ตอนที่ 4
สาวใช้ฝีปากกล้า
สายลมพัดพาผ้าม่านสีขาวผืนบางปลิวพลิ้วไหว สุรเสียงเจื้อยแจ้วของนกกำลังออกหากินยามเช้าดังแว่วราวเสียงเพลงขับกล่อมให้สตรีที่กำลังนั่งคัดตำราอยู่ อดไม่ได้ที่จะชะเง้อคอมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง ชื่นชมความงามตามธรรมชาติที่ได้สรรค์สร้าง หลังจากนั่งหลังแข็งตรากตรำทำเพื่อชดใช้ความผิดของตน เนื่องเพราะนางได้เดินสะดุดตำราของเ้าสำนักที่วางกองเอาไว้ ร่วงหล่นลงไปในสระน้ำในตอนที่เดินซุ่มซ่ามเข้ามาด้านหลังหอคัมภีร์
ข้อแลกเปลี่ยนที่จินเลี่ยงหรงยกขึ้นมาต่อรองจึงเป็การที่ไป๋จางลี่ต้องคัดตำราทั้งหมดให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลาสามวัน และที่สำคัญ นางโดนคุมเข้มด้วยตัวของเ้าสำนักเอง และก็เพิ่งจะได้หายใจหายคอตอนจินเลี่ยงหรงเอ่ยบอกว่าเบื่อที่ต้องนั่งมองหน้าของนานตั้งหลายชั่วยาม จึงขอออกไปฝึกกระบี่เพียงครู่
ในใจลิงโลดหวังแอบอู้ตอนเขาไม่อยู่เฝ้า หากแต่คำสั่งเฉียบขาดก็เปล่งดังดักทางเสียก่อน เมื่อเขากลับเข้ามาตำราหนึ่งเล่มจะต้องเสร็จให้ทัน
มิเช่นนั้น…จากแค่ตำราหนึ่งกอง จะเพิ่มเป็สอง สาม และสี่ก็เป็ได้
“โอ๊ย เมื่อย!” เสียงบ่นอุบอิบเล็ดลอดจากริมฝีปากสีชมพูอ่อน
แขนเรียวชูขึ้นเหนือศีรษะ บิดและเอี้ยวตัวไปมาให้คลายความล้า และในขณะนั้นเองที่นกตัวน้อยตัวหนึ่งได้บินเข้ามาเกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่าง มันเอียงลำคอไปมาราวกับเป็การทักทายไป๋จางลี่ สตรีที่กำลังขยับเคลื่อนไหวร่างกายให้ผ่อนคลายถึงกับดวงตาเบิกกว้าง นางรีบลุกขึ้นจากตั่งเล็กแล้วสาวเท้าเข้าไปหานกน้อยตัวนั้นในทันที
“อาอู่ เ้ามาได้อย่างไร” ไป๋จางลี่เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มลิงโลด
ความตื่นเต้นจนปิดเอาไว้ไม่มิดแสดงออกต่อหน้านกน้อยที่เกาะอยู่บนขอบหน้าต่าง
“มารดาของเ้าส่งข้ามาดูความเป็ไป เ้าสบายดีหรือไม่…อิงเอ๋อร์” คำตอบถูกเปล่งออกมาจากปากของนกน้อย
มันพูดภาษามนุษย์ได้…
มารดาเลี้ยงของไป๋จางลี่ส่งมันมาสอดส่องความเป็อยู่ของบุตรสาว นกตัวนี้อยู่กับครอบครัวของนางมาั้แ่นางยังเล็ก มันเป็เสมือนเพื่อนและยังเป็พี่สาวในคราเดียว ยามที่นางเหงาหรือเศร้า ก็จะมีเพียงเ้านกอาอู่ตัวนี้นั่นแหละที่คอยปลอบโยนนางจนนางคลายทุกข์
“ข้าสบายดี แล้วมารดาของข้าเล่า ท่านยังทุกข์ใจเื่เก่าๆ อยู่หรือไม่”
“สบายดี แต่ก็มีบางทีที่นางก็ยังคงหวนคิดแต่เื่เดิมอยู่เช่นนั้น” อาอู่บอกกับไป๋จางลี่
นกน้อยตัวนี้ไม่ใช่เพียงแค่สื่อสารได้เท่านั้น แต่ยังแสดงสีหน้าและท่าทางได้ด้วย มันทำสีหน้าคล้ายมารดาของไป๋จางลี่ในขณะที่กำลังเล่าเื่ราวจากฝั่งสำนักกู้ที่อยู่ทางใต้ให้นางได้ฟัง
“อย่างไรก็ฝากเ้าดูแลท่านแทนข้าด้วยนะอาอู่ และก็บอกท่านด้วยว่าข้าสบายดี ทุกคนในสำนักจินใจดีกับข้า” จะเว้นก็เพียงแต่เ้าสำนักจินเลี่ยงหรงผู้นั้น ประโยคสุดท้ายไป๋จางลี่ทำเพียงแค่เอ่ยในใจ
“เช่นนั้นข้าก็สบายใจ ส่วนเื่ทางนั้นเ้าไม่ต้องกังวล แค่เ้ามีสุข มารดาของเ้าก็คงเบาใจ”
“อึ้ม”
ไป๋จางลี่ยิ้มให้เ้านกอาอู่หลังเอ่ยออกไปแค่ประโยคสั้นๆ นางต้องทำเป็สุขใจ แม้ความจริงจะอยากกลับไปอยู่สำนักเดิมให้ใกล้มารดาเพียงใดก็ตาม
บทสนทนาระหว่างคนกับนกดำเนินไปอีกสักระยะ จากนั้นอาอู่ก็สยายปีกและบินจากไป๋จางลี่กลับสำนักกู้ไปดังเดิม ประจวบเหมาะกับจินเลี่ยงหรงได้เปิดประตูหอคัมภีร์เข้ามาพอดี
“เ้าพูดคุยอยู่กับผู้ใด” คำถามเปล่งออกมาทันทีที่ได้เห็นหน้าสตรีที่เขาสั่งให้คัดตำราเงียบๆ คนเดียว
“ท่านเ้าสำนักมองเห็นผู้ใดอยู่กับข้าหรือเ้าคะ ถึงได้ถามเช่นนั้น”
“นี่เ้ายอกย้อนข้าหรือ”
“ข้าไม่กล้าเ้าค่ะๆ เพียงแค่ย้อนถามก็เท่านั้น” ไป๋จางลี่รีบยกมือขึ้นโบกพัลวันพร้อมเปล่งเสียงปฏิเสธข้อกล่าวหา และต่อมาก็เอ่ยอธิบายด้วยเสียงอุบอิบในประโยคท้ายๆ
“เหอะ นึกหรือว่าถ้าบอกปัดออกมาเช่นนั้นแล้วข้าจะเชื่อ เ้าจงใจเอ่ยวาจากระทบกระแทกข้าชัดๆ”
“เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านจะคิดเถิดเ้าค่ะ”
“ไป๋จางลี่!”
“เ้าคะ”
“เ้านี่ช่างต่อปากต่อคำจริงๆ” น้ำเสียงราวกับเหนื่อยหน่ายใจเปล่งดังจากริมฝีปากสีแดงคล้ำ
จินเลี่ยงหรงทำสีหน้าเอือมระอา ในขณะที่ไป๋จางลี่นั้นฉีกยิ้มใสซื่อส่งไปให้เ้าสำนักผู้ซึ่งเป็เ้านายของตน ใบหน้าหล่อเหลาส่ายไปมาเล็กน้อยแสดงถึงการปลงตกเสียเต็มประดา ถ้าหากนางไม่บอกว่าตนเป็สาวใช้ เขาก็คงจะนึกว่าสำนักกู้จงใจส่งสตรีสติเลอะเลือน มาเป็ของบรรณาการเป็แน่
ไป๋จางลี่ทำตาปริบๆ เมื่อจินเลี่ยงหรงไม่ได้เอ่ยสิ่งใด แต่กำลังทำท่าพยักพเยิดไปมา ราวกับ้าออกคำสั่งอะไรสักอย่าง แต่…
“ท่านเ้าสำนักเ้าคะ ข้าไม่เข้าใจเ้าค่ะ” นางจึงเอ่ยบอกเขาไปตรงๆ ว่าตนนั้นไม่อาจคาดเดาในสิ่งที่เขากำลังออกคำสั่ง
“นอกจากจะต่อปากต่อคำเก่งแล้ว ก็ยังโง่ และก็โง่อีกด้วย”
“ท่านตำหนิข้าแรงเกินไปหรือไม่เ้าคะ ถึงข้าจะเป็แค่สาวใช้ แต่ข้าก็มีจิตใจนะ” แม้วาจาที่เปล่งออกไปจะออกไปทางน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ใบหน้าที่ไป๋จางลี่แสดงออกนี่สิ กวนประสาทเสียยิ่งกว่าตอนที่นางกล้ายอกย้อนคำถามของเขาเมื่อครู่อีก
“ข้าบอกว่าให้เ้ากลับมานั่งที่โต๊ะหนังสือ” จินเลี่ยงหรงเกียจคร้านต่อปากกับนางแล้ว เขาจึงเอ่ยออกไปแทนท่าทางที่แสดงออกเมื่อครู่
ไป๋จางลี่เดินกลับมานั่งลงที่ตั่งตามเดิม เ้านกน้อยอาอู่ก็ยังไม่ทันได้ไปไหนตามที่ไป๋จางลี่คิด มันยังแอบดูนางอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ข้างๆ กำแพงของหอคัมภีร์
“หนึ่งเล่มที่ข้าสั่ง” ฝ่ามือแบออก ขยับนิ้วทั้งสี่กระตุ้นให้ไป๋จางลี่วางตำราที่นางคัดลงบนฝ่ามือของเขา
“ท่านเ้าสำนักเ้าคะ คือว่า…” ลากเสียงยาว ก้มหน้า กัดริมฝีปาก พลางย่นหัวคิ้วครุ่นคิดหาประโยคแก้ตัว
“ยังคัดไม่เสร็จสินะ”
“แฮ่ๆ เ้าค่ะ” หัวเราะแห้งและยอมรับทันควัน “แต่อีกเพียงครึ่งชั่วยามก็คัดเสร็จแล้วเ้าค่ะ ท่านเ้าสำนักได้โปรดคอยข้าสักนิดก่อน” รีบจุ่มปลายพู่กันลงในน้ำหมึก
“กระทำสิ่งใดอยู่ถึงไม่เสร็จเสียที ระยะที่ข้าฝึกกระบี่ควรเวลาที่เ้าจะคัดตำราเสร็จหนึ่งเล่มพอดีมิใช่หรือ”
“ได้โปรดคอยอีกหน่อยนะเ้าคะ” ไม่ตอบคำถามและไม่เงยหน้าขึ้นมอง
จึงไม่รู้ว่า…
“อ๊ะ”
จินเลี่ยงหรงขยับเข้ามาใกล้ให้ใบหน้าห่างจากนางไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ
“เหตุใดถึง…” พยายามย่นลำคอผงะให้ห่างที่สุด
“อยากมองใกล้ๆ เผื่อจะเห็นพิรุธและกดดันให้เผยความจริงออกมา เ้าเจรจาอยู่กับผู้ใดถึงคัดตำราไม่จบเสียที”
“ม ไม่ ม มี ข้าขอสาบานเลยเ้าค่ะ” เอาเถิด อย่างไรก็ขอยืนยันโกหกต่อไป ในใจภาวนาให้เบื้องบนเห็นใจไม่เอาผิดคนพูดปดเช่นนางเลย
“ยังคงไม่ยอมรับเช่นนั้นหรือ เห็นทีข้าคงต้อง…” ลากเสียงยาวและขยับเข้าใกล้เพิ่มแรงกดดันให้สตรีตรงหน้า
ลมหายใจอุ่นรินรดปลายจมูกโด่งรั้น ใบหน้าปรับเอียงก่อนเสียงแหบพร่าจะเอ่ยออกมาจนทำหัวใจของนางกระตุกสั่น
“…เปิดปากของเ้าด้วยปากของข้า”
พู่กันไม้ในมือขวาหักออกเป็สองท่อนหลังได้ฟังจินเลี่ยงหรงเอ่ย คอที่ย่นถอยหนีถูกมือใหญ่กดท้ายทอยไม่ให้ขยับได้อีก สายตาของเขามองลึกเข้ามาในดวงตาของนาง ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนดวงหน้าฟ้าประทานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ