม่รู้ว่าควรปลอบใจพระเชษฐาเช่นไร จึงทำเพียงตบบ่าเบา ๆ ก่อนเดินจากไป
…
ทันทีที่เฉินอ๋องกลับมาถึงตำหนักส่วนพระองค์ก็ไปหาที่ปรึกษากองทัพทันที และบ่นวิธีการจัดการแก้ปัญหาของฮ่องเต้ให้เขาฟัง
“องค์ชาย คำพูดเหล่านี้อย่าพูดอีกนะพ่ะย่ะค่ะ! ที่ฝ่าาทรงทำเช่นนี้ก็เพราะคิดถึงท้องพระคลัง ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ การเพิ่มกองกำลังทหารก็ไม่ใช่เื่เลวร้ายอะไร อย่างน้อยก็เป็การช่วยให้พวกเขามีที่อยู่ที่กินชั่วคราว”
กว่านชง—ที่ปรึกษากองทัพเอ่ยปลอบใจคู่สนทนา ทว่าในใจเขาเองก็รู้สึกไม่สบอารมณ์กับเื่นี้เช่นกัน ในบรรดาองค์ชาย มีเพียงเฉินอ๋องที่ใส่ใจใต้หล้าโดยแท้จริง
ส่วนองค์ชายองค์อื่น รวมถึงองค์รัชทายาท ล้วนแต่…เฮ้อ อย่าพูดถึงเลย!
“แต่วิธีนี้ก็มีเพียงพวกผู้ชายที่ได้รับผลประโยชน์ แล้วผู้หญิงกับเด็กล่ะจะทำเช่นไร?”
เฉินอ๋องรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า เหตุใดเสด็จพ่อถึงไม่รอให้เหล่าขุนนางคิดหาวิธีอีกสักหน่อยนะ!
.
.
.