เมื่อหลินเว่ยเว่ยตื่นมาก็ยามอู่ (11:00-12:59) แล้ว ตะวันขึ้นเหนือหัว เด็กๆ ก็น่าจะออกไปขึ้นเขาั้แ่เช้า
ทิ้งไว้แต่โจ๊กข้าวฟ่างที่เย็นเฉียบ แต่ยังมีเนื้อหมูชิ้นใหญ่ พร้อมทิ้งข้อความที่ลายมือเหมือนไก่เขี่ยบนพื้นไว้ว่า
‘กินยาด้วย!!!’
นางหัวเราะอย่างเบาๆ เ้าเด็กพวกนี้นี่มัน...
เมื่อทำตามคำสั่งของหลานๆ เรียบร้อย นางจึงออกมานั่งบนพื้นหญ้าที่หลังบ้าน แม้อากาศจะหนาวเย็นบ้าง แต่ก็มีแดดออก อากาศกำลังดี
ยังไม่ทันได้สุนทรีย์กับบรรยากาศก็มีเสียงเรียกดังลั่นบ้าน นางจึงรีบลุกไปดู
“ป้ารองๆๆ” เสียงนี้เป็เสียงของหลินซานที่ปกติจะพูดน้อยกว่าหลินฮวา
“อย่าเอ็ดไปน้องสาม” แน่นอนว่าเสียงนี้คือ หลินลี่
“พี่ใหญ่ข้ารู้สึกเหมือนจะลอยได้เลยละ” หลินฮวาสมทบอีกคน
เมื่อเห็นทุกคนมีเื่ดีๆ นางก็อดถามไม่ได้ “เสียงดังอะไรกัน”
หลินลี่ไม่พูดอันใดมาก นางจูงน้องๆ เข้าบ้านและปิดประตู ปิดหน้าต่างทั้งหมด ทุกคนพากันมานั่งอยู่บนเตียง ยกเว้นอาซานที่นั่งที่พื้น
หลินลี่เป็คนเอ่ยมาคนแรก “คือว่า…”
“พี่ใหญ่ขายสมุนไพรได้ตั้งสิบตำลึงทอง!!” หลินฮวาทนไม่ไหวที่ใหญ่พูดช้าไปแค่อึดใจเดียว
“อย่าพูดแทรกสิ ฮวาเอ๋อร์” หลินลี่แกล้งดุ
หลินเว่ยเว่ยไม่ใมาก นางจำได้ว่า หลินลี่เข้าป่าไปคนเดียว และเจอโสมต้นเล็กสามต้น ในตอนแรกนางก็ถูกเถ้าแก่กดราคา แต่นางก็ไม่ขาย จึงต่อรองจนได้ สิบตำลึงทอง
“พวกเ้า..” หลินเว่ยเว่ยไม่รู้จะพูดอย่างไร
หลินลี่มีสีหน้าลำบากใจ “แต่ยังมีอีกหนึ่งข่าวที่ข้าได้ยินจากในเมืองตอนไปขายสมุนไพร”
“นั่นสิ ข่าวอันใดกันที่พูดใหญ่ได้ยินมา สิบตำลึงทองถึงยังไม่ทำให้ท่านยิ้มแย้มได้อีก” หลินฮวาเอ่ยออกมาอย่างแปลกใจ
นั่นสิ ทำไมสิบตำลึงทองถึงทำให้นางลำบากใจ ถ้าเป็เพราะมากเกินไป นางเองก็น่าจะรู้ราคาของมันก่อนนำไปขายนะ
“คือ ข้าได้ยินข่าวลือว่า บ้านสามีท่านย้ายเข้าเมืองหลวงแล้ว เพราะว่าลูกชายคนโตเป็จิ้นชื่อ (1) แต่เคราะห์ร้าย พ่อสามีท่านเสียไปแล้วเมื่อเดือนก่อน” หลินลี่เว้นวรรคหายใจและเอ่ยต่อ “ข้าก็ฟังหูไว้หู ไม่เชื่อข่าวลือไปเสียหมด แต่ชื่อบนประกาศมันดันติดตาข้า สามีท่าน หลวนซีห่าวเขาไม่เพียงแต่เป็จิ้นซื่อ แต่เขาเป็ถึงทั่นฮวา (2) แต่ทำไมไม่มีใครพูดถึงท่าน อย่างน้อยก็ควร เอ่อ” ท้ายประโยคหลินลี่ไม่กล้าพูดต่อ เพราะกลัวว่าจะะเืป้ารองของนาง
หลินฮวาจึงตอบแทนทุกคนที่เงียบ “พี่ใหญ่อาจลืม แต่ป้ารองนั้นเพียงคำนับฟ้าดิน ไม่ได้จัดพิธีแต่งอันใด” นั่นเป็ความ้าของทั้งคู่ หลินเว่ยเว่ยอายผู้คน หลวนซีห่าวก็ทำตามความ้าของบิดาที่ป่วย
“หลวนซีห่าว เป็ชื่อที่ดี” หลินเว่ยเว่ยเองก็เพิ่งรู้ว่าสามีของหลินเว่ยเว่ยคนเก่า ชื่อหลวนซีห่าว ทั้งยังจำหน้าไม่ได้อีก
จะว่าไปชื่อนี้ไม่ว่ากี่ครั้งก็สร้างาแให้นางไม่น้อย
“ป้ารอง” หลินฮวามองนางอย่างสะท้อนใจ
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ชีวิตสตรีที่ขาดสามีมันยากลำบากเพียงใดในยุคนี้ หลินเว่ยเว่ยกับหลินลี่ อาจจะไม่ะเืใจมากนัก แต่กับหลินฮวาและหลินซาน เด็กที่พึ่งดีใจกับเงินสิบตำลึงตอนนี้ แทบไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า
“เด็กๆ ขอป้ารองคุยกับพี่ใหญ่เ้าสักครู่” หลินลี่เอ่ยกับเด็กด้วยเสียงอบอุ่นราวกับเื่ราวก่อนหน้านี้ไม่กระทบอันใดกับนาง
เด็กทั้งสองที่ต่างรู้ดี ว่าเื่นี้เป็เื่ของผู้ใหญ่ และสำคัญมาก จึงรีบออกไปแต่โดยดี ไม่ถามอะไรให้ป้ารองและพี่ใหญ่ของตนลำบากใจสักคำ
เมื่อเด็กๆ ออกไปสักพักนางก็เริ่มพูด “บิดาเ้า น้องสามน่ะ อ่านอักษรได้ไม่ถึงสิบคำ”
เมื่อเห็นหลินลี่ตั้งใจฟังนางจึงพูดต่อ "ส่วนข้านั้น เป็สาวชาวบ้านที่โชคดีที่อ่านเขียนได้คล่อง ปู่เ้าไม่ได้ลำเอียงหรอก พ่อเ้าชอบการล่าสัตว์มากกว่า มารดาเ้าเป็สาวชาวบ้านที่ซื่อตรง แต่นางงดงามมาก ไม่เหมาะกับน้องโง่ของข้าแม้แต่น้อยนิด"
“เข้าใจหรือไม่” หลินเว่ยเว่ยกับคนตรงหน้า
“ท่านหมายถึง…”
หลินลี่ยังไม่ทันได้พูดนางก็แทรกขึ้นว่า “บิดาเ้าเขียนอ่านแทบไม่ได้ มารดาเ้าก็เช่นกัน”
พูดจบหลินลี่ก็ใ นางเพียงแต่ทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณ น้องทั้งสองไม่ถาม ป้ารองก็ไม่ถาม นางใช้ชีวิตโดยไร้ความระมัดระวังโดยแท้
“ข้าไม่ใช่”
“ไม่ใช่อันใด ก็ถูกแล้วที่บิดาเ้าี้เี จึงไม่อยากเล่าเรียน แต่เ้าเป็เด็กขยัน ท่านพ่อก็เลยให้เ้ามาเรียนกับข้า” หญิงสาวยิ้มมุมปากเบาๆ
“ท่านป้า”
“แต่ข้านั้นก็ไม่ใช่อาจารย์ที่ดี เ้าจึงเรียนรู้จากข้าได้ไม่มาก”
หลินลี่เหงื่อตก นางไม่รู้ว่าจะตอบป้ารองคนนี้อย่างไร น้องๆ ทั้งสองก็พอรู้ว่านางก็เคยได้เรียนหนังสือ จะอ่านออกก็ไม่แปลกอันใด แต่ป้ารองผู้นี้คืออาจารย์ที่เคยสอนนางตอนเด็ก ย่อมรู้ความสามารถของนาง
เมื่อเห็นหลินลี่เงียบไป หลินเว่ยเว่ยจึงหาทางออกให้ “ข้าในตอนนี้ก็เป็เพียงผู้อยู่อาศัย ไม่อาจพูดอะไรได้มากนัก เ้าแค่ระวังตัวไว้ก็พอ เ้าไม่ได้พบลุงใหญ่นานแล้วนี่”
“ขอบคุณป้ารอง ข้าจะจำไว้” หลินมองตามป้ารองที่ลุกออกไป
นางไม่ร้ายกาจเหมือนในนิยาย ไม่ได้ตาลุกวาวเมื่อเห็นเงิน 10 ตำลึงทอง ไม่แยแสและฟูมฟายเมื่อทราบว่าโดนสามีทิ้งอย่างไร้เยื่อไย
หลินลี่สะบัดหัว ไล่ความคิดบ้าๆ ออกไป ผ่านมรสุมเช่นนี้ คนเราย่อมเปลี่ยนแปลงได้ ดีแล้วที่ป้ารองไม่คอยจ้องจะเอาเปรียบ อย่างน้อยมีผู้ใหญ่เช่นป้ารองอยู่ในบ้านก็ดี นางจะได้ไม่โดนญาติคนอื่นเอาเปรียบเมื่อเห็นว่านางยังเป็เด็ก
(1) แปลว่า บัณฑิตขั้นสูง คือผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับราชสำนักหรือระดับราชวัง ที่จัดขึ้นทุก ๆ 3 ปี หากบัณฑิตใดสอบได้เป็ จิ้นชื่อ ก็เท่ากับมีโอกาสเป็ขุนนางในสำนักค่อนข้างแน่นอนแล้ว
(2) บัณฑิตจิ้นชื่อ ที่สอบได้อันดับที่สาม