ตอนที่22
เกี้ยววิจิตรกับคุณชายอาภรณ์ขาว
ฉับพลันภายในเกี้ยวอันวิจิตรงดงามซึ่งยังมิได้วางลงกับพื้นยังคงถูกแบกหามอยู่บนบ่าของชายสี่คน มีเสียงกังวานตอบกลับมาน้ำเสียงแข็งกระด้างขาดซึ่งความเกรงอกเกรงใจในน้ำเสียงที่ตอบออกมาแฝงไปด้วยกลิ่นอายอันชั่วร้ายภายในน้ำเสียงที่ส่งมากระทบโสตของาุโทั้งสามรับรู้ได้ถึงพลังไร้สภาพชนิดหนึ่งพลังนั้นถูกคนในเกี้ยวบรรจุแฝงมากับน้ำเสียง เมื่อบรรลุถึงจึงกดคุกคามาุโทั้งสามเป็บริเวณกว้างพลังเร้นลับนั้นที่แฝงมากับน้ำเสียงค่อย ๆ รวมตัวบีบรัดเป็วงแคบล้อมกักาุโทั้งสามเอาไว้
าุโทั้งสามเมื่อรับรู้ถึงกับแสดงอาการตระหนกใแต่เป็เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวก็รีบเก็บอาการเอาไว้ทั้งสามมิรอช้าต่างรีบเกร็งกำลังลมปราณขึ้นคุ้มครองกายพอดีน้ำเสียงนั้นกระทบโสตว่า
“ท่านสินะเป็หัวหน้าพรรคไผ่หลิวนามเฉิงปู้กง?อีกท่านหากข้าพเ้าคาดเดามิผิดคงเป็เ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณนามเหิงปี้ไป่ส่วนอีกท่านคงเป็เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวท่านมู่ชิวป้าผู้ต่ำต้อยครานี้เพิ่งออกสู่ยุทธภพเป็ครั้งที่สองขอน้อมคารวะแก่าุโทั้งสามได้ยินเพียงชื่อของท่านทั้งสาม วันนี้มีโอกาสได้พบหน้าข้าน้อยยินดียิ่งนักขออภัยที่ไม่อาจลงไปคารวะแก่ท่านทั้งสามได้”
ผู้กล่าววาจานั่งอยู่ในเกี้ยวที่ถูกแบกหามอยู่ฟังจากน้ำเสียงถึงแม้วาจากล่าวถ่อมตน แต่าุโทั้งสามกลับรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของความชั่วร้ายคนกล่าววาจานั่งอยู่ภายในเกี้ยวที่มีผ้าบาง ๆ กางกั้นมิอาจมองผ่านทะลุเข้าไปด้านในได้จึงไม่ทราบว่าผู้ที่กล่าววาจาอยู่ด้านในมีลักษณะเช่นไร แต่ที่น่าตระหนกใทั้งที่มีผ้าปกปิดกางกั้นอยู่คนผู้นั้นกลับแจกแจงได้ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนว่าาุโทั้งสามเป็ใครกันบ้าง
เมื่อได้ฟังคำพูดนั้น เ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณเหิงปี้ไป่บังคับกำลังภายในผนึกเข้ากับเส้นเสียง พร้อมกับกล่าววาจาโต้ตอบกลับไปว่า
“เมื่อท่านให้เกียรติมาถึงพรรคไผ่หลิวของท่านเฉิงแล้วไฉนไม่ให้คนวางเกี้ยวลงแล้วออกมาดื่มน้ำชาสักหลายถ้วยพร้อมกับสนทนากันหลายประโยคจะไม่เป็การดีกว่าหรอกหรือ? ฟังจากท่านกล่าวบอกว่าเพิ่งออกสู่ยุทธภพเพียงสองครั้ง ข้าพเ้าทั้งสามจึงใคร่ทำความรู้จักกับท่านด้วยเช่นกัน”
เมื่อเ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณเหิงปี้ไป่กล่าวจบเส้นสายพลังไร้สภาพที่ท่านผนึกไปกับเส้นเสียงถูกคนที่นั่งอยู่ภายในเกี้ยวใช้พลังลมปราณดีดสะท้อนส่งกลับมาหาาุโทั้งสามคนพร้อมกับบรรจุพลังไร้สภาพยืดหยุ่นชนิดหนึ่งติดตามมาอีกระลอกทั้งสามรีบเร่งเร้ากำลังภายในเพื่อสลายพลังที่ตามติดมาอย่างเร่งร้อน เมื่อสลายพลังไร้สภาพขุมนั้นแล้วาุโทั้งสามรับรู้ถึงความสูงส่งของพลังฝีมือของคนผู้นั้นว่าร้ายกาจนักไม่เคยพบพานมาก่อน
าุโทั้งสามต่างไม่เคยพบเห็นหรือรู้จักกับคนกลุ่มนี้มาก่อนนึกไม่ถึงว่าในยุทธภพยังมีบุคคลที่มีพลังฝีมือร้ายกาจเช่นนี้แต่กลับแฝงกายไม่เปิดเผยตัวการปรากฏตัวของคนผู้นี้จะต้องมีส่วนในการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำยุทธภพอย่างแน่นอนแต่มิทราบว่าคนกลุ่มนี้เป็ใครกันาุโทั้งสามครุ่นคิดไม่ออกขณะที่าุโทั้งสามกำลังใช้ความคิดอยู่นั้นคนผู้ที่นั่งอยู่ภายในเกี้ยวกล่าววาจาตอบกลับมาอีกว่า
“ขอบคุณท่านเ้าสำนักเหิงผู้น้อยไม่มีเวลาสังสรรค์สนทนาด้วยต้องขออภัยผู้น้อยมาในครั้งนี้เพียงได้รับคำสั่งให้มารับตัวท่านเ้าหุบเขามู่เท่านั้นเองผู้น้อยเลยจัดเตรียมขบวนตกแต่งเกี้ยวอย่างวิจิตรสวยงามพร้อมกับนำหญิงงามสองนางมาบรรเลงดนตรีอันไพเราะให้กับท่านหุบเขามู่ได้เพลิดเพลินในการเดินทางไปในครั้งนี้”
เมื่อได้ฟังวาจาสามหาวของคนที่อยู่ในเกี้ยวเ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าร้องเพ้ยขึ้นมาคำหนึ่งก่อนจะกล่าววาจาโต้ตอบกลับไปว่า
“เฮอะ ข้าพเ้ามู่ชิวป้าเป็ถึงจอมยุทธ์ผู้กล้าที่ผ่านมากระทำเื่ราวโดยเปิดเผยไฉนต้องรบกวนท่านลำบากนำเกี้ยวมารับตัวข้าพเ้าด้วยอีกอย่างข้าพเ้าเองมิมีธุระจำเป็อันใดต้องออกเดินทางหากจะมีข้าพเ้ามู่ชิวป้าสามารถเดินทางไปได้ด้วยตัวเองใยต้องอาศัยเกี้ยวอันวิจิตรของท่านให้ยุ่งยากลำบากด้วยอีกประการหนึ่งข้าพเ้าอาศัยอยู่บนผามีแต่ป่าเขาทุกวันฟังเสียงนกการ้องจนชินหูจึงมิชื่นชอบฟังเสียงดนตรีเท่าใดนักเชิญท่านบ่งบอกแก่ข้าพเ้าว่าผู้ใดให้ท่านมารับตัวข้าพเ้า และจะพาข้าพเ้ามู่ชิวป้าไปยังสถานที่ใด?”
เมื่อเ้าหุบเขามู่กล่าวจบ คนที่นั่งอยู่ในเกี้ยวะเิเสียงหัวร่อดังกึกก้องกังวานพร้อมกับกล่าววาจาโต้ตอบกลับมาว่า
“ฮาฮา ข้าพเ้าเกรงว่าสถานที่ซึ่งจะให้ท่านเ้าหุบเขามู่ไปนั้นท่านอาจไม่สามารถเดินทางไปด้วยตัวของท่านเองดังนั้นผู้ที่ออกคำสั่งให้ข้าน้อยพาท่านไปเพียงบอกต่อข้าพเ้าว่า ให้นำเกี้ยวตกแต่งอย่างสวยงามพร้อมกับจัดขบวนให้สมเกียรติกับท่านเ้าหุบเขามู่แล้วน้อมส่งท่านไปอย่าได้สร้างความลำบากแก่ท่านแม้แต่น้อยเพราะสถานที่ที่จะให้ท่านเ้าหุบเขามู่ไปนั้นผู้ออกคำสั่งแก่ข้าน้อยบอกว่ามันคือปรโลกอันมืดมิด ฮาฮา”
เมื่อกล่าวจบคนผู้นั้นะเิเสียงหัวร่อขึ้นอีกครั้งอย่างเย้ยหยันได้ฟังวาจาของคนผู้นั้นเพียงเท่านี้าุโทั้งสามต่างรู้แน่ว่าวันนี้คนผู้นั้นจะต้องลงมือต่อท่านเป็แน่แท้ทั้งยังสันนิษฐานภายในใจตรงกันว่าอาจเป็ไปได้ที่ก่อนหน้านี้มีคนถูกฆ่าตายภายในฝ่ามือเดียว ผู้ที่ลงมืออาจจะเป็บุคคลผู้นี้อยู่เจ็ดแปดส่วนดังนั้นหัวหน้าพรรคไผ่หลิวเฉิงปู้กงจึงกล่าววาจาตอบกลับไปว่า
“ในเมื่อท่านเ้าหุบเขามู่เป็แขกของข้าพเ้าเฉิงปู้กงไม่ว่าผู้ใดย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะนำตัวท่านไปอีกอย่างท่านเ้าหุบเขามู่เองมิมีความ้าที่จะร่วมเดินทางไปกับท่าน นอกจากข้าพเ้าแล้วยังมีท่านเ้าสำนักเหิงอีกคนที่มิยอมให้ผู้ใดมานำตัวท่านเ้าหุบเขามู่ไปจากพรรคไผ่หลิวของข้าพเ้าเป็อันขาด”
เมื่อหัวหน้าพรรคไผ่หลิวเฉิงปู้กงกล่าววาจาจบลงคนที่อยู่ในเกี้ยวแค่นเสียงหัวร่อออกมา แล้วกล่าวว่า
“หากเป็เช่นนั้นข้าพเ้าอาจจะต้องนำท่านาุโเฉิงกับาุโเหิงเดินทางไปเป็เพื่อนาุโมู่ด้วยแล้วท่านทั้งสองอย่าได้กล่าวโกรธโทษข้าพเ้าช่วยมิได้ที่ท่านาุโทั้งสองเบื่อการมีชีวิตอยู่สืบไปผู้น้อยจึงขอน้อมส่งดวงิญญาาุโทั้งสามไปปรโลกเองแต่ก่อนอื่นผู้น้อยขอให้ท่านาุโทั้งสามได้เพลิดเพลินกับการบรรเลงดนตรีอันไพเราะสักหนึ่งบทเพลงท่านาุโทั้งสามจะได้เดินทางอย่างมีความสุขสำราญ”
กล่าวจบคนผู้นั้นออกคำสั่งกับดรุณีสองนางที่โอบอุ้มปี่แป้กับพิณด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังว่า
เหนียงเอ๋อ เจียวเอ๋อเ้าทั้งสองบรรเลงบทเพลงเพื่อน้อมส่งท่านาุโทั้งสาม อย่าได้แสดงความอับอายขายหน้าแก่าุโทั้งสามเป็เด็ดขาด”
“รับทราบท่านเสียวเอี้ย เหนียงเอ๋อน้อมรับคำสั่งเจียวเอ๋อน้อมรับคำสั่ง”
ดรุณีสองนางย่อเข่าคำนับต่อผู้ที่อยู่ภายในเกี้ยวพร้อมกับกล่าววาจาดังสดใสพร้อมเพรียงกัน เมื่อกล่าววาจาน้อมรับคำสั่งแล้วพลันผืนผ้าสีขาวสองสายพุ่งเป็เส้นตรงออกมาจากในเกี้ยวด้วยความเร็วสุดบรรยายปลายผ้าสองสายเมื่อพุงออกตวัดรัดเกี่ยวกับเสาศิลาสองต้นที่อยู่ด้านหน้าประตูใหญ่ของพรรคไผ่หลิวเอาไว้
ดรุณีสองนางรีบพลิ้วกายร่างหมุนคว้างดั่งลูกข่าง ทะยานขึ้นไปยืนบนผืนผ้าสองสายอย่างแ่เบานุ่มนวลโดยที่ผืนผ้ามิได้ขยับเคลื่อนไหวแม้แต่น้อยเมื่อปลายเท้าััผืนผ้าแล้วดรุณีสองนางขยับเครื่องดนตรีที่อยู่ในมือพร้อมกับบรรจงใช้นิ้วเรียวยาวอันขาวสะอาดตาดีดไล่ไปตามเส้นสายของเครื่องดนตรีทั้งสองอันได้แก่ปี่แป้และพิณเกิดเป็เสียงดนตรีอันเสนาะไพเราะจับใจชวนให้ผู้ฟังเกิดความลุ่มหลงเคลิบเคลิ้มอย่างบ่งบอกไม่ถูก
ท่วงทำนองของดนตรีเปลี่ยนจากนุ่มนวลชวนหลงใหลมาเป็ทำนองอันโศกซึ้งรันทดจับใจ ทำให้ผู้ฟังเกิดความรันทดหดหู่เศร้าสร้อยจับจิตบริเวณลานกว้างหน้าที่ตั้งของพรรคไผ่หลิว ตอนนี้ชุมนุมไปด้วยศิษย์และคนของพรรคไผ่หลิวรวมร้อยกว่าคนทั้งหมดอยู่ในอาการเหม่อลอยคล้ายถูกสะกดจิตมิปาน
จะมีแต่เพียงศิษย์ทั้งสามของาุโเฉิงปู้กงและตัวาุโทั้งสามที่มีพลังวัตรกล้าแข็งสามารถใช้พลังลมปราณต้านพลังที่แฝงมากับบทเพลงซึ่งดรุณีทั้งสองกำลังบรรเลงไว้ได้ขณะที่บทเพลงกำลังบรรเลงห้วงทำนองเศร้าโศกเหลือประมาณพลันท่วงทำนองเปลี่ยนเป็เร่งเร้าเร่าร้อนดุจเสียงมัจจุราชจากขุมโลกันตร์ทำให้ผู้ฟังเปลี่ยนจากอาการเคลิบเคลิ้มลุ่มหลงเป็แสดงอาการคลุ้มคลั่งดั่งคนเสียสติ
แม้แต่ศิษย์ทั้งสามของาุโเฉิงปู้กงเอง ตอนนี้ทั้งสามนับว่ามิอาจจะสามารถบังคับตนเองให้อยู่ในความสงบได้อีกต่อไปทั้งสามคนยกสองมือขึ้นปิดหูทั้งสองเพื่อไม่ให้เสียงดนตรีนั่นกระทบโสตได้แต่ดูเหมือนยิ่งปิดหูยิ่งได้ยินท่วงทำนองอันบ้าคลั่งนั่นชัดเจนยิ่งขึ้นหัวหน้าพรรคไผ่หลิวเห็นอาการของศิษย์ทั้งสามของตน จึงรีบเปล่งเสียงผ่านพลังลมปราณบอกให้ศิษย์ทั้งสามนั่งลงแล้วใช้สมาธิปรับพลังลมปราณในร่างอย่าได้สับสนเป็อันขาด
ศิษย์ทั้งสามเมื่อได้ยินเสียงของอาจารย์ผ่านมาตามเส้นเสียงรีบนั่งลงกับพื้นมือขวาทับมือซ้ายหันฝ่ามือเข้าหากันห่างราวหนึ่งคืบอยู่บริเวณหน้าอกของตนพร้อมกับตั้งสมาธิบังคับลมปราณในร่างให้แล่นไปตามจุดชีพจรตอนแรกลมปราณภายในร่างยังคงสับสนกระจัดกระจายไปทั่วร่างเมื่อตั้งสมาธิรวบรวมพลังลมปราณแล้วรั้งดึงกลับมารวมไว้ที่ศูนย์กลางท้องน้อยแล้วโคจรไปตามจุดชีพจรทั้งแปดอีกหนึ่งรอบจึงค่อยเรียกคืนสติกลับมาและควบคุมตัวเองได้อีกครั้ง
เมื่อมองไปยังศิษย์คนอื่น ๆ ภายในพรรคไผ่หลิวที่มีพลังอ่อนด้อยไม่กล้าแข็งทุกคนอยู่ในอาการคลุ่มคลั่งดั่งคนเสียสติบ้างทิ้งตัวลงนอนดิ้นทุรนทุรายด้วยความทรมานสองมือต่างตะกุยตะกายไปตามใบหน้าของตนเองจนเกิดเป็ริ้วรอยาแเหวอะหวะพร้อมกับเสียงร้องอย่างโหยหวนดั่งก้องระงมไปทั่วบริเวณาุโทั้งสามเองต่างจนใจที่จะช่วยเหลือคนเ่าั้ได้อย่างไร ลำพังตัวท่านเองตอนนี้ถือว่ากินแรงอยู่พอสมควร
ดรุณีสองนางที่ยืนอยู่บนผืนผ้าขณะนี้เร่งเร้าท่วงทำนองเป็โหมรุนแรงยิ่งขึ้นจนเสื้อผ้าสีขาวที่สวมใส่โบกสะบัด อีกทั้งเส้นผมที่ยาวสลวยจนถึงกลางหลังโบกพลิ้วสยายไปตามแรงลมอันเกิดจากพลังที่กดคุกคามออกมาจากบทเพลงของดรุณีทั้งสองนั่นเอง
ยามนี้บริเวณนั้นบรรยากาศกลายเป็ตึงเครียดถึงขีดสุดหัวหน้าพรรคไผ่หลิวเฉิงปู้กงมองไปยังศิษย์และคนของพรรคเห็นนอนดิ้นรนด้วยความทรมานก่อนที่ผู้คนเ่าั้จะปรากฏโลหิตไหลซึมออกทางทวารทั้งเจ็ดสิ้นใจตายไปด้วยความทรมานรวมทั้งหมดหนึ่งร้อยสิบชีวิต
นับเป็การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดั้แ่ก่อตั้งพรรคไผ่หลิวมาเมื่อเห็นดังนั้นหัวหน้าพรรคไผ่หลิวเฉิงปู้กงพุ่งร่างเข้าหาดรุณีซึ่งโอบอุ้มปี่แป้อยู่ส่วนเ้าสำนักเหิงปี้ไป่ทะยานร่างเข้าหาดรุณีที่กำลังเล่นพิณอีกนางในความคิดของาุโทั้งสองขอเพียงทำลายการบรรเลงเพลงของดรุณีทั้งสองก่อนเื่อื่นค่อยคิดอ่านภายหลัง
เมื่อาุโทั้งสองบรรลุถึงร่างล่องลอยอยู่กลางอากาศต่างแยกย้ายฝ่ามือทั้งสองออกครอบคลุมดรุณีทั้งสองไว้ ดรุณีทั้งสองหาได้สะทกสะท้านหวาดกลัวหรือแสดงอาการตระหนกใแต่อย่างใดยังคงดีดนิ้วบรรเลงบทเพลงอย่างเร่งร้อนแต่ก่อนที่ฝ่ามือของาุโทั้งสองจะััต้องร่างของดรุณีทั้งสองนั้นเงาร่างสีขาวเจิดจ้าสายหนึ่ง พุ่งร่างทะยานออกมาจากในเกี้ยวหลังนั้นด้วยความเร็วถึงขีดสุดพร้อมกับพลังสายหนึ่ง ม้วนทะลักกดคุกคามเข้าหาาุโทั้งสองจนแทบหายใจไม่ออก
าุโทั้งสองรีบเปลี่ยนท่าร่างกลางอากาศใช้ปลายเท้าสะกิดผืนผ้าสีขาวที่ขึงอยู่ตีลังกากลับหลังลงมายืนยังตำแหน่งที่เ้าหุบเขามู่ชิวป้ายืนอยู่เมื่อมองขึ้นไปยังผืนผ้าเห็นถนัดชัดตาว่ายืนอยู่ด้วยบุรุษชุดขาวผู้หนึ่งรูปร่างสูงโปร่งบนใบหน้าสวมทับด้วยหน้ากากปีศาจสีเงินปกปิดใบหน้าในมือขวาถือพัดจีบสีเดียวกันกับเสื้อผ้าโบกสะบัดอยู่ไปมาระหว่างเอวเหน็บขลุ่ยเงินด้ามหนึ่งท่วงท่าองอาจห้าวหาญ
ดูจากรูปร่างภายนอกอายุน่าจะไม่เกินยี่สิบห้าปี คนผู้นั้นยืนอยู่ด้านหน้าของดรุณีทั้งสองพร้อมกับกล่าววาจาโดยมิได้หันไปมองว่า
“เหนียงเอ๋อ เจียวเอ๋อ เ้าทั้งสองถอยไปก่อนบทเพลงของพวกเ้าช่างไพเราะนัก นึกไม่ถึงเพียงแค่บทเพลงของเ้าทั้งสองทำให้คนของพรรคไผ่หลิวล้มตายไปถึงร้อยสิบชีวิต นับว่าเป็ผลงานไม่เลวกับการออกท่องยุทธภพครั้งที่สองของเ้าสองคนเมื่อกลับไปข้าจะประทานรางวัลแก่เ้าทั้งสอง”
จากนั้นบุรุษชุดขาวสวมหน้ากากปีศาจหันมองมายังาุโทั้งสามในมือยังคงสะบัดพัดจีบอยู่ไปมา แล้วเปล่งเสียงผ่านหน้ากากปีศาจสีเงินออกมาว่า
“เส้นทางเดินมีไว้ให้ท่าน ท่านกลับไม่เดิน เส้นทางที่มิให้ท่านเดินท่านกลับจะไปท่านทั้งสามช่างเป็าุโดื้อรั้นและเลอะเลือนจริง ๆ”
เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าอดทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้วตวาดด้วยน้ำเสียงอันดังว่า
“เ้าปีศาจโอหัง ข้าพเ้ากับท่านไม่เคยรู้จักกันมาก่อนอีกทั้งไม่เคยมีเื่บาดหมาง ท่านไฉนถึงได้ลงมือโเี้ต่อคนของพรรคไผ่หลิวด้วยหากท่านจะคิดบัญชีโปรดมาคิดกับข้าพเ้า ผู้อื่นหามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไม่? วันนี้ข้าพเ้ามู่ชิวป้าจะไม่ขอละเว้นท่าน”
เมื่อเ้าหุบเขามู่กล่าวจบ บุรุษชุดขาวผู้นั้นระเปิดเสียงหัวร่อดังกึกก้องพร้อมกับกล่าวว่า
“ท่านาุโมู่กล่าวถูกต้อง ท่านกับข้าพเ้ามิเคยรู้จักกันมาก่อนและไม่เคยมีเื่บาดหมางต่อกัน แต่ข้าพเ้าได้รับบัญชาให้มาเด็ดหัวท่าน จะรู้จักหรือไม่จะบาดหมางมาก่อนหรือไม่? หาได้สำคัญในเมื่อท่านไม่ยอมไปตามที่ข้าพเ้า้าถือว่าสร้างความไม่พอใจแก่ข้าพเ้ามากแล้วการที่ข้าพเ้าล้มล้างพรรคไผ่หลิวในวันนี้ถือว่าท่านมีส่วนผิดที่ไม่ยอมปฏิบัติตามโดยดี”
“ท่าน...ท่านมันเป็ปีศาจชั่วร้าย”
เ้าหุบเขามู่ชิวป้าส่งเสียงด่ากลับไป
“ฮาฮา ปีศาจชั่วร้าย ถูกต้องข้าพเ้าเป็ปีศาจชั่วร้ายที่จะมาคร่าชีวิตของทุกคนที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง รวมทั้งาุโทั้งสามด้วย”
“เ้าปีศาจชั่วช้าท่านเป็ใครกันแน่? ท่านมีสิทธิ์อะไรมาออกคำสั่งให้ผู้คนปฏิบัติตาม หัวหน้าพรรคไผ่หลิวเฉิงปู้กงตวาดขึ้น”
บุรุษสวมหน้ากากปีศาจชี้ปลายพัดจีบเข้าหาาุโทั้งสามพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงกระด้างเ็า แต่แฝงไปด้วยอำนาจลี้ลับบางอย่างร่างที่ยืนอยู่บนผืนผ้าสีขาวแผ่รังสีของการเข่นฆ่าออกมาอย่างเด่นชัดอานุภาพข่มขวัญผู้คนคล้ายกับว่าจะกลืนกินมิปาน
“ท่านทั้งสามโปรดฟังให้ดีก่อนที่ข้าพเ้าจะส่งพวกท่านทั้งสามพร้อมกับศิษย์ของท่านไปปรโลกข้าพเ้าจะบ่งบอกต่อท่านทั้งสามว่าข้าพเ้าเป็ใครท่านทั้งสามจะได้นอนตายตาหลับเสียดายที่พวกท่านเมื่อทราบแล้วต้องตายอย่างอนาถช่างน่าสมเพชเวทนายิ่งนัก”
เ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณเหิงปี้ไป่โกรธจนระงับอาการไว้ไม่อยู่คำรามดังกึกก้องพร้อมกับพุ่งร่างเข้าหาบุรุษชุดขาวสวมหน้ากากปีศาจที่ยืนอยู่บนผืนผ้าอย่างท้าทายเมื่อร่างของเ้าสำนักเหิงลอยเข้าใกล้ห่างไม่ถึงสองวาสองมือซ้ายขวาของเ้าสำนักเหิงต่างแยกย้ายกระจายเต็มท้องฟ้าบรรยากาศที่เขม็งตรึงเครียดยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็เท่าตัว
สองฝ่ามือของเ้าสำนักเหิงพลันกลายเป็ร้อยพันฝ่ามือกระจายแยกย้ายเข้าใส่บุรุษชุดขาวดุจพยัคฆ์หิวโหยขย้ำเหยื่อบุรุษชุดขาวยกมือข้างที่ถือพัดจีบสีเงินวาดจากซ้ายไปขวาดูเชื่องช้าแต่ทว่ารวดเร็วดุจสายฟ้าอัสนี เกิดเป็เสียงปง ปง ดังกึกก้องเ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณเหิงปี้ไป่กางกรงเล็บตะปบใส่ปลายพัดจีบที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าอย่างถนัดถนี่
แต่แล้วเื่แปลกประหลาดพลันอุบัติขึ้นเมื่อกรงเล็บของเ้าสำนักเหิงซึ่งอยู่ห่างไม่ถึงหนึ่งนิ้ว พัดจีบที่มองเห็นว่าเชื่องช้าตวัดวูบต่ำลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับจี้ปราดเข้าบริเวณสายรัดเอวของเ้าสำนักเหิงกระบวนท่าดูธรรมดาไม่มีอันใดน่ากลัวจึงใช้มือข้างซ้ายใช้ออกด้วยท่าเด็ดกล้วยไม้ปาดบุพผาปาดเข้าบริเวณข้อมือของบุรุษชุดขาว แต่ก่อนที่จะััโดนข้อมือ พัดจีบเงินเล่มนั้นพลันคลี่กางออกอย่างรวดเร็ว เกิดเป็รัศมีสีขาวนวลคล้ายวงล้อครึ่งวง
เ้าสำนักเหิงรู้สึกใจหายวูบแต่ไม่ถึงกับตระหนกรีบรั้งฝ่ามือกลับพร้อมกับเปลี่ยนลมหายใจเตะเท้าซ้ายกับเท้าขวาเพื่อเปลี่ยนท่าร่างกลางอากาศตีลังกาข้ามศีรษะบุรุษชุดขาวไปด้านหลังพร้อมกับทิ้งตัวลงบนผืนผ้าสีขาวห่างจากบุรุษชุดขาวไม่ถึงสองก้าวขณะที่บุรุษชุดขาวหมุนร่างเป็ครึ่งวงกลมจากซ้ายไปขวาพัดจีบที่คลี่กางออกจนสุดจี้เข้าหาจุดชีพจรทั่วร่างของเ้าสำนักเหิง ในตอนนี้มองเห็นพัดจีบขยายใหญ่ขึ้นเป็พันเท่า จนท่านแสดงอาการตระหนกจนเท้าที่ก้าวถอยหลังสับสนติดขัดได้ยินเสียงบุรุษชุดขาวตวาดดังกึกก้องกังวานดังมาว่า
“รับกระบวนท่าเด็ดบุพผาชมจันทร์ของข้าพเ้าดู าุโระวัง”
กล่าวจบพัดจีบพุ่งออกจากฝ่ามือของบุรุษชุดขาวดุจลูกธนูถูกปล่อยพุ่งเข้าหาเ้าสำนักเหิงตำแหน่งใบหน้ารีบโคจรพลังลมปราณมาที่ฝ่ามือทั้งสองพร้อมกับผลักออกสุดกำลัง แต่แล้วกลับรู้สึกว่าสายไปเมื่อร่างบุรุษชุดขาวทะยานติดตามพัดจีบมาั้แ่เมื่อไหร่ยากคาดเดาสองฝ่ามือที่ยกขึ้นปะทะกับพัดจีบเปิดช่องว่างั้แ่หน้าอกลงมาจะลดสองฝ่ามือลงมาตั้งรับนับต้องเสี่ยงกับพับจีบที่พุ่งเข้าหาบริเวณใบหน้าอย่างเร่งร้อนห่างไม่ถึงสองคืบ
เ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณเหิงปี้ไป่ร่ำร้องคร่ำครวญในใจเกร็งลมปราณส่วนหนึ่งขึ้นปิดป้องบริเวณลำตัวพอดีสองฝ่ามือปะทะเข้ากับพัดจีบมหึมาที่บรรจุพลังลมปราณมาเต็มเปี่ยม เสียงทึบหนักๆ รู้สึกชาวูบบริเวณข้อมือจนถึงหัวไหล่พร้อมกับฝ่ามือของบุรุษชุดขาวกระแทกเข้าใส่บริเวณหน้าอกเต็มกำลังเ้าสำนักเหิงแค่นเสียงร้องหนัก ๆ ออกมาคำหนึ่งพร้อมกับสายโลหิตฟูมฝอยฉีดพ่นออกมาจากปากร่างกระเด็นไปปะทะกับเกี้ยวอันวิจิตรงดงามที่แบกหามอยู่บนบ่าของคนทั้งสี่
ร่างเมื่อปะทะกับเกี้ยวเสียงดังสนั่นแรงปะทะบวกกับแรงส่งจากกำลังภายในของบุรุษชุดขาว ทำให้เกี้ยวหลังนั้นแตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆจนเศษวัสดุปลิวว่อนกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณร่างของเ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณทะลุผ่านเกี้ยวไปอีกราวสามวาร่างลอยละลิ่วตกลงไปกระแทกกับพื้น พร้อมกับกระอักโลหิตสีแดงสดออกมาอีกคำโต
เมื่อเกี้ยวหลังนั้นพังทลายลง ทำให้เส้นสายผืนผ้าสีขาวสองเส้นขาดที่ยึดเหนี่ยวผืนผ้าสีขาวพลันตกวูบลง บุรุษชุดขาวหมุนร่างดั่งลูกข่างถูกหมุนจนสุดแรงมือด้านขวาคว้าจับพัดจีบเงินด้ามนั้นไว้ก่อนที่จะตกลงสู่พื้นแล้วทิ้งร่างลงมายังพื้นเบื้องล่างอย่างงดงามหาชมได้ยากยิ่ง
หยกเหินลม/ชลชโลทร