แต่โจลี่กลับเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกขบขันแท้จริง
“แล้วจากตรงนี้ไปถึงต้นโอ๊กนั่นมันอีกไกลไหมล่ะคะ?”
เธอเปลี่ยนเื่พูดเสีย
“เลี้ยวตรงมุมนั่นก็ถึงแล้ว...ว่าแต่...คุณมีความรู้สึกเกี่ยวกับบทกวีที่ชื่อ
“อีแวนเจลีน”
ของลอง เฟลโล่ว์ ดีแค่ไหนล่ะ?”
กายถาม
“ก็...นิดหน่อยเท่านั้น ฉันจำได้แค่ที่ว่า...อีแวนเจลีนจำพรากจากคู่หมั้นของเธอที่ชื่อกาเบรียลไป และเธอก็ออกติดตามหาเขา จนในที่สุดก็ได้พบว่า เขากำลังจะตายอยู่ในโรงพยาบาล...ก็แค่นั้น”
“แล้วคุณพอจะรู้เื่ราวที่ทำให้ลอง เฟลโล่ว์ เขียนบทกวีนี้ขึ้นหรือเปล่า?”
เขาถามต่อ
“เมื่อโจลี่ปฏิเสธ ว่าเธอไม่รู้ว่าอะไรเป็แรงบันดาลใจให้ลอง เฟลโล่ว์ เขียนบทกวีนี้ขึ้น กายก็เล่าต่อให้เธอฟัง...
“แรงบันดาลใจของเขา เกิดขึ้นจากเด็กหญิงกำพร้าคนหนึ่งชื่อเอมเมอลีน ลาบิช ซึ่งครอบครัวอะคาเดียน ได้รับไปเลี้ยงไว้ในบ้านของตนที่เมืองโนวาสโกเตีย พอเอมเมอลีนอายุได้สิบหกปี เธอก็ตกลงที่จะแต่งงานกับหลุยส์ อาเซอน๊อกซ์ ชายหนุ่มที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใน่เวลา ที่อังกฤษได้สั่งให้ครอบครัวอะคาเดียย้ายออกไปจากแคนาดาให้หมด เมื่อหลุยส์ไม่ยอมย้ายก็ถูกทำร้ายจนได้รับาเ็สาหัส แล้วพวกอังกฤษก็พาตัวเขาไป ซึ่งทำให้เขาต้องพรากจากเอมเมอลีน ซึ่งตอนนั้นตัวเธอเองก็ถูกจับและแยกไปไว้ในเรืออีกลำหนึ่ง ต่อมาเอมเมอลีนกับครอบครัวของพ่อแม่บุญธรรมก็ไปลงหลักปักฐานอยู่ในแมรี่แลนด์ แต่เธอไม่รู้เลยว่าหลุยส์ไปอยู่ที่ไหน...”
“อีกหลายปีต่อมา เธอก็ได้ยินข่าวว่ามีครอบครัวชาวอะคาเดียนมาตั้งรกรากอยู่ในหลุยส์เซียน่า เอมเมอลีนกับครอบครัวของเธอจึงเดินทางมาที่นี่ พอเธอก้าวลงจากเรือความเศร้าสลดรันทดใจก็มลายหายไปสิ้น เพราะใต้ร่มเงาของต้นโอ๊กใหญ่ต้นหนึ่งนั้น เธอได้พบกับผู้ชายคนที่เธอต้องโศกเศร้าถึงเขามาเป็เวลานานหลายปี”
“แต่จะอย่างไรก็ตามการกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่งนั้น มันไม่ใช่เื่ที่มีความสุขแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะหลุยส์ได้ไปให้คำมั่นสัญญากับผู้หญิงอีกคนหนึ่งแล้ว และเหตุการณ์ก็ดำเนินต่อไป ในลักษณะที่ว่า เอมเมอลีนได้คร่ำครวญถึงเขา ราวกับว่าเขาได้ตายจากเธอไปแล้ว ไปอยู่ในภพอื่นที่ไม่มีวันจะกลับมาพบกันได้อีก เธอคร่ำครวญอยู่อย่างนั้นจนถึงวันตาย”
ฝีเท้าของกายทอดจังหวะช้าลงเรื่อยๆ จนหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่
“แล้วเขาก็ว่ากันว่า โอ๊กต้นนี้แหละที่เอมเมอลีนได้พบแล้วก็ต้องสูญเสียคู่หมั้นของเธอไป”
โจลี่เงยหน้าขึ้นมองต้นโอ๊กใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาตระหง่านอยู่ทางเื้ั ความใหญ่โตของต้นไม้นี้ข่มให้สวนสาธารณะเล็กๆ ที่รายล้อมอยู่รอบบริเวณดูแคบไปถนัด เลยจากต้นโอ๊กคือลำน้ำที่ไหลเอื่อยๆ แฝงอยู่ด้วยบรรยากาศของความสุขสงบ ทั้งที่อยู่เกือบจะใจกลางเมืองและนี่เองคือต้นโอ๊กที่ได้รับการขนานนามว่า
“ต้นโอ๊กของอีแวนเจลีน”
“แต่ผมกลับคิดว่า มันออกจะเป็การพูดเกินความจริงไปสักหน่อยที่ว่า ตัวตึกหลังนี้ ซึ่งปัจจุบันเป็พิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อว่า “อะคาเดียน เฮ้าส์ มิวเซียม” ครั้งหนึ่งเคยเป็ที่พำนักอาศัยของหลุยส์ อาเซอน๊อกซ์กับภรรยาของเขา”
กายเอ่ยต่อ ขณะที่โจลี่ยังเหม่อมองต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นอยู่อย่างมหัศจรรย์ใจในขนาดอันใหญ่โตของมัน
“ที่นี่มีอนุสาวรีย์ของพวกเขาด้วยนะ”
“แล้วแม่น้ำที่เห็นอยู่นั่นใช่ไหมคะ ที่เรือของเอมเมอลีนแล่นเข้ามา?”
โจลี่ออกเดินช้าๆ ไปบนลานหญ้าเขียวชอุ่ม และยังเดินเลยลงไปจนถึงริมตลิ่งเอ่ยถามขึ้น
“ถูกต้อง”
กายเดินตามมาติดๆ
“นี่แหละแม่น้ำเบยู ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องก็จะต้องเรียกว่า เบยู เทชเช่”
“ดูแล้วรู้สึกว่า มันเป็แม่น้ำสายเล็กๆ สายหนึ่งเท่านั้นนะ”
โจลี่หันไปมองชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่กำลังเดินอยู่เคียงข้าง
“คือในตอนแรกฉันคิดอยู่ตลอดเวลาว่า เบยูน่าจะเป็ชื่อของหนองน้ำอะไรสักแห่งมากกว่า”
“ว่ากันว่า พวกฝรั่งเศสกลุ่มแรกที่ได้พบเห็นแม่น้ำสายนี้ได้ตั้งชื่อว่า “สลีปปิ้ง วอเตอร์” เสียด้วยซ้ำ เพราะดูเหมือนจะไม่มีกระแสที่ผลักดันให้น้ำในแม่น้ำนี้ไหลไปไหนเลย” กายอธิบายช้าๆ “อันที่จริงน้ำมันก็ไหลของมันไป...เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนทิศทาง แล้วก็ไม่ได้ไหลย้อนกลับลงมาทางเดิมอีกเท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ...มันไหลไปทางเดียว”
“คำว่าเทชเช่...เป็คำในภาษาฝรั่งเศสใช่ไหมคะ แล้วมันแปลว่าอะไรล่ะ?”
“ก็ไม่เชิงเสียทีเดียวหรอก ผมว่าฝรั่งเศสเอามาจากภาษาของพวกอินเดียนแดงที่แปลกว่า “งู” มากกว่า การที่เปลี่ยนคำว่า “สเนค” เป็ “เทชเช่” ก็เพียงเพื่อให้เข้ากับสำเนียงฝรั่งเศสเท่านั้น”
โจลี่ถอนใจยาว ก่อนจะหันมาทางกาย
“รู้สึกว่าฉันมีอะไรที่จะต้องเรียนรู้มากจัง”
“ก็ดีแล้วละ”
“อ้าว...ทำไมล่ะ?” เธออดนึกขันกับคำพูดสั้นๆ ของเขาไม่ได้
“ก็หมายความว่า ถ้าคุณมีอะไรที่จะต้องเรียนรู้หลายอย่าง คุณก็จะได้อยู่กับเราไปนานๆ ยังไงล่ะ”
เขาใส่เสน่ห์ลงไปในยิ้มอีกครั้ง
“ซึ่งผมอยากให้เป็อย่างนั้นจริงๆ”
“มีใครเคยบอกคุณบ้างไหมคะ ว่าคุณเป็คนหัวรุนแรงเกินไป?”
คำถามล้อๆ ของโจลี่ทำให้กายเผลอตัว แต่ก็เพียงแค่ครู่สั้นๆ เท่านั้น
“ก็เห็นจะมีแต่พวกผู้หญิงที่ผมไม่สนใจเท่านั้นละ”
เขาหัวเราะออกมาอย่างขบขันตัวเอง
“โอ้โฮ...คุณนี่คุยโตจัง”
โจลี่อดหัวเราะตามเขาไปด้วยไม่ได้
รถยนต์คันหนึ่งตีโค้งเข้ามาใกล้บริเวณสวนสาธารณะเล็กๆ แห่งนั้น มีเสียงบีบแตรดังลั่นขึ้น ซึ่งทำให้ทั้งกายและโจลี่ต้องหันไปมอง ผู้หญิงผมสีเข้มคนหนึ่งโบกมือให้เขาและเธอมาจากรถ
“เอาละ ตอนนี้คุณคงได้เห็นแล้วนะ ว่าผมเป็คนเนื้อหอมขนาดไหน”
เขาทำท่ายักไหล่ราวกับว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตล้วนเป็ไปเพราะโชคชะตา
“จะนั่งรถกลับบ้านหรือเปล่า?”
เสียงสาวสวยคนนั้นร้องถามมา
กายหันมาทางโจลี่...
“รู้สึกว่าถ้าเดินกลับนี่มันจะไกลนะ คุณอยากนั่งรถไหมล่ะ?”
“ฉันไม่อยากให้คุณหมดหนทางทำมาหากินหรอก”
โจลี่ยั่วเย้าเขาเล่นอย่างมีเลศนัย
“แล้วฉันก็ไม่อยากให้ตัวเองต้องตกเป็เป้าของความอิจฉาจากแฟนคุณด้วย”
“ผมคิดว่า ผมสามารถจัดการกับผู้หญิงสองคนที่บังเอิญมาเจอกันเข้าได้น่า คุณไม่รู้หรอกว่าผมเป็คนมีฝีมือในเื่นี้มาก”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงเดียวกัน
“โอเค...ถ้าอย่างนั้นเราก็นั่งรถกลับบ้านกัน ฉันอยากเห็นฝีมือคุณจะแย่แล้ว”
โจลี่อดหัวเราะไม่ได้ ยอมให้เขาจูงมือเธอตรงไปที่รถคันนั้น
“แหม...ใช้เวลาตัดสินใจกันนานเหลือเกินนะ”
สาวสวยต่อว่าขึ้นทันที ขณะที่กายช่วยโจลี่ให้เข้าไปนั่งในที่นั่งตอนหน้า โดยให้เธอนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างตัวเขากับผู้หญิงคนนั้น
“ไม่เห็นหรือไง ว่าตรงนี้เป็บริเวณห้ามจอดรถ?”
“ก็เรากำลังเถียงกันอยู่ว่าจะเดินกลับหรือว่านั่งรถกลับดีน่ะสิ”
กายตอบเสียงอ่อยๆ ซึ่งทำให้โจลี่อดปรายตามองพร้อมกับยิ้มยั่วให้ไม่ได้ ดูเหมือนเสน่ห์ของเขาจะไม่ประทับใจเธอผู้นี้เท่าไรนัก
“อ๋อ...จะเดินกลับบ้านทั้งที่อากาศมันร้อนตับจะแตกอย่างนี้น่ะเรอะ สงสัยจะบ้าไปแล้วมั๊ง...ถึงบ้านก็หมดกำลังกันพอดี”
สาวสวยผมสีน้ำตาลเข้มเปลี่ยนเกียร์อย่างฉับไว พารถพุ่งออกสู่ถนนใหญ่
เ้าหล่อนปรายหางตาจากถนนเบื้องหน้ามามองโจลี่แวบหนึ่ง ซึ่งเป็จังหวะเดียวกันกับที่โจลี่เองก็ทำเช่นนั้น เธออดนึกชมในใจไม่ได้ว่า ผู้หญิงคนนี้หน้าตาสะสวย ท่าทางแคล่วคล่อง เรือนผมสีเข้มกว่าโจลี่แต่ก็ไม่ดำไปกว่ากาย ใบหน้าแจ่มใส เต็มไปด้วยเืเนื้อของวัยสาว สวมแว่นตากรอบทอง ซึ่งทำให้ดวงตาคู่นั้นดูกลมโตสึกใสขึ้นกว่าเดิม
“เอาละค่ะ เมื่อกายเขาไม่สนใจที่จะแนะนำเราให้รู้จักกัน ฉันคิดว่าทางที่ดีเราควรจะแนะนำตัวเองกันดีกว่า”
สาวสวยคนนั้นตวัดยิ้มให้โจลี่
“ฉันเป็พี่สาวของเขาเองแหละค่ะ ชื่อมิชเชล”
“ฉันชื่อโจลี่ สมิทค่ะ”
โจลี่เหลือบมองไปทางกายที่นั่งทำหน้าเป็ทองไม่รู้ร้อนแวบหนึ่ง
“ตอนนี้ฉันมาเช่าห้องพักอยู่ที่บ้านของคุณค่ะ ตั้งใจว่าจะอยู่สักสองสามอาทิตย์”
“พักร้อนหรือคะ...หรือว่าจะมาหางานทำที่นี่?”
“พักร้อนค่ะ”
“แล้วตอนนี้ พ่อน้องชายรูปหล่อของฉัน เขาก็เลยอาสาเป็มัคคุเทศก์พาคุณเที่ยวชมเมืองสินะ”
มิชเชลมองไปทางกายด้วยสายตารู้ทัน โดยที่ฝ่ายนั้นทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เธออดพูดต่อปนหัวเราะไม่ได้
“นี่...ถามจริงๆ เถอะนะ ทำไมนายถึงมีความสามารถที่จะควานหาผู้หญิงสวยๆ ได้ตลอดเวลานะ?”
“อ้าว...ไม่รู้หรอกเหรอว่าผมเป็แม่เหล็ก ทุกคนต้องวิ่งเข้ามาหาผมทั้งนั้นแหละ”
เขาตอบพร้อมกับยิ้มกว้าง
“วันนี้ลูกศิษย์ตัวน้อยๆ ของพี่เป็ยังไงบ้างล่ะ?”
“อย่ามาถามหน่อยเลย”
มิชเชลทำสีหน้าขึงขังขึ้นมาทันที แต่แล้วสีหน้านั้นก็เปลี่ยนเป็สลดลงปรายตามองมาทางโจลี่ก่อนจะพูดต่อว่า “ฉันเป็ครูค่ะ คุณเชื่อไหมว่าวันนี้มีคนเอากิ้งก่ามาปล่อย เด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปเปิดโต๊ะเข้า มันก็โผล่ออกมาพอดี ร้องกันให้ลั่นไปหมด ต้องเรียกคนมาจับวุ่นวายกันใหญ่”
“อย่าให้ความขี้บ่นของพี่สาวผมคนนี้ล่อลวงคุณได้นะ”
กายบอกกับโจลี่
“พี่สาวผมชอบบ่นพอๆ กับที่ผู้ชายชอบผู้หญิงเชียวละ”
“ก็คุณเป็คนมองโลกมุมเดียวนี่”
โจลี่ส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเขา
“อ้อ...นี่คุณสังเกตเห็นเื่พรรค์อย่างนี้ของเขาเหมือนกันสินะคะ”
มิชเชลสนองรับทันที
“ก็เขาพูดเสียจนฉันเชื่อว่า คุณเป็แฟนคนหนึ่งของเขาน่ะสิคะ”
“พุทโธ่เอ๊ย ศักดิ์ศรีของนายนี่มันช่างเปราะบางเสียจริงๆ เชียวนะ”
มิชเชลพูดเสียงเบา แต่ก็ทำให้โจลี่อดหัวเราะไม่ได้
“นี่...แม่สอนพี่แล้วไม่ใช่หรือว่า การซุบซิบนินทามันเป็เื่หยาบคาย”
กายถามห้วนๆ
“ฟังนะ โจลี่ ถ้าพี่สาวผมสอนอะไรคุณละก็ อย่าไปรับฟังเขาให้มากนัก”
“อันที่จริง ก็ควรจะมีใครสักคนเตือนโจลี่ล่วงหน้าเกี่ยวกับสุภาพบุรุษชาวใต้ของพวกเรา”
พี่สาวของเขาพูดปนหัวเราะอย่างไม่ถือสา
การสนทนาจำต้องยุติลง เมื่อรถได้แล่นมาจอดลงตรงหน้าบ้านเลอบลังซ์แล้ว แม่ของพวกเขาปรากฏตัวขึ้นตรงช่องประตูโค้งที่อยู่ด้านหลังของตัวบ้าน คล้ายกับจะรอต้อนรับลูกของนางกับเธออยู่