เพล้ง !
เสียงถ้วยกระเบื้องตกลงพื้นเรียกสติของเฉินฟงให้กลับคืนมา ชายหนุ่มค่อย ๆ เปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งของตนขึ้นด้วยความยากลำบาก โสนประสาทได้ยินเสียงใสที่คุ้นเคยกำลังบ่นงึมงำแต่เขาจับใจความคำพูดเ่าั้ไม่ได้ เมื่อสามารถลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เห็นคือเพดานไม้เก่า ๆ ที่คุ้นเคย ชายหนุ่มมองไปรอบห้องนอนของตนก็พบกับร่างบางในชุดสีฟ้าที่กำลังก้มลงเก็บอะไรบางอย่างอยู่ เฉินฟงขยับตัวขึ้นนั่งช้า ๆ ทุกการขยับร่างกายเต็มไปด้วยความเ็ป เขาาเ็หนักไม่ใช่แค่บาดเเผลภายนอกแต่รวมไปถึงอาการาเ็ภายใน เเส้นั้นนอกจากดูดเืเขายังดูดกลืนพลังิชี่ในร่างกายไปด้วย !
“น่าเสียดายชาจริง ๆ อ่ะ เฉินฟง ! เ้าฟื้นแล้วหรอ” ซูอิงอิงที่กำลังลุกขึ้นยืนเห็นคนป่วยกำลังพยุงตัวเองพอดีร่างบางรีบเข้าไปช่วยประคองเฉินฟง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็ห่วงปนดีใจ
“พี่อิงอิงข้าไม่เป็อะไร”
“ไม่เป็อะไรแต่สลบไปตั้งห้าวันนะหรอ ! ดีเท่าไหร่แล้วที่เ้าไม่ตาย ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าต้องรักษาชีวิตไว้ให้ได้ ช่างเถอะ ! แค่เ้าฟื้นข้าก็ดีใจเเล้ว พวกเราเป็ห่วงเ้ามากนะ”
เเม้น้ำเสียงของซูอิงอิงจะมีเเววดุเฉินฟงในทีแต่ชายหนุ่มััได้ถึงความห่วงใยที่หญิงสาวตรงหน้ามีให้เขา มุมปากจึงยกยิ้มอ่อนโยนตามปกติส่งให้
“แล้วข้ากลับมาที่นี่ได้ยังไงหรอแล้วท่านลุงไม่เป็อะไรใช่หรือไม่” นั้นคือสิ่งที่เขาสงสัยเพราะความทรงจำสุดท้ายคือตอนที่ตนเองะโเข้าไปในหลุดดำสลับม่วงน่าพิศวงนั้น หลังจากเข้าไปภายในก็พบเพียงความมืดมิดรอบด้าน เสี้ยวความรู้สึกเฉินฟงรู้สึกคุ้นเคยกับคลื่นพลังนั้นเหมือนเขาเคยััมันมาก่อน แต่เพราะพิษาแในที่สุดเขาก็ไม่อาจประคองสติตัวเองไว้ได้
ซูอิงอิงถอนหายใจ นางหยิบถ้วยยาขึ้นมาเป่าและป้อนเฉินฟงชายหนุ่มจำต้องอ้าปากรับความห่วงใยจากนาง
“หลังจากการต่อสู้จบลงที่ตระกูลเว่ยได้แมวเบญจมาศทุกตัวไปครอง ตระกูลซูก็ส่งคนไปรับคนาเ็กลับมารักษา ท่านพ่อเองตอนที่ไปเจอก็อาการสาหัสแต่สภาพยังดีกว่าเ้ามากมายนัก ตอนนี้พักรักษาตัวอยู่ในเรือน ส่วนเ้านะ ตอนแรกข้ากังวลมากเลยรู้ไหมพวกเราหาเ้าไม่เจอ แต่นึกไม่ถึงว่าจู่ ๆ เ้าก็โผล่มานอนหายใจรวยรินอยู่ที่ประตูด้านหลังจวน สภาพเ้าตอนนั้นข้านึกว่าเ้าจะตายแล้วด้วยซ้ำทั้งอาการาเ็ภายนอกและภายใน ”
เฉินฟงพยักหน้ารับรู้แม้จะเต็มไปด้วยความสงสัย อยู่ ๆ เขาก็มานอนใกล้ตายในเขตตระกูลซูอย่างนั้นหรอ หรือจะเป็เพราะหลุมดำม่วงนั้นกันแต่มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เฉินฟงสลัดความคิดเ่าั้ออกไปก่อน ตอนนี้เขาต้องรีบรักษาตัวให้หายโดยเร็วที่สุด
“พี่อิงอิง ตระกูลอื่น ๆ ไม่ร่วมร้องเรียนกับทางการเื่ที่ตระกูลเว่ยฝ่าฝืนกฏการล่าหรือ”
เมื่อพูดถึงเื่นี้สีหน้าของซูอิงอิงก็แดงก่ำด้วยความเจ็บใจขึ้นมา นางกระเเทกถ้วยยาที่หมดแล้วลงด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
“ต่อให้อยากร้องเรียนแต่ใครจะกล้ากันเล่า เ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ที่อยู่เื้ัความบ้าบิ่นของตระกูลเว่ยในครั้งนี้คือองค์ชายพระองค์หนึ่งในราชวงศ์ ! เช่นนี้แล้วตระกูลสาขาปลายแถวในเมืองหนานตูอย่างพวกเราจะกล้ามีปากมีเสียงหาเื่องค์ชายของราชวงศ์ได้อย่างไรกัน ทุกคนจึงได้แต่เก็บความเจ็บใจเอาไว้ไม่สามารถระบายอะไรออกไปได้เลย !!”
เฉินฟงนึกตาม ผู้อยู่เื้ัคือองค์ชายของราชวงศ์อย่างนั้นหรือ ภายในหัวของชายหนุ่มฉายภาพร่างสูงในชุดสีขาวภายใต้หน้ากากหยกขาว ดวงตาที่มองเขาเหมือนมดปลวกพร้อมที่จะฆ่าทุกเมื่อนั้น องค์ชายคนนั่นน่าจะเป็เ้านั้นอย่างเเน่นอน ความแค้นครั้งนี้เขาจะจดจำเอาไว้ เมื่อไหร่ที่เเข็งแกร่งมากขึ้นคนที่เหยียบย้ำเขาในครั้งนี้จะต้องได้รับบทเรียน
“แล้วตระกูลใหญ่ทำยังไงกับเื่นี้หรือพี่อิงอิง”
“เ้านี่นะ ฟื้นมาก็เอาแต่ถามนู้นถามนี้ ข้าจะตอบแค่คำถามนี้คำถามสุดท้าย ตระกูลใหญ่จะทำอะไรได้ อย่างที่บอกใครจะสนใจตระกูลสาขาปลายแถวอย่างเราจนยอมทำให้คนของราชวงศ์ไม่พอใจกัน ยังดีหน่อยที่ทางตระกูลใหญ่ยังเห็นใจไม่ตัดทรัพยากรครึ่งหนึ่ง แต่ตัดเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้นเพราะยังไงเราก็ถือว่าทำภารกิจไม่สำเร็จ แถมยังได้รับาเ็หนักกันหลายคน”
ซูอิงอิงหันมาทางเฉินฟงและเห็นว่าชายหนุ่มนิ่งไป นางหน้าเสียเล็กน้อยนึกขึ้นได้กลัวชายหนุ่มจะโทษตัวเองที่ไม่สามารถรักษาแมวเบญจมาศไว้ได้ จึงได้เอ่ยเสียงจริงจังจนเฉินฟงตั้งตัวไม่ถูก
“เฉินฟง เ้าอย่าได้โทษตัวเองเื่เเมวเบญจมาศเชียวนะ เื่นี้ไม่มีใครโทษเ้า และไม่ใช่ความผิดของเ้าด้วยเ้าเองก็ทำหน้าที่ได้เต็มที่จนเกือบตายแล้วด้วยซ้ำ” เฉินฟงเผยยิ้มขบขันทันทีที่รู้ว่าซูอิงอิงเคร่งเครียดเื่อะไร แน่นอนว่าเื่นี้เขาไม่โทษตัวเองอยู่แล้ว เพราะเขาได้ทำหน้าที่เต็มความสามารถที่ตอนนี้เขาจะทำสำเร็จ แน่นอนว่าต่อให้เป็จอมยุทธ์คนอื่นในตระกูลเจอสถานการณ์โดนรุมเช่นที่เขาเจอแค่รักษาชีวิตให้กลับมาได้ก็ถือว่าต้องอาศัยเทพเซียนช่วยแล้ว แต่ใช่ว่าเขาจะไม่จดจำความเเค้นครั้งนี้เอาไว้ !
“พี่อิงอิงไม่ต้องกังวลข้าไม่โทษตัวเองเื่นี้แน่นอนท่านวางใจได้เลย” เมื่อเห็นว่าเฉินฟงพูดจริงตามนั้นหญิงสาวจึงพยักหน้าให้ ไม่นานร่างบางก็เดินออกจากห้องเพื่อให้คนป่วยได้พักผ่อน
เฉินฟงหลับตาลงอีกครั้งในหัวนึกถึงแต่หลุมดำม่วงที่ตนเองกระโดนเข้าไป นิ้วเรียวลูบคลำแหวนเก้าจันทราที่สวมใสไปมาก่อนจะเผลอหลับด้วยความอ่อนเพลีย
หลังจากเหตุการณ์การล่าเเมวเบญจมาศก็ผ่านมาแล้วร่วมสองเดือน เฉินฟงรักษาอาการาเ็ภายนอกและภายในของตนเองจนหายดี ต้องขอบคุณซูอิงอิงที่ยอมเสียสละสมุนไพรบำรุงในส่วนของตนมอบให้แก่เฉินฟง เพราะตระกูลซูมอบทรัพยากรให้ตามความสามารถ แม้ตอนนั้นเฉินฟงจะสามารถเปิดเส้นิชี่ได้เเล้วแต่ก็อยู่ในระดับลี่จิงขั้น 1 เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำต่อยมากในหมู่จอมยุทธ์ของตระกูล ฉะนั้นสมุนไพรในส่วนที่เฉินฟงได้รับจึงเป็เพียงสมุนไพรพื้นฐานที่ไม่เพียงพอต่อการรักษาอาการาเ็ของเขา ในความเป็จริงอีกสิ่งที่ทำให้เฉินฟงฟื้นตัวได้รวดเร็วก็คือสมุนไพรระดับกลางในห้องมิติภายในแหวนเก้าจันทราต่างหาก เพียงแต่เื่นี้เขาไม่สามารถบอกใครได้
และคนส่วนใหญ่ในตระกูลก็ไม่มีใครคาดคิดถึงการเลื่อนระดับพลังที่รวดเร็วของเฉินฟง เขาใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนรวมเวลารักษาตัวในการเลื่อนระดับจากจอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 1 ก้าวเข้าสู่การเป็จอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 2 ต้องเรียกว่าตอนนี้เฉินฟงเปรียบดั่งม้ามืด ผู้าุโหลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจเขาและคาดหวังถึงระดับพลังที่เฉินฟงจะไต่ขึ้นไปได้ แม้ว่าการเปิดเส้นิชี่ด้วยหญ้าครามสีรุ้งจะทำให้ใครอีกหลาย ๆ คนคิดว่าคอขวดของเฉินฟงอยู่อีกไม่ไกล และการเลื่อนระดับที่รวดเร็วจนน่าพิศวงนี้จะสิ้นสุดลง
ซูซีห่าวเองก็รักษาตนเองจนเกือบจะหายดีแล้ว ส่วนซูอิงอิงหญิงสาวกลับไปเรียนที่สำนักศึกษาเทียนเป่าั้แ่เดือนที่แล้ว ตอนนี้เฉินฟงตัดสินใจว่าเขาจะต้องเร่งฝึกฝนตัวเองเพื่อก้าวจากระดับลี่จิงขั้น 2 เข้าสู่ระดับลี่จิงขั้นสามโดยเร็วที่สุด ก่อนที่สำนักศึกษาจะเปิดรับศิษย์ใหม่ในอีกสามเดือนข้างหน้า
เฉินฟง้าหาความรู้ในการฟื้นฟูลูกแก้วตันเถียนของตน และแน่นอนว่าในเมืองหนานตูไม่อาจมีแหล่งความรู้ที่เขา้าได้ มีเพียงการออกไปเจอโลกด้านนอกและหาทางศึกษาจากตำราในสถานศึกษาเท่านั้น แม้เื่ที่เขา้าจะเป็เื่ยากเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตำราแบบนั้นจะมีอยู่จริงในพิภพแห่งนี้หรือไม่ แต่นั้นก็เป็หนทางสู่อนาคต อย่างน้อยการเข้าศึกษาที่สำนักเทียนเป่าก็เป็การปูทางสู่สำนักระดับสูงในเมืองหลวง
เฉินฟงหอบหายใจเล็กน้อยเมื่อเขาฝึกฝนกระบวนท่าการต่อสู้ ซูฮุ่ยชิวอนุญาตให้เฉินฟงเข้าเรียนพื้นฐานการฝึกยุทธ์กับรุ่นเยาว์ในระดับเดียวกัน แต่ความรู้เ่าั้ไม่เพียงพอสำหรับเฉินฟง เขาเเทบไม่ต้องเรียนรู้จากอาจารย์ด้วยซ้ำ อาศัยความเข้าใจเดิมที่เคยมีก็ผ่านวิชาพื้นฐานเ่าั้ได้ง่ายดาย นี่เองที่ทำให้เฉินฟงเริ่มมีตัวตนมากขึ้นเพราะความสามารถในการเรียนรู้ได้รวดเร็วของเขาเป็ที่กล่าวถึงในรุ่นเยาว์ระดับเดียวกัน
กระเเสพลังสีน้ำตาลสายหนึ่งถูกยิงมาจากอีกทิศพุ่งตรงเข้าใส่เฉินฟง ร่างสูงดีดตัวหลบสายพลังงานไปอีกฝั่งของลานฝึกอย่างสวยงาม
สวบ !
ร่างสูงของผู้มาเยือนพุ่งเข้าใส่เฉินฟงพร้อมกับหมัดที่อาบวิชายุทธ์ของระดับลี่จิงขั้น 3 เอาไว้ เฉินฟงขยับตัวหลบหมัดด้วยท่าทีสบาย ๆ หมัดหมัดนี้เเม้จะอาบพลังที่ถือว่าหนักแน่น แต่การจู่โจมยังราบเรียบและตรงเกินไปจนดูวิธีการต่อสู้ออก ความจริงแล้วเฉินฟงค่อนข้างคุ้นเคยกับการจู่โจมของ ‘ซูหยางจิง’ เพราะหลายครั้งเมื่อตอนเขายังไมไร้พลังเขาก็เหมือนกระสอบทรายให้อีกฝ่ายอัดซ้อม แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วเมื่อมีพลังิชี่ วิถีพลังของซูหยางจิงก็ไม่ได้น่ากลัวสำหรับเขาอีกต่อไปแม้จะต่างขั้นกันก็ตามที
“ฮึ !!” เสียงร้องไม่พอใจดังขึ้นจากซูหยางจิง เขาขัดใจที่เฉินฟงสามารถหลบการโจมตีของตนได้ถึงสองครั้ง ร่างสูงของซูหยางจิงหยุดการโจมตีสะบัดแขนเสื้อมองเฉินฟงด้วยสีหน้าไม่ชอบใจนัก
“ขยะถึงอย่างไรก็เป็ขยะ แค่เ้าโชคดีเปิดเส้นิชี่ได้ก็อย่าได้ใจไปละ หากข้าเอาจริงคนอย่างเ้าก็เป็ได้แค่กระสอบทรายเท่านั้น”
เฉินฟงเพียงยิ้มกับคำพูดนั้นของอีกฝ่าย ไม่ได้ให้ความสนใจกับคำพูดถากถางนั้น เขารู้ดีถึงเเม้ซูหยางจิงจะเอาจริง เขาก็สามารถหลบหลีกได้ด้วยวิชาร่างเงาพรางตาของตน
“หากเ้าสนใจประลองกับข้า ข้าก็ยินดีแต่คงต้องต่อสู้ตามกฏของตระกูลเ้ายินยอมจะท้าข้าหรือไม่เล่า”
กฏของตระกูลที่เฉินฟงบอกก็คือกฏการท้าประลองภายใน ที่จะเเข่งกันสามครั้งผู้ชนะสองในสามจะกลายเป็ผู้ชนะที่แท้จริง แต่ส่วนใหญ่แล้วการท้าประลองจะเกิดขึ้นในจอมยุทธ์ระดับขั้นพลังเดียวกัน หากซูหยางจิงท้าประลองเฉินฟงที่มีระดับพลังต่ำกว่าเกรงว่าต่อให้ชนะก็ไม่สมศักดิ์ศรีเท่าไหร่นัก
“หากเ้ามีปัญญาไล่ตามข้ามาได้ถึงเวลานั้นค่อยพูดเถอะ แต่คนที่เปิดเส้นิชี่ได้ด้วยหญ้าครามสีรุ้งเช่นเ้าจะมีปัญญาพัฒนาตัวเองได้ไกลเเค่ไหนกันเชียว เก็บความปากเก่งของเ้าไว้ใช้กับตัวเองเถอะเ้าขยะ !”
ซูหยางจิงพูดเพียงเท่านั้นก็หันหลังเตรียมเดินจากไป เฉินฟงเพียงยิ้มมุมปาก จะว่าไปอีกฝ่ายก็ไม่ได้มาหาเื่เขาั้แ่การล่าจบลง ถือเป็ความแปลกอยู่มาก แต่พอรู้ว่าตอนนี้ซูหยางจิงก้าวสู่ระดับลี่จิงขั้น 3 ทำให้ชายหนุ่มพอคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่มีเวลามาหาเื่เขาเพราะต้องเร่งการฝึกเลื่อนระดับมากกว่า
ฟิ้ว !
เสียงวัตถุแหวกอากาศดังขึ้นเฉินฟงคว้าป้ายบางอย่างที่ลอยมาจากซูหยางจิงเอาไว้
“ตามสัญญา ในเมือเ้ากลายเป็จอมยุทธ์ก็จงเอาขยะของเ้ากลับคืนไป !” พูดเพียงเท่านั้นซูหยางจิงก็พุ่งตัวหายไปยังทิศทางเรือนใหญ่อย่างรวดเร็ว
เฉินฟงแบมือออกในมือของเขากำลังกำป้ายหยกสีดำที่สลักตัวอักษรสีทองเอาไว้ตรงกลางว่า ‘เฉินฟง’ ส่วนอีกด้านของหยกก็เป็รูปักำลังคำราม
ป้ายหยกประจำตัว…
นี่คือป้ายหยกประจำตัวของเขา มันติดตัวเขามาด้วยทำให้ซูซีห่าวที่ช่วยชีวิตเฉินฟงรู้ว่าอีกฝ่ายชื่ออะไรก็เพราะป้ายหยกนี้ แต่ก่อนเฉินฟงห้อยป้ายหยกดำไว้กับตัวตลอดเวลาเพราะมันคือสิ่งเดียวที่ยืนยันตัวตนของเขาได้และชายหนุ่มคาดหวังว่าการมองมันบ่อย ๆ จะทำให้ความทรงจำของเขากลับมา แน่นอนความปราณีตของป้ายหยกดำต้องตาซูหยางจิงเข้าอย่างจัง อีกฝ่ายซ้อมเฉินฟงเสร็จก็ชิงป้ายหยกดำไป เฉินฟงจำได้ว่าตอนนั้นเขาเจ็บใจมากจึงร้องบอกซูหยางจิงด้วยความโมโห
‘หากข้าเปิดเส้นิชี่ได้ข้าจะประลองกับเ้าเอาป้ายหยกดำของข้าคืน ! เ้ารอวันนั้นได้เลยซูหยางจิง !’
ซูหยางจิงในตอนนั้นมองเป็เื่ขบขัน คนความจำเสื่อมบอกบางเช่นนั้นนะหรือจะมีปัญญาเปิดเส้นิชี่ หากมีความสามารถจะเปิดได้ก็ควรเปิดได้ตั้งนานแล้ว อาการความจำเสื่องไม่ได้เกี่ยวข้องกับระดับพลังิชี่เสียหน่อย
‘ฮึ หากขยะอย่างเ้าสามารถดิ้นรนจนเปิดเส้นิชี่ได้ข้าจะคืนมันให้เ้า ไม่จำเป็ที่ข้าต้องลดตัวลงไปต่อสู้กับขยะเช่นเ้า แต่จำไว้หากเ้าไม่มีความสามารถเป็จอมยุทธ์ก็อย่าได้หวังว่าข้าจะคืนมัน ในโลกนี้มีแต่ผู้แข่งแกร่งเท่านั้นที่สามารถกำหนดทุกสิ่ง !!’
นั้นเป็ดั่งคำสัญญาที่ซูหยางจิงเอ่ยกับเฉินฟง ความจริงชายหนุ่มตั้งใจว่าก่อนไปสมัครเข้าสำนักศึกษาเขาจะไปขอท้าประลองเพื่อเอาป้ายหยกดำกลับคืนอยู่แล้ว ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็คนที่รักษาสัญญาได้เหนียวแน่นเช่นนี้
“ท่าทางการเป็คนพูดคำไหนคำนั้นของเ้านี่จะไม่ใช่เื่โกหก”
ชายหนุ่มพึมพัมกับตนเอง เพราะก่อนหน้าเขาเคยได้ยินมาว่าซูหยางจริงเป็คนรักษาสัญญาเข้มข้น หากได้เอ่ยไปแล้วจะต้องทำตามที่พูดให้ได้ แต่เขายังไม่เคยประสบกับตัวเองเพราะสถานะของเฉินฟงต่อซูหยางจิงก็เป็เพียงกระสอบทรายเท่านั้น ครั้งนี้ทำให้เขาได้ัักับอีกมุมของคุณชายผู้โผงผางเอาแต่ใจ ไม่คิดจริง ๆ ว่าซูหยางจิงจะนำป้ายหยกดำมาคืนเขาถึงที่ เฉินฟงตัดสินใจห้อยป้ายหยกดำไว้ที่ข้างเอวเหมือนที่เคยทำ
หลังจากไปหาเฉินฟงแล้วซูหยางจิงตรงเข้าห้องของตัวเองทันที เขานั่งลงบนเตียงนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อน ในตอนนั้นซูหยางจิงกำลังฝึกฝนสมาธิอยู่ภายในห้องเช่นเดียวกับตอนนี้ แต่แล้วอยู่ ๆ เขาก็ััได้ถึงคลื่นพลังบางอย่างแผ่กระจายอย่างรวดเร็วภายในห้องของตน ทำให้ต้องลืมตาขึ้น และสิ่งที่ได้พบคือภายในกล่องไม้ธรรมดาที่ชายหนุ่มลืมเลือนไปแล้วว่าภายในกล่องนั้นมีสิ่งใดอยู่มีเเสงสีม่วงเล็ดลอดออกมาจากกล่องไม้ อยู่ ๆ ขนบนกายของซูหยางจิงก็ลุกซู่ขึ้นพร้อมกัน ชายหนุ่มลุกเดินไปยังกล่องไม้เก่า ๆ ใบนั้น เมื่อตัดสินใจเปิดมันออกก็พบว่าภายในคือป้ายหยกสีดำที่กำลังเปล่งเเสงสีม่วงน่าพิศวงออกมา คลื่นพลังของแสงแม้ไม่รุนแรงแต่ก็ทำให้ซูหยางจิงตื่นตัว เพียงไม่นานเเสงสีม่วงสว่างจ้าก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับความรู้สึกถึงพลังลึกลับที่หายไปอย่างรวดเร็วราวกับเมื่อซักครู่ไม่เคยเกิดอะไรขึ้นมาก่อน
เมื่อทุกอย่างกลับสู่ปกติ ทำให้ซูหยางจิงได้เห็นสิ่งของด้านในชัดเจน มันคือหยกสีดำที่สลักอักษรสีทองว่า ‘เฉินฟง’ เอาไว้ นั้นเองทำให้เขานึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ที่ตนเองไปหาเื่เฉินฟง และในครั้งนั้นเขาได้ยึดป้ายหยกดำนี้มาพร้อมกับคำพูดว่าจะคืนให้หากเฉินฟงกลายเป็จอมยุทธ์ ในตอนนั้นซูหยางจิงไม่คิดว่าเฉินฟงจะกลายเป็จอมยุทธ์ได้
เ้าขยะไร้ความทรงจำนั้นมีของมีค่าที่สลักชื่อตัวเองเช่นนี้ แม้ไม่อยากยอมรับก็พอเดาได้ว่าเฉินฟงอาจมาจากตระกูลที่มีอำนาจและทรัพยากร หากมาจากตระกูลแบบนั้นแล้วยังไม่สามารถเปิดเส้นิชี่ได้ก็เป็ไปได้ว่าเฉินฟงคือตัวไร้ประโยชน์ที่แท้จริง
แต่ความเชื่อนี้ของซูหยางจิงพังทลายลงเมื่อสองเดือนก่อน เพราะขยะที่เขากล่าวหาสามารถเปิดเส้นิชี่ได้แล้ว และยังใช้เวลาไม่นานทะลวงระดับจากลี่จิงขั้น 1 ไปสู่ขั้น 2 ด้วยเวลาอันรวดเร็ว !!!
“ชิ !!”
เสียงทุ้มเอ่ยกับตัวเองอย่างไม่ชอบใจ แม้เขาจะไม่ชอบขี้หน้าเฉินฟงและยังคงมองว่าอีกฝ่ายเป็ขยะอยู่เช่นเดิมแม้จะเปิดเส้นิชี่ได้แล้วก็ตาม แต่ด้วยนิสัยของเขาที่เป็คนพูดคำไหนคำนั้น ซูหยางจิงจึงตัดสินใจนำป้ายหยกดำไปคืนให้แก่เ้าของ
“ข้าไม่ยอมให้ขยะอย่างเ้ามากล่าวหาว่าข้าไร้สัจจะแน่”
ซูอย่างจิงเอ่ยกับตัวเองพร้อมถอนหายใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้นและท่าทางของเฉินฟงที่ดูไม่อยากจะเชื่อว่าเขาคืนป้ายหยกดำให้ง่าย ๆ ชายหนุ่มหลับตาลง ไม่นานเ้าของร่างก็สงบนิ่งเข้าสู่สมาธิฝึกฝนพลังิชี่ต่อไป
ร่างสูงสมส่วนที่ปกติจะถูกเสื้อผ้าตัวเก่าปกปิดเรือนร่างกำยำไว้ถอดอาภรณ์ส่วนบนออกนั่งในท่าขัดสมาธิ เบื้องหน้าคือคำภีร์เล่มเก่าเล่มหนึ่งบนหน้าปกเขียนด้วยตัวอักษรตวัดไปมาว่า ‘คำภีร์หมัดศิลา’ มันคือคำภีร์การต่อสู้ระดับต่ำที่ซูซีห่าวให้เขามา
ต้องบอกว่าการฝึกฝนระดับลี่จิงมักจะเน้นไปที่การรวบรวมพลังิชี่มากกว่าสำหรับครอบครัวธรรมดาหรือครอบครัวยากจนที่ไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอ การจะหาตำรายุทธ์ด้านการต่อสู้ซักเล่มไม่ใช่เื่ง่าย แม้จะเป็ตำราระดับต่ำแต่ก็มีราคาหลายพันเหรียญทองเพราะฉะนั้นจอมยุทธ์ที่ขาดแคลนทรัพยากรต่อให้มีระดับลี่จิงที่สูงขึ้นแต่ทักษะการต่อสู้ใช่จะดีตามไปด้วย คนเ่าั้มักจะฝึกฝนร่างกายและการต่อสู้โดยใช้ความรู้ที่ไม่ค่อยต่างกับการฝึกฝนต่อสู้ของคนธรรมดา ทั้งที่ความจริงแล้วการต่อสู้โดยดึงเอาความสามารถของร่างกายที่เหนือกว่าของผู้มีพลังิชี่จะให้ผลลัพธ์ที่ทรงประสิทธิภาพแตกต่างกันลิบลับ จอมยุทธ์หลายคนเพื่อให้ตนเองได้ฝึกทักษะการต่อสู้จากตำรายุทธ์ถึงกับยอมขายตัวเองเป็ค่ารับใช้ของตระกูลใหญ่ หรือสมัครเป็ทหารของราชวงศ์เพื่อหาช่องทางพัฒนาระดับพลังและความสามารถในการต่อสู้ของตนให้สูงขึ้น
แตกต่างกับลูกหลานตระกูลใหญ่ที่มีทรัพยากรมากมาย พวกนั้นจะได้รับการฝึกทักษะการต่อสู้พื้นฐานหรือการต่อสู้ประจำตระกูลั้แ่เริ่มเปิดเส้นิชี่ได้ ยิ่งทำให้ความสามารถในการต่อสู้และความสามารถในการพัฒนาระดับพลังิชี่เพิ่มขึ้นสูงอย่างก้าวะโ
หากเปรียบแล้ว พลังิชี่เป็เหมือนแหล่งพลังงานของร่างกาย ยิ่งมีระดับสูงแหล่งพลังงานในร่างกายก็ยิ่งมีมาก ส่วนตำราการฝึกฝนต่าง ๆ เปรียบดั่งการดึงพลังงานในร่างกายมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพ และขีดความสามารถที่มากขึ้นในระดับนั้น ๆ นอกจากนี้การประยุคใช้พลังิชี่ในการฝึกต่อสู้ยังเพิ่มความเข้าใจต่อพลังิชี่ในร่างกายเป็ผลให้ผู้ฝึกสามารถทะลวงระดับพลังไปสู่ระดับพลังที่สูงขึ้นได้เร็วมากขึ้น
แม้ตระกูลใหญ่จะตำราระดังสูงหรือทรงคุณค่ามากมายเพียงไร แต่เคล็ดวิชาที่ยิ่งใหญ่ก็ต้องใช้พลังงานที่มากมายตามไปด้วย หากผู้ฝึกไม่มีระดับพลังิชี่เพียงพอการมีตำราระดับสูงในก็ไร้ความหมาย นี่จึงเป็เหมือนหลักการฝึกและข้อได้เปรียบของผู้ร่ำรวยที่สามารถหาทรัพยากร ตำรา เคล็ดวิชาเพื่อเพิ่มความสามารถและความเร็วในการฝึกฝนเส้นทางจอมยุทธ์
แต่ก็ใช่ทุกอย่างจะง่ายดายเสมอไปเพียงแค่การมีทรัพยากร เพราะการฝึกตำรายุทธ์ให้สำเร็จจนต้องอาศัยสติปัญญา สมาธิขั้นสูงรวมถึงร่างกายที่เหมาะสมซึ่งติดตัวบุคคลมาั้แ่กำเนิดเสริมส่งด้วย เพราะฉะนั้นหากเป็อัจฉริยะแล้วต่อให้อยู่ในครอบครัวยากจนก็มีโอกาสเจิดจรัสขึ้นมาเป็ยอดคนได้เช่นเดียวกัน
ตำราที่ซูซีห่าวให้เขามาเมื่ออาทิตย์ก่อนเป็ตำราระดับต่ำ เฉินฟงได้อ่านเคล็ดวิชาภายในนั้นหมดแล้วความเป็จริงมันค่อนข้าง ‘ไร้ประโยชน์’ สำหรับเขา เคล็ดวิชานี้คงไม่ได้ถูกเขียนด้วยผู้มีความรู้มากมายอะไร ประสิทธิภาพของหมัดศิราจึงค่อนข้างต่ำ แม้จะเทียบกับคำภีร์ระดับต่ำเหมือนกัน แต่เฉินฟงไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของซูซีห่าว อีกฝ่ายคง้าให้เขาได้เรียนรู้มากขึ้นและพัฒนาได้ไกลมากขึ้นจากทรัพยากรที่มีในตอนนี้
ความเป็จริงเฉินฟงไม่ได้กังวลเื่ตำราการฝึกฝน ต่อให้ตอนนี้เขาไม่มีตำรายุทธ์แม้แต่เล่มเดียวเขาก็สามารถฝึกเคล็ดวิชาการต่อสู้ได้ นั้นเป็เพราะในหัวของเฉินฟงเคยผ่านระดับพวกนี้มาแล้ว เคล็ดวิชาการต่อสู้หลายอย่างที่เขาเคยฝึกฝนมันแพร่กระจ่ายอยู่ในเส้นเื ในเส้นลมปราน ก่อนหน้าเป็เพราะเขาไม่มีระดับพลังิชี่เพียงพอที่จะนำเอาความสามารถเ่าั้มาใช้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เฉินฟงสามารถใช้เคล็ดวิชาการต่อสู้ระดับต่ำที่เขาเคยฝึกฝนได้ และเคล็ดวิชาที่ดีที่สุดสำหรับระดับลี่จิง‘ขั้นสอง’ ของตนคือ
เคล็ดวิชาศิลาเก้าเจดีย์
เคล็ดวิชานี้หากฝึกฝนแค่ระดับ 1 คือเจดีย์ชั้นที่หนึ่งจะถือว่าเป็เคล็ดวิชาระดับต่ำ แต่หากฝึกฝนเจดีย์ในชั้นที่สูงขึ้นความรุนแรงและน่ากลัวของพลังจะมากขึ้นทบทวี เฉินฟงรู้มาว่าหากฝึกฝนถึงเจดีย์ชั้นที่9 เคล็ดวิชานี้จะกลายเป็เคล็ดวิชาระดับ์เลยทีเดียว
การแบ่งระดับตำราสามารถแบ่งเป็ระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง ระดับเงิน ระดับทอง ระดับหยก ระดับ์ ระดับตำนาน และระดับบรรพการ
ตอนนี้เฉินฟงได้เริ่มทบทวนวิชาศิลาเก้าเจดีย์แล้ว วิชานี้แม้ไม่ใช่วิชาด้านการต่อสู้ที่ทรงพลังแต่เป็วิชาด้านการป้องกันที่น่าสะพรึงกลัว ด้วยขอบเขตพลังิชี่ทำให้เฉินฟงสามารถไปถึงแค่ระดับเจดีย์ชั้นแรกเท่านั้น แม้จะเจ็บใจอยู่บ้างแต่เฉินฟงรู้ว่าเขาต้องใจเย็น
ตอนนี้สิ่งที่เฉินฟงให้ความสำคัญคือการทะลวงระดับลี่จิงขั้น 3 เพราะระยะเวลาในการเข้าร่วมทดสอบเข้าศึกษาที่สถานศึกษาเทียนเป่าใกล้เข้ามาแล้ว เหลือเวลาอีกเพียงเดือนครึ่งเท่านั้น หากเขาไม่สามาถไปสู่ระดับนั้นได้เขาจะพลาดโอกาสในปีนี้ และการหาหนทางฟื้นฟูตันเถียนจะยิ่งใช้เวลานานยิ่งขึ้น นั้นเป็สิ่งที่เฉินฟงรับไม่ได้
ระหว่างกำลังโคจรพลังความร้อนสายหนึ่งก็เเล่นจากนิ้วชี้ด้านขวาซึ่งสวมใส่เเหวนเก้าจันทรา และพลังงานนั้นได้พุ่งเข้าสู่ตันเถียงของเฉินฟงอย่างรวดเร็ว
เฉินฟงรีบพุ่งกระแสจิตเข้าไปยังตันเถียนของตนเองทันที ั้แ่ตอนการล่าแหวนเก้าจันทราก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ อีกเลย เเม้เฉินฟงจะพยายามกระตุ้นมันด้วยหลาย ๆ วิธี นอกจากการเข้าไปในมิติห้องสมุดเขาก็ไม่รับรู้ถึงพลังของแหวนอีกเลย แต่ครั้งนี้อยู่ ๆ แหวนก็ส่งกระเเสพลังมาหาเขา
เฉินฟงเข้ามายังตันเถียนที่เเห้งเเล้งของตนก็พบกลุ่มควันสีดำม่วงคล้ายกับคลื่นพลังดำม่วงที่เขาพบเจอตอนการล่า ต่างกันเพียงว่าคลื่นพลังงานที่ลอยอยู่เหนือแม่น้ำที่แห้งขอดในตันเถียงของเขามันเบาบางและจางจนดูไม่เหมือนพลังงานน่าหวาดกลัวในครั้งนั้น แต่เฉินฟงจำได้กระเเสพลังของกลุ่มควันนี้เป็แบบเดียวกับคลื่นพลังนั้นเเม้จะเจือจางแต่ไม่ผิดแน่
มันเป็เหมือนที่เขาคิดไว้ !!!
พลังงานดำม่วงที่ช่วยให้เขารอดจากความตายมาจากแหวนเก้าจันทรา !!!
“ในที่สุดก็ยอมออกมาเจอกันนะ ข้าพยายามทักทายเ้าแต่เ้าก็เงียบหายไปเลย”
เฉินฟงพูดกลับกลุ่มพลังงานนั้นด้วยรอยยิ้มอบอุ่นตามแบบฉบับของตน และเหมือนกลุ่มควันนั้นจะได้ยินเสียงของเขา มันลอยต่ำเข้ามาหาเฉินฟงและหมุนวนไปมารอบร่างของเฉินฟงซักครู่ เมื่อกลุ่มควันัักับร่างจิตเฉินฟงััได้ถึงความเย็นฉ่ำที่แผ่ออกมาจากกลุ่มควัน ช่างให้ความรู้สึกแตกต่างกับตอนการล่าเหลือเกิน ตอนนั้นมันเต็มไปด้วยความรุนแรง ลึกลับ น่าหวาดกลัว…
กลุ่มควันดำม่วงลอยพัวพันเฉินฟงอยู่ไม่นานมันก็ลอยพุ่งไปยังศาลากลางตันเถียง ทำให้เฉินฟงรีบตามไปในทันที มันลอยวนอยู่รอบ ๆ ลูกเเก้วตันเถียงซักพักใหญ่ เฉินฟงไม่ได้ทำอะไร เขาเพียงจ้องมองว่ามันจะทำอะไรต่อไป
ความจริงแล้วการให้กลุ่มพลังงานหรือสิ่งที่เหนือการควบคุมเข้ามาอยู่ในตันเถียนไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก แต่เฉินฟงรับรู้ได้ว่ากลุ่มควันดำม่วงนี้จะไม่ทำร้ายเขา
รวมถึงไม่ทำให้ตันเถียงของเขาเสียงหายไปมากกว่านี้…มั้ง
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฉินฟงจึงตัดสินใจนั่งสมาธิโคจรพลังิชี่ของตน แต่แล้วจู่ ๆ กลุ่มควันที่ลอยรอบลูกแก้วตันเถียงก็แทรกเข้าไปในลูกแก้วทางรอยแยกของลูกแก้วอย่างรวดเร็ว เฉินฟงรับรู้ถึงความผิดปกติดวงตาสีน้ำตาลลืมขึ้นฉับพลันหันไปทางลูกแก้วตันเถียงของตนที่ตอนนี้มีกลุ่มควันดำม่วงลอยอยู่ภายในจนดูเหมือนลูกแก้วสีดำม่วงโอบล้อมด้วยควันสีเทาจาง ๆ ด้วยสายตาตกตะลึง
“ทำอะไรของเ้าน่ะ ! นั้นของสำคัญของข้านะออกมาเดี๋ยวนี้เลย”
ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินเข้าไปหาลูกแก้วตันเถียนอย่างรวดเร็วพร้อมพูดกับควันดำม่วง เขาไม่รู้ว่ามันจะได้ยินหรือเข้าใจหรือไม่แต่เขาคิดว่ามันต้องััถึงความไม่พอใจของเขาบ้าง เหมือนกับเขาที่ััได้ถึง ‘ความไม่สนใจ’ ต่อคำดุที่เขากล่าวกับมัน !
กลุ่มควันดำม่วงยังคงลอยอยู่ภายในลูกแก้วตันเถียน ยิ่งเฉินฟงคิ้วขมวดด้วยความไม่พอใจดูเหมือนควันที่เคยลอยวนในลูกแก้วจะจับกันเป็กลุ่มควันที่หนาแน่นขึ้นเล็กน้อยและลอยอยู่ในจุดกึ่งกลางของลุกแก้วตันเถียนที่เสียหาย ก่อนการเคลื่อนไหวของกลุ่มควันจะสงบนิ่งลง
นั้นเองที่ทำให้เฉินฟงถอนหายใจ เพราะทันทีที่กลุ่มควันลอยนิ่งเขาก็ไม่สามารถััได้ถึงการตอบสนองของกลุ่มควันที่มีต่อเขาอีก
“อยากอยู่ในนั้นก็อยู่ไปแต่เ้าห้ามสร้างความเสียหายอะไรในลูกแก้วตันเถียนเด็ดขาด ไม่งั้นต่อให้เป็แหวนประจำตระกูลข้าก็จะโยนทิ้งไปซะ !”
เฉินฟงเอ่ยขึ้นมาเพราะไม่รู้จะขู่อะไรกลุ่มควันนั้นเเล้ว แต่เ้ากลุ่มควันนั้นก็ไม่ได้ตอบสนองอะไรเฉินฟงอีก มันเพียงลอยนิ่งเหมือนกำลังพักผ่อนอยู่ในลูกแก้วตันเถียงของเฉินฟง
“เอาเถอะเห็นแก่ครั้งที่แล้วที่เ้าช่วยข้าไว้ จะให้ยืมที่นี่อยู่ไปก่อนแล้วกัน”