บทที่ 6 ความจริงที่เปลี่ยนไป (3)
ภายในบ้านพักที่ภาวินใช้หลับนอนทุกอย่างถูกเก็บไว้อย่างเรียบร้อยเป็นที่เป็นทางตามนิสัยเจ้าระเบียบของเจ้าตัว แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อรสามาถึงก็ยังเดินชนเข้ากับชั้นวางรองเท้าที่อยู่ข้างประตูทันที ภาวินที่เดินนำเข้าไปภายในบ้านก่อนไม่กี่ก้าวต้องรีบหันกลับไปดูเมื่อได้ยินเสียงอะไรกระแทกอย่างแรงจากด้านหลัง“เจ็บหรือเปล่า มองไม่เห็นเหรอ” ภาวินถามขึ้นแล้วก้มลงมองขาที่มีชุดเดรสฟูฟ่องปิดบังอยู่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนป่วยที่ดูจะหน้ามึน ๆ งง ๆ“ไม่ทันเห็น แต่ไม่เป็นไร” รสาบอกอย่างนั้น ก่อนที่ภาวินจะเอียงคอมองคนตรงหน้าที่ยืนห่างออกมาไม่กี่ก้าว“ใกล้ประมาณนี้มองเห็นผมชัดไหม” ภาวินถามขึ้นเมื่อเห็นว่าตัวเองยืนห่างประมาณจากคนที่ยืนอยู่ตรงประตูบ้านประมาณสามก้าว“เห็น แต่ไม่ค่อยชัด” รสาบอกอย่างนั้น ก่อนที่ภาวินจะก้าวเข้าไปอีกก้าว“ใกล้ประมาณนี้ล่ะ ชัดไหม” รสาก็ส่ายหน้าอย่างนั้น คิ้วของภาวินก็ขมวดมุ่นขึ้นก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนเท้าของตัวเองชนเข้ากับอีกฝ่าย“ชัดขึ้น” รสาบอกก่อนจะขยับเข้าไปใกล้อีกนิด จนแทบจะสัมผัสถึงลมหายใจกัน “ถ้านายอยากรู้ว่าฉันจะเห็นหน้านายชัดก็ต้องประมาณนี้น่ะ”“รสาสายตาสั้นเกินไปแล้วหรือเปล่า หรือแค่พูดเล่น ผมเห็นปกติรสาก็รู้ว่าใครไปใครมา” ภาวินพูดขึ้น“ฉันมองไม่ชัดหรอก แต่ฉันจำเสียงได้ เหมือนอย่างนาย เวลาพูดกับคนอื่นก็ชอบพูดช้า ๆ ใจเย็น ๆ เนื้อเสียงนายค่อนข้างทุ้ม แต่ก็มีความนุ่มอยู่ปลายเสียง ส่วนเวลาเดิน นายเป็นคนที่เดินช้าแต่ก้าวยาว แล้วนายพึ่งเปลี่ยนรองเท้าใหม่เมื่อตอนที่ไปเยี่ยมฉันที่โรงพยาบาล” ภาวินได้ยินอย่างนั้นก็นึกทึ่งคนตรงหน้า “หูฉันดีมาก อย่ามานินทาเชียวล่ะ”“ถ้าอย่างนั้นรสาก็พึ่งจะได้เห็นหน้าผมชัด ๆ สินะ” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น รสาก็พยักหน้า“ตอนที่อยู่ที่บ้าน ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปใกล้นายขนาดนั้นหรอกนะ ฉันแค่อยากเตือนนาย แต่ก็ไม่อยากให้ใครได้ยินที่ฉันพูดกับนาย” รสาบอกก่อนจะยิ้มออกมา “แต่พอเห็นหน้าไม่ชัด มันก็ง่ายที่จะไม่รับรู้ความรู้สึกใครจากสีหน้า เพราะมันเบลอไปหมดเลย ฉันก็เลยทำเหมือนไม่รับรู้มาได้ตลอด”“แต่วันนี้เธอไม่เหมือนเป็นโรคกลัวคนอะไรพวกนั้นเลยนะ” รสาได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาก่อนจะจับหน้าของคนตรงหน้าแล้วหัวเราะออกมา“ขี้สงสัยจริง ๆ เลยนะ ลม” รสาพูดขึ้นก่อนจะเดินไปนั่งบนโซฟาที่เห็นอยู่ราง ๆ ภาวินมองตามคนที่ก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ก่อนที่เขาจะเดินตามหลังหญิงสาวไป“รสา ว่ายังไง วันนี้เธอดูปกติ” รสาได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะออกมา “ผมหมายถึง เธอเหมือนชาวบ้านชาวช่อง พูดคุย ร้องไห้ หัวเราะเป็นเหมือนอย่างคนอื่น”“ฉันแอบไปรักษาอยู่หลายปีจนหมอบอกว่าฉันหายแล้ว จะว่ามันหายสนิทก็คงไม่ใช่ เพราะฉันก็ยังรู้สึกกับเรื่องพวกนั้น ฉันเจอเรื่องแย่ ๆ ไม่เคยจบเลย แต่มันไม่ได้แย่เหมือนเมื่อก่อนหรอก” รสาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สบายขึ้น“แล้วทำไมรสาไม่ยอมบอกใคร”“เพราะฉันไม่ไว้ใจใคร นายคิดว่าวันนั้นนักข่าวจะมารุมฉันทำไม ฉันเป็นคนธรรมดาที่คนไม่รู้จักด้วยซ้ำ ปีหนึ่งนายตัดสินคดีกี่คดีกัน เรื่องของฉันมันก็แค่เข้าใจผิด แต่ตอนนั้นฉันตกใจ จริง ๆ มันเป็นอาการ PTSD ที่คิดถึงเหตุการณ์ที่สะเทือนใจในอดีต แต่ฉันไม่ได้เป็นหนัก จะว่าหนักนิดหน่อยก็ได้ เพราะหมอก็ให้ยามาหลายขนานเหมือนกัน ถึงจะดีขึ้น” รสาพูดขึ้นอย่างขำ ๆ แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ขำเท่าไร“รสาเล่าให้ผมฟังได้ไหม ว่าไปเจอเรื่องอะไรมา” ภาวินถามขึ้นอย่างนั้น แต่รสากลับเอียงคอมองคนตรงหน้า“ป้าแก่เล่าให้นายฟังไปตั้งเยอะแล้วไม่ใช่เหรอ”“ผมอยากฟังจากความรู้สึกของรสา ผมอยากรู้ว่ารสาต้องเจอกับอะไรมาบ้าง” รสามองคนที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะพยักหน้าแล้วหาวขึ้นมาจนน้ำตาแทบไหล คนที่อยู่ในโหมดจริงจังถึงกลับทำหน้าไม่ถูกขึ้นมาทันที“เล่าได้ แต่ขอนอนก่อนได้ไหม ง่วง” รสาถามขึ้นอย่างนั้น ภาวินก็หัวเราะออกมาแล้วพยักหน้าให้“ถ้าอย่างนั้นไปนอนบนห้องนอนเถอะ” ภาวินลุกขึ้นแล้วเดินนำไปทางบันได ชายหนุ่มรู้สึกว่าคราวนี้คนที่ชอบทำตัวซุ่มซ่ามเดินแทบจะชิดติดตัวเองด้วยซ้ำ “ทำไมเวลาเดิน เธอชอบเดินแทบจะสิงคนอื่นล่ะ เวลามีเธอเดินตามอย่างนี้ รู้ไหมว่ามันระแวงหลังยังไงก็ไม่รู้ แล้วยังรู้สึกเหมือนกำลังถูกกวนประสาท”รสามองคนที่หยุดเดินแล้วหันมามองตัวเองทันทีจนคนที่เดินตามแทบจะชน แต่หญิงสาวกลับมองตาปริบๆ“ฉันไม่ชินสถานที่น่ะ พอเดินตามก็จะได้รู้ยังไงว่าต้องเดินไปทางไหน นายเป็นคนเดียวที่ไม่เคยว่าฉัน ฉันก็ไม่รู้ว่านายไม่ชอบ ขอโทษแล้วกัน” รสาพูดขึ้นก่อนจะถอยหลังห่างไปอีกก้าวแล้วยิ้มออกมาบาง ๆ “นายเดินไปสิ”“ทำไมไม่ใส่แว่น แบบนี้มันอันตรายนะ” ภาวินถามขึ้นทั้งที่ยังยืนอยู่ที่เดิม“อยู่บ้านฉันก็ใส่นะ แต่พอมันกดลงมานาน ๆ แล้วเจ็บเลยถอดออก นายมาตอนที่ฉันกำลังพักทั้งมือ พักทั้งสายตาพอดี” ภาวินได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะเดินเข้าไปจับมือรสามาวางไว้บนแขนตัวเอง“ผมไม่ได้ไม่ชอบที่รสาเดินใกล้ แต่ผมคิดว่ารสาแกล้งผมก็แค่นั้น” ภาวินบอกอย่างนั้นก่อนจะยิ้มออกมา “ถ้ากลัวเมื่อไรก็จับผมเอาไว้ ผมจะได้รู้ว่ารสาต้องการความช่วยเหลือ”รสาเดินตามภาวินขึ้นไปบนห้องนอน สายตาของเธอก็มองไปยังมือของตัวเองที่วางบนแขนของเขา มันเป็นความรู้สึกแปลก ๆ ที่คนเดินนำอยู่หนึ่งก้าวมาคอยดูแลเธออย่างนี้รสานอนลงบนเตียงที่ภาวินขยับผ้าห่มรอก่อนจะห่มผ้าให้ “พักผ่อนเยอะ ๆ”“ขอบคุณนะ ลม” รสาพูดอย่างนั้น มือหนาก็วางลงบนศีรษะเล็กแล้วยิ้มออกมา“นอนซะเถอะ ผมจะไปเอาผ้ามาเช็ดตัวให้” ภาวินพูดจบก็เดินลงไปหยิบกะละมังใบเล็กด้านล่างรองน้ำก่อนจะหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาแล้วเดินกลับมายังห้องนอนของตัวเองที่ยกให้คนป่วยไป ชายหนุ่มมองคนที่นอนหลับไปหน้าแดงด้วยพิษไข้อย่างนี้ ผ้าชุบน้ำที่เปียกหมาดเช็ดไปบนใบหน้าคนที่นอนหายใจสม่ำเสมอเสียงโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของภาวินดังขึ้นทำให้มือที่กำลังเช็ดตัวให้รสาต้องชะงักลง มือหนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับเมื่อเห็นว่าเป็นใคร แต่มือก็ยังคงเช็ดตัวให้หญิงสาวที่หลับสนิทอย่างแผ่วเบา“ภาวินครับ”“ภาวิน เอกสารที่ฉันให้นายไปเอา เรียบร้อยดีไหม” เสียงปกรณ์ดังขึ้นอย่างนั้น ภาวินก็มองคนที่กำลังหลับ“รสาเอาแค่ซองจดหมายมาให้ ผมไม่แน่ใจว่าเอกสารถูกต้องไหม ท่านให้ผมเช็กก่อนไหมครับ ถ้าไม่เรียบร้อยผมจะได้กลับไปหารสาอีกครั้ง” ภาวินพูดขึ้น“ไม่ต้องหรอก ฉันโทรคุยกับรสาเมื่อกี้ เธอบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี นายจะมาถึงบ้านฉันตอนไหน” ปกรณ์พูดอย่างนั้น คิ้วหนาก็ขมวดขึ้น เพราะตั้งแต่เขาเจอรสา เขาไม่เห็นรสาจะคุยโทรศัพท์กับใครสักคน“ผมมีธุระด่วน แต่ถ้าเสร็จธุระแล้วผมจะรีบเอาเข้าไปให้ท่านครับ”“อืม นายเสร็จธุระก็รีบมาแล้วกัน” ภาวินมองคนที่หลับอยู่ก่อนที่จะได้ยินเสียงโทรศัพท์จากตัวของหญิงสาวดังขึ้น คนที่ภาวินคิดว่าหลับอยู่ก็ขยับมือล้วงเข้าไปกระเป๋าที่อยู่ในชุดเดรสฟูฟ่องของเธอก่อนจะยื่นโทรศัพท์ที่ใส่เคสที่มีฝาปิดมาตรงหน้าภาวินทั้งที่ยังหลับตาอยู่“หนอนชาเขียวใช่ไหม” ภาวินรับมาก่อนจะเปิดดูอย่างงุนงง แต่ก็เห็นว่ามีรูปตัวหนอนและเป็นเบอร์ของปกรณ์ที่เขาจำได้ขึ้นใจ“อืม รับไหม” รสาลืมตาขึ้นมองภาวินที่กำลังเช็ดตัวให้ตัวเองอยู่“นายอยากให้ฉันรับไหม” รสาถามขึ้นอย่างนั้น ภาวินก็ยื่นมือไปวางบนหัวเล็กที่นอนอยู่“นอนเถอะจะได้หายเร็ว ๆ” ภาวินบอกก่อนจะดึงมือกลับมาแล้วกดปิดเสียงโทรศัพท์ ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินไปวางโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของตัวเองที่อยู่มุมห้อง ก่อนจะเดินไปหยิบที่ประคบเย็นภายในตู้เย็นเล็กที่ตั้งอยู่ภายในห้องมาห่อผ้าขนหนูผืนหนาเอาไว้แล้วเดินมาประคบข้อมือให้คนที่นอนมองตัวเองตาปริบ ๆ“ผมจะไปบ้านท่านก่อน แล้วจะรีบกลับ” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น คนที่นอนหลับตาด้วยพิษไข้ก็ฝืนร่างกายรีบลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันทีภาวินเห็นใบหน้ายุ่งเหยิงของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียง ชายหนุ่มเลยยื่นมือหนาไปจับมือบางที่ร้อนจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น ก่อนจะหยิบเช็คในกระเป๋าเสื้อออกมาแล้ววางลงบนมือของหญิงสาว“รสาไม่จำเป็นต้องเสียเงินพวกนี้เพื่อผม ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ถึงผมจะทำผิด ผมต้องเป็นคนรับผิดชอบเอง ไม่ใช่รสา” ภาวินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แต่รสากลับส่ายหน้า“ลม ถ้านายอยู่ข้างฉัน นายอาจจะเดือดร้อน”“ถึงโลกนี้ความยุติธรรมมันจะมีอยู่น้อย แต่ผมเชื่อว่าความยุติธรรมจะอยู่ข้างความถูกต้อง และเราก็กำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่ เราไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น“ฉันรู้ว่านายกำลังอยากจะสู้เพื่อสิ่งที่ไม่ยุติธรรม แต่บางครั้งเราก็ไม่สามารถพุ่งชนกับคนที่ซ่อนตัวอยู่ได้หรอกนะ ฉันเคยบอกให้นายค่อย ๆ ทำไป แต่ทำอย่างสม่ำเสมอใช่ไหม นายไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทำให้พวกนั้นรู้ตัวหรอกนะว่าเรารู้แล้ว คนที่ทำอะไรในที่มืด มักจะได้เปรียบเสมอนะลม นายรู้ใช่ไหม”“แต่เธอจะให้ทำเหมือนไม่รู้อะไร ทั้งที่พวกนั้นซ่อนทั้งกล้องทั้งเครื่องดักฟังเต็มบ้านเธออย่างนั้นนี่นะ” ภาวินพูดขึ้นพร้อมกับคิ้วที่ขมวดขึ้น“ใจเย็นเถอะ พวกนั้นก็แค่โรคจิตที่อยากรู้ความเป็นไปของฉัน หรือฉันจะหายตัวไปเลยดีไหม” รสาพูดขึ้นพร้อมกับมองคนตรงหน้าตาปริบ ๆ ก่อนจะส่ายหน้ากับตัวเอง “ถ้าฉันหายไป นายก็จะเดือดร้อน เพราะอยู่กับฉันเป็นคนสุดท้าย”“ผมเข้าใจแล้ว นอนเถอะ มัวแต่คิดอะไรเพ้อเจ้อไปได้” ภาวินพูดอย่างนั้นก่อนจะขยับใบหน้าตัวเองเข้าไปใกล้ในระยะที่รสาจะมองหน้าตัวเองชัด “ผมจะไม่ถามว่ารสาจะเชื่อใจผมไหม แต่ผมแค่อยากบอกว่า รสาเชื่อใจผมได้”รสาล้มตัวลงนอนโดยที่มีภาวินขยับผ้าห่มที่ร่นไปอยู่บนขาขึ้นมาคลุมให้ มือหนาขยับผ้าที่ห่อเจลประคบเย็นให้เข้าที่ “ผมจะรอให้รสาหลับ แล้วค่อยไป นอนเถอะนะ ไม่ต้องห่วง”ภาวินนั่งมองรสาจนกระทั่งหญิงสาวเริ่มที่จะหายใจสม่ำเสมอ ภาวินลุกขึ้นเดินไปเปิดโคมไฟบนโต๊ะทำงานมุมห้องก่อนจะปิดไฟดวงใหญ่ภายในห้องให้ดับลง ภาวินหันไปมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวที่โผล่พ้นผ้าห่มก่อนจะยิ้มออกมาบาง ๆ แล้วปิดประตูอย่างเบามือ-------------------------------------