คำกล่าวที่ว่าเหล้าทำให้เกิดความกล้าหาญดื่มเหล้าข้าวเหนียวลงท้องเพียงเล็กน้อยก็เกรงว่าแม้แต่ชื่อของตนก็คงลืมไปหมดสิ้น
ปกติแล้วอานหยางไม่กล้าเอ่ยคำพูดรุนแรงต่อเยี่ยนเจาเจาแต่ครั้งนี้เขากล้าจับมือของเยี่ยนเจาเจาโดยตรง ยัดถุงหอมใส่มือของนางและตะโกนออกมาเสียงดัง
แน่นอนว่าเยี่ยนเจาเจามิอาจรับมันไว้นางไม่ได้มีความรู้สึกต่ออานหยางเลยสักนิด นอกจากนั้นยังมีเพียงความรังเกียจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ทว่านางเป็นเพียงเด็กสาวบอบบางวัยสิบสามสิบสี่ปีจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปขัดขืนคนที่ดื่มเหล้าจนเมามายและไม่รู้ว่าตนลงมือหนักแค่ไหนอย่างอานหยางได้กัน?
เยี่ยนเจาเจาโกรธจนใบหน้าแดงก่ำตอนนี้นางเกลียดตัวเองที่ไม่มีกำลังภายในที่แข็งแกร่งเหมือนพี่รองมิเช่นนั้นนางจะตอกกลับเหมือนที่พี่รองทำกับสัตว์เลี้ยงน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะวันนั้นจะบิดศีรษะของอานหยางให้เบี้ยวไปเสีย
“อานหยาง เจ้าปล่อยมือนะ!”
“ข้าไม่ทำ ฮ่าฮ่าฮ่าเสี่ยวหยวนเหนียง ตัวเจ้าหอมจริงๆ...”
อานหยางคิดว่ารอบๆ ไม่มีใครอยู่เขาดึงมือของเยี่ยนเจาเจามาวางลงบนใบหน้าของตนเยี่ยนเจาเจาใช้กำลังขาทั้งหมดเตะไปที่ขาของเขา ทว่าอานหยางกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด
ทั้งสองคนทะเลาะเสียงดังโวยวายบัณฑิตหลายคนที่อยู่บริเวณนั้นย่อมได้ยินเป็นธรรมดา สายตาที่มองมายังพวกเขาสองคนเต็มไปด้วยความสงสัย
ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดถึงได้บังเอิญเช่นนี้เหล่าบัณฑิตมีทั้งสตรีและบุรุษ แต่ล้วนเป็นคนปอดแหกกลัวการมีเรื่อง หลังจากเห็นชัดเจนว่าอานหยางกำลังรังแกเยี่ยนเจาเจาพวกเขาเหล่านั้นก็ค่อยๆ พากันออกไป
หลังจากที่มีคนลอบวางยาพิษเฉินโยวหนิงกลางสถานศึกษาในครั้งนั้นหนานหมิงเหอก็จัดคนสองคนมาอารักขาความปลอดภัยข้างกายของเยี่ยนเจาเจาอย่างลับๆวันนี้เยี่ยนเจาเจามาอ่านตำราที่หอตำรา องครักษ์ลับทั้งสองจึงอารักขาความปลอดภัยอยู่ที่ด้านนอก
องครักษ์แซ่หมิงทั้งสองคนได้ยินเสียงผิดปกติดังออกมาจากด้านในอีกทั้งยังเห็นเหล่าบัณฑิตที่อยู่ด้านในพากันวิ่งออกมาด้านนอกพวกเขาจึงรู้ได้ทันทีว่ามีเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้น
คนหนึ่งบุกเข้าไปในหอตำรา ส่วนอีกคนรีบไปรายงานหนานหมิงเหอทันที
ระหว่างทางได้พบกับองครักษ์แซ่หมิงอีกคนเข้าพอดี
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องกลับไปรายงานนายท่าน”
ทั้งสองคนสื่อสารกันด้วยภาษามือจากนั้นจึงรู้ว่าทั้งสองต่างก็มีเรื่องสำคัญที่ต้องไปรายงานหนานหมิงเหอ และบังเอิญยิ่งนักที่ยามนี้หนานหมิงเหอยังอยู่ในห้องกับนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่
นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่รู้ว่าหนานหมิงเหอวางกำลังคนเอาไว้ในสถานศึกษาของตนทว่าสิ่งที่หนานหมิงเหอทำเป็นเรื่องส่วนตัว หลายครั้งเข้าเขาจึงทำได้เพียงหลับตาข้างหนึ่งไปแต่ในตอนที่หนานหมิงเหอศึกษาอยู่ในห้อง เหล่าองครักษ์ของเขาไม่สามารถเข้ามาได้
องครักษ์ทั้งสองคนร้อนรนดั่งมดที่ยืนอยู่บนหม้อร้อนๆรอครู่หนึ่งก็ยังไม่เห็นหนานหมิงเหอเดินออกมา คนหนึ่งจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในหอตำราที่อานหยางกระทำการล่วงเกินต่อเยี่ยนเจาเจาให้ฟังบอกให้อีกฝ่ายนำเรื่องนี้รายงานต่อหนานหมิงเหอด้วย จากนั้นก็รีบกลับไปทันที
ในตอนที่องครักษ์กลับมาเยี่ยนเจาเจาและอานหยางต่างฝ่ายต่างก็แยกกันไปแล้ว
ไม่เพียงเยี่ยนเจาเจาที่หายไป แต่องครักษ์ที่เข้าไปอารักขาความปลอดภัยเยี่ยนเจาเจาเมื่อสักครู่นี้ก็หายไปเช่นเดียวกัน
เวลาเพียงครู่เดียวเหตุใดคนทั้งสามคนถึงได้หายตัวไป?
เหล่าองครักษ์ล้วนเป็นคนที่หนานหมิงเหอเลือกมาและมีทักษะด้านการแพทย์และมีฝีมือถือว่ามีกำลังเหลือเฟือในการรักษาความปลอดภัยเยี่ยนเจาเจา
เพียงแต่ปกติคนเหล่านั้นอย่างน้อยก็ต้องแบกรับภารกิจต่อชีวิตของตนอยู่แล้วเมื่อไม่เห็นสหายของตน ทางที่ดีที่สุดจึงทำได้เพียงรีบกลับไปดูที่ด้านในหอตำรา
องครักษ์ผู้นั้นยังคงรอหนานหมิงเหอออกมาคนที่มาถึงเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเยี่ยนเจาเจา ในใจของทั้งสองคนพลันเกิดความคิดที่ไม่ดีขึ้นคนหนึ่งอยู่ที่นี่เพื่อส่งข้อความ ส่วนอีกคนรีบไปหาพวกเพื่อตามหาร่องรอยของอานหยาง
พวกเขาคิดถึงเมื่อครู่ที่อานหยางยื้อยุดฉุดกระชากเยี่ยนเจาเจาดูเหมือนว่าครั้งนี้อานหยางจะพาตัวเยี่ยนเจาเจาไป หากตามร่องรอยของอานหยางไปมีหรือที่จะไม่พบร่องรอยของเยี่ยนเจาเจา
แต่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอานหยางตลอดเส้นทางเขาได้ซ่อนร่องรอยของตนเอาไว้เป็นอย่างดี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพบเบาะแสของเขาคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะใช้ทางลับในหอตำราหลบหนีออกไปแล้ว
ไม่มีใครรู้ว่าในหอตำรามีเส้นทางลับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ทางลับถูกเปิดออกทุกคนที่เห็นต่างตื่นตระหนกเมื่อพบว่าองครักษ์ที่รั้งอยู่เพื่ออารักขาเยี่ยนเจาเจาถูกปาดคอและโยนร่างทิ้งไว้ในทางลับ
เห็นได้ชัดว่าอานหยางลงมือฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมเกรงว่าการทิ้งองครักษ์ไว้ในหอตำราอาจทำให้กลายเป็นจุดสนใจ ดังนั้นจึงนำศพมาทิ้งไว้ในเส้นทางลับโดยคิดว่าสามารถปิดบังจากสายตาของผู้คนได้
ทุกคนเข้ามาในเส้นทางลับและตามรอยเท้าไปอย่างรวดเร็วเมื่อออกมาจากเส้นทางลับก็พบว่าเส้นทางนี้เป็นทางลงจากภูเขา ไม่ได้อยู่ในเขตของสถานศึกษาตระกูลหยวนแล้ว
ไม่ไกลจากเส้นทางลับมีเส้นทางเล็กๆของหมู่บ้านชนบท มีร่องรอยของรอยเท้าหลงเหลืออยู่เมื่อเดินตามรอยเท้าไปก็พบกับเส้นทางหลัก
ถนนเส้นหลักเส้นนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเส้นทางที่ใช้เดินทางไปยังเมืองหยางโจวทั้งซ้ายและขวามีร่องรอยของรถม้าที่ดูวุ่นวายไปหมด รอยเท้าเองก็ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงตรงนี้เช่นเดียวกัน
ถัดจากรอยนั้นมีหญ้าที่ม้าสำรอกทิ้งเอาไว้บนพื้นก็ยังมีมูลของม้าที่ยังอุ่นๆ อยู่เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี รถม้ามารออยู่ที่นี่เพื่อรับตัวอานหยางและเยี่ยนเจาเจาไป
ยามนี้เมื่อเห็นว่ามีการเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดีอานหยางจึงกลายเป็นผู้ที่น่ารังเกียจยิ่งนัก
เหล่าองครักษ์แซ่หมิงรู้ดีว่าเยี่ยนเจาเจาเป็นแก้วตาดวงใจของหนานหมิงเหอหากเกิดเรื่องขึ้นกับเยี่ยนเจาเจาเกรงว่าหนานหมิงเหออาจเลาะผิวหนังของพวกเขาออกมาทั้งหมดก็เป็นได้
มีคนรีบส่งข้อความผ่านนกพิราบไปจากนั้นก็เร่งตามเส้นทางหลักนี้ไปในทันที
ครั้งนี้ได้เกิดความร้อนรนขึ้นหนานหมิงเหอที่กำลังถกเกี่ยวกับกลยุทธ์ในห้องของนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ จู่ๆก็เกิดความรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในใจ
ความรู้สึกมันชัดเจนและเกิดขึ้นอย่างกะทันหันราวกับว่ามีของสำคัญบางอย่างในหัวใจพลันถูกขุดออกไป
หนานหมิงเหออดทนต่อไปแทบจะไม่ไหวแล้วเมื่อได้ยินองครักษ์ที่อยู่ด้านนอกส่งเสียง “กูกูกู” สามครั้งก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ยังคงคิดเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่หนานหมิงเหอกล่าวเมื่อสักครู่แต่แล้วจู่ๆก็เห็นศิษย์รักที่เป็นความภูมิใจของตนลุกขึ้นยืนและก้าวออกไปโดยไม่คิดหันกลับมาเขาจึงถามออกไปอย่างรวดเร็ว “เป็นอะไรไป?”
“เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นขอรับ!”
น้อยครั้งยิ่งนักที่เสียงของหนานหมิงเหอจะสั่นเครือสีหน้าของเขาดูเคร่งขรึม ผิวหนังก็ดูซีดเผือดลง มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่เป็นสีแดง ทำให้ภายนอกของเขายิ่งดูอ่อนแอและห่อเหี่ยว
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
หนานหมิงเหอเห็นองครักษ์ของตนมีท่าทางร้อนรนอยู่กลางลานแต่เมื่อเห็นว่าไม่ใช่คนที่อารักขาความปลอดภัยของเยี่ยนเจาเจา หัวใจของเขาก็รู้สึกสงบมากขึ้นแต่กลับได้ยินผู้นั้นกล่าวว่า “หลี่ฮ้วนหายไปขอรับ!”
“เขาหายตัวไป? แล้วได้ตามไปหรือยัง?”
“ตามไปแล้วขอรับ เหล่าพี่น้องกำลังสืบหาอยู่ขอรับ”
หนานหมิงเหอรู้ดีว่าหลี่ฮ้วนเป็นคนเช่นใดหลี่ฮ้วนซ่อนตัวตนมานาน แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร ท้ายที่สุดก็เสแสร้งต่อไปไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ?
แต่ในใจของเขายังคงปกคลุมไปด้วยลางสังหรณ์ไม่สู้ดีราวกับเขารู้ตัวแล้วว่าเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น
“ยังมีอีกหรือไม่?”
หนานหมิงเหอเห็นท่าทีกระสับกระส่ายขององครักษ์ลับที่พูดออกมาอย่างกังวลทันใดนั้นแววตาของหนานหมิงเหอก็หม่นลง เขาจับตัวขององครักษ์ลับเอาไว้ จากนั้นก็ถามออกมาด้วยน้ำเสียงต่ำๆอันน่าหวาดกลัว “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“...ท่านหญิงโดนอานหยางพาตัวไปขอรับ!”
ว่าอย่างไรนะ?
ทันใดนั้นเรียวคิ้วของหนานหมิงเหอพลันขมวดมือของเขาประสานเข้าด้วยกัน ใช้ฝ่ามือตบไปยังต้นไม้ที่อยู่ข้างตัว ไม่ได้ใช้กำลังภายในแม้แต่น้อยแค่หมัดเดียวแต่กลับทะลุเข้าไปถึงกลางลำต้นของต้นไม้เก่าแก่ได้
มือของเขาโดนเศษไม้ที่แหลมคมตำกลายเป็นแผลอาบเลือดแต่กลับไม่สนใจคราบเลือดที่อยู่บนมือของตนแม้แต่น้อย ยามนี้เขาเดินออกไปข้างนอกแล้ว “ตามไปหรือยัง?”
“ตามไปแล้วขอรับ เหล่าพี่น้อง...”
องครักษ์รีบตามหนานหมิงเหอไป พลันได้ยินเสียงกระพือปีกของนกพิราบสองตัวดังใกล้เข้ามาเมื่อเงยขึ้นดูก็เห็นนกพิราบส่งสารสีขาวสองตัวบินวนอยู่เหนือศีรษะของพวกตน
หนานหมิงเหอวางนิ้วมือระหว่างริมฝีปากเป่าลมเบาๆ เป็นเสียงสองครั้ง นกพิราบก็บินลงมาเกาะอยู่ที่มือของเขา
เขารีบแกะจดหมายที่ติดอยู่ตรงขาของนกพิราบมาอ่าน
องครักษ์ลับผู้นั้นเขียนจดหมายอย่างละเอียดเริ่มตั้งแต่อานหยางก้าวเข้าไปในหอตำราด้วยท่าทีเมามาย ตามหาเยี่ยนเจาเจาแล้วก่อกวนนางไม่เลิกและบอกจนถึงตอนสุดท้าย
เรียวคิ้วของหนานหมิงเหอขมวดเข้าหากันดวงตาคู่นั้นไม่ได้มองออกไปที่อื่น ยังคงจับจ้องลำดับความเป็นไปอย่างละเอียดอยู่พักหนึ่ง
ในจดหมายบอกว่าหลังจากที่องครักษ์ลับคนแรกแยกจากเยี่ยนเจาเจาเพื่อมารายงานสถานการณ์นี้แก่เขาตอนที่กลับไปก็พบว่าทั้งสองคนหายตัวไปแล้วอีกทั้งองครักษ์ที่รับหน้าที่อารักขาความปลอดภัยให้เยี่ยนเจาเจาก็ถูกสังหารศพถูกโยนทิ้งไว้ในเส้นทางลับของหอตำรา
และสุดปลายของเส้นทางลับ ทุกคนพบร่องรอยของรถม้าที่มุ่งหน้าไปยังเมืองหยางโจวซึ่งยามนี้ได้ติดตามไปอย่างกระชั้นชิดแล้ว
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้หนานหมิงเหอก็ขยำกระดาษจนเป็นก้อนกลมใบหน้าของเขาปรากฏความดุร้ายออกมา “ตามไปนานหรือยัง?”
น้ำเสียงของเขายังดูอ่อนโยน แต่ก็แฝงโทสะเอาไว้ด้วย
องครักษ์ผู้นั้นเข้าใจได้ในทันทีเขาคุกเข่าลงอย่างมิอาจควบคุมตัวเองได้ ใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะตอบออกมา “เหล่าพี่น้องติดตามไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้วขอรับพวกเขาจะต้องช่วยท่านหญิงกลับมาได้อย่างปลอดภัยแน่นอนขอรับ”
“ครึ่งชั่วยาม... ครึ่งชั่วยามหรือ?”
หนานหมิงเหอเม้มริมฝีปากกัดฟันพูดประโยคนั้นและทำให้เขาอดหัวเราะอย่างเย้ยหยันออกมาไม่ได้ “ครึ่งชั่วยาม เกรงว่ารถม้าที่มุ่งตรงไปทางใต้ตอนนี้คงออกนอกเมืองซูโจวไปแล้ว”
“ทางใต้? มิใช่ว่าเมืองหยางโจวที่อยู่ทางเหนือหรือขอรับ?”
ท่าทางของผู้ใต้บังคับบัญชายังดูมีความสับสนงุนงงแต่ประโยคนั้นยิ่งทำให้ความโกรธของหนานหมิงเหอสุกงอมมากยิ่งขึ้น
“เมืองหยางโจวทางเหนือ?ข้ามีพวกเจ้าไว้เพื่อประโยชน์ใด? สถานการณ์เช่นนี้ก็ยังดูไม่ออกอีกหรือ!”
องครักษ์ลับผู้นั้นผงะไป เห็นเพียงแขนเสื้อของหนานหมิงเหอที่กระพืออยู่ครู่หนึ่งหลังจากนั้นก็มีกระแสลมแรงจากฝ่ามือของเขาปะทะเข้าที่หัวใจของตนทันที
เขาโดนฝ่ามือของหนานหมิงเหอซัดจนปลิวไปกระแทกกำแพงอย่างแรงจนกระอักเลือดออกมา
“ตามหาหลี่ฮ้วน!เจาเจาอยู่กับหลี่ฮ้วน! อานหยาง... อานหยางเป็นเพียงฉากบังตาเท่านั้น!”
ดวงตาของหนานหมิงเหอดำมืดจนมองไม่เห็นก้นบึ้งทันใดนั้นก็เกิดลมแรงขึ้น และสิ่งของที่โดนดูดเข้ามาล้วนถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ
เขาไม่สนใจผู้ใต้บังคับบัญชาของตนที่โดนซัดเข้ากับกำแพงลูกน้องที่โง่เขลา เหตุใดตนถึงได้มีผู้ใต้บังคับบัญชาที่โง่เขลาเช่นนี้ได้!
ครึ่งชั่วยาม!