ตอนที่ 4 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (20)
“เมื่อครู่หนานิจวินคิดอะไรอยู่หรือ” เหลียนเชวี่ยถาม
“ไม่มีอะไร” หนานิจวินตอบ
“อันที่จริงขอเพียงคิดถึงหนานิจวินก็จะเป็แบบนี้” เหลียนเชวี่ยพึมพำเสียงเบา “แต่เหลียนเชวี่ยเชื่อฟัง จะพยายามข่มเอาไว้ แต่หลังจากกินเ้านี่ลงไปก็อึดอัดเป็พิเศษ และคิดถึงท่านมากเป็พิเศษด้วย...”
“...อย่าเพิ่งพูด” หนานิจวินตัดบทเหลียนเชวี่ยเสียงเบา ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากฟังคำพูดของเหลียนเชวี่ย หากแต่สิ่งที่เขามองเห็นทำให้เขาค่อนข้างประหลาดใจ...อาวุธเวทนั่นถึงกับถูกหลอมรวมเข้าไปในเน่ยตัน[1] ของเหลียนเชวี่ย ส่วนอื่นๆ ของแหวนวงนั้นไม่มีให้เห็นแล้ว เหลือเพียงอัญมณีสีแดงเล็กๆ ชิ้นหนึ่งกำลังเรืองแสงอ่อนๆ อยู่ภายในแก่นปีศาจของเหลียนเชวี่ย
อาวุธเวทหลอมรวมกับเน่ยตันเื่เช่นนี้ไม่ว่าเซียน ปีศาจหรือมารล้วนเคยคิดมาก่อน แต่ไม่เคยเห็นใครทำได้
ล้วนกล่าวกันว่าเทพเซียนเป็ะไม่แก่เฒ่า บางทีความเป็จริงไม่ต้องพูดถึงเซียนอายุหมื่นปีด้วยซ้ำ เซียนที่อายุเกินห้าพันปีก็น้อยนิดแล้ว ประการแรกยิ่งพลังปราณสูงการย่อยเน่ยตันยิ่งมาก พลังิญญาไม่สามารถเติบโตตามไปด้วยก็จะเข้าสังสารวัฏอีกครั้งอันเนื่องมาจากพลังิญญาไม่พอ ประการที่สองก่อนที่เซียนจะเลื่อนขั้น เซียนล้วนต้องเผชิญเคราะห์์ทั้งสิ้น เซียนมากมายมักจะร่วงตกกันตรงนี้
แต่อาวุธเวทกลับเป็พลังิญญาฟ้าดินที่หลอมรวมขึ้นโดยธรรมชาติ แม้ว่าอาวุธเวทหมื่นปีจะหาพบยากแต่ก็มีหลายร้อยชิ้น อาวุธเวทพันปีมีเกินกว่าพันชิ้น หากพลังิญญาที่บรรจุภายในนั้นสามารถผสานรวมกับเน่ยตันได้ เช่นนั้นการเลื่อนขั้นของพลังิญญาก็เหนือกว่าจินตนาการ
ปีศาจเซียนมากมายเท่าไรเคยพยายามหลอมผสานอาวุธเวท และปีศาจเซียนมากมายเท่าไรที่ธาตุไฟเข้าแทรกกลายเป็มาร แก่นตั้งต้นแหลกะเิเพราะเหตุนี้ แต่ของเหลียนเชวี่ยกลับเป็พลังงานส่วนเกินจนติดสัดเท่านั้นหรือ
เหลียนเชวี่ยจำความทรงจำในอดีตชาติได้และสามารถหลอมผสานอาวุธเวทได้อีก เป็เทพศักดิ์สิทธิ์จากแดนใดกันแน่ หนานิจวินมองทางเหลียนเชวี่ย เหลียนเชวี่ยก็เอียงศีรษะมองเขาเช่นกัน แววตานั้นใสซื่อไร้เดียงสาถึงเพียงนี้ แต่เหตุใดในตัวกลับมีความลับมากมายขนาดนั้น มันเป็เพียงปีศาจน้อยที่ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ หรือ แล้วตนควรจัดการกับมันอย่างไรดี
หนานิจวินดูเหมือนจะเหม่อลอยอีกแล้วหรือ การแสดงออกที่ผิดปกติเช่นนี้ของหนานิจวินทำให้เหลียนเชวี่ยค่อนข้างตื่นตระหนก หรือว่าตนป่วยเข้าขั้นรักษาไม่หายงั้นหรือ
เหลียนเชวี่ยอยากจะถามว่าหนานิจวินเป็อะไรกันแน่ แต่ก็ไม่กล้าถาม กลัวว่าผลลัพธ์เลวร้ายเกินไปแล้วตนจะรับไม่ได้
ขณะที่ความคิดตีกันจู่ๆ นอกหน้าต่างก็มีแสงทองสายหนึ่งส่งวาบ เหลียนเชวี่ยยังเข้าใจว่าเกิดฟ้าแลบกะทันหัน แต่สิ่งที่ตามมาไม่ใช่เสียงฟ้าร้องแต่เป็เสียงกรีดร้องเสียงหนึ่ง ยามที่หนานิจวินรับรู้ถึงความผิดปกติและหันหน้ามองนอกหน้าต่าง แสงทองสายถัดไปและเสียงกรีดร้องก็ลอยมาติดต่อกันอีกครั้ง
หนานิจวินดึงสติกลับมาทันควัน ชูกระบี่ขึ้น พังประตูออกไปสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้น เหลียนเชวี่ยรับรู้ถึงอันตรายโดยสัญชาตญาณ ใจนขนตั้งชัน อยากรีบซ่อนตัวใจจะขาด แต่พอคิดได้ก็รู้สึกว่าไปกับหนานิจวินจึงจะปลอดภัยที่สุด ดังนั้นจึงรีบหยัดตัวเดินตามหนานิจวินออกจากห้องทันที
เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูเรือนพักก็เห็นแสงทองสายหนึ่งอีก แสงทองจางหายไป สิ่งที่สะท้อนสู่ม่านตาคือเพลิงลุกโชติ่และผู้คนที่วิ่งหนีจ้าละหวั่น คนอื่นๆ ต่างก็ออกมาดูสถานการณ์ สือหนิงคว้าตัวผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งที่กำลังวิ่งหนีแล้วถามว่า “ฝั่งนั้นเกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ไม่รู้!” ผู้บำเพ็ญเพียรคนนั้นกล่าวด้วยอาการตัวสั่นเทา “ได้ยินว่าเหมี่ยวซือจวินและหลิงฉีจวินเริ่มสู้กันแล้ว ข้ารับใช้ไม่น้อยประสบเคราะห์กันหมด ต้องหลบให้ไกลๆ ถึงจะรักษาชีวิตไว้ได้!”
สือหนิงได้ยินก็ทำอะไรไม่ถูก ยังอยากถามต่อ แต่ผู้บำเพ็ญเพียรคนนั้นดึงมือของสือหนิงออกแล้วมุ่งไปข้างหน้าต่อ ยังไม่วายหันหลับมาะโอีกว่า “พวกเ้าก็รีบหนีเร็วเข้า! ไม่อย่างนั้นจบชีวิตแน่!”
คนแรกวิ่งไปแล้วสือหนิงยังคิดจะคว้าตัวคนที่สองอีก แต่สิ่งที่กรูเข้ามาดันเป็คนกลุ่มใหญ่ ั้แ่ต้นยันท้ายมีเกือบร้อยคน ผู้นำเป็เซียนชั้นสูงท่านหนึ่ง คล้ายว่าคือตงไห่จวิน
เวลานี้หนานิจวินยังไม่ถือว่ารู้จักตงไห่จวิน รู้เพียงว่าเขาเป็เซียนชั้นสูงที่ข้ามด่านเคราะห์คนหนึ่ง ตงไห่จวินกลับกล่าวอธิบายกับหนานิจวินอย่างค่อนข้างเป็กันเอง “หนานิจวิน! เหมี่ยวซือจวินและหลิงฉีจวินนัดพบกันกลางดึก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งสองคนกลายเป็มาร พร้อมกัน เห็นใครก็ฆ่า เฝ่ยเหรินจวินและไจ้เอินจวินล้วนถูกสังหารแล้ว พวกเราต้องร่วมแรงร่วมใจกันปราบเขาให้ได้! แต่ผู้บำเพ็ญเพียรและเซียนชั้นล่างที่พลังิญญาไม่ไหวเหล่านี้ไม่สะดวกร่วมา ข้าจะคุ้มครองพวกเขาไปยังสถานที่ปลอดภัยก่อน รบกวนหนานิจวินรีบไปสมทบกับเหล่าเซียนที่ตำหนักหลักเพื่อปราบหลิงฉีจวินและเหมี่ยวซือจวิน!”
เมื่อได้ยินคำพูดของตงไห่จวิน และเห็นแสงสะเก็ดไฟที่เกิดจากการต่อสู้จากไกลๆ ทั้งได้กลิ่นคาวเืและไอมารเข้มข้นในอากาศ หนานิจวินขมวดคิ้ว เหมี่ยวซือจวินเป็เ้าของที่นี่ ส่วนหลิงฉีจวินเป็เซียนขั้นมหายาน เขาเป็ผู้นำทุกคน ตอนทั้งคู่พบปะกันในวันนี้ยังไม่ได้ผิดปกติอะไร เหตุใดจู่ๆ ถึงกลายเป็มารได้เล่า ตกลงว่าเป็เื่บังเอิญหรือมีคนวางแผนแยบยลกันแน่
เชิงอรรถ
^ หมายถึง หลอมยาภายใน โดยอ้างอิงจากรูปแบบการหลอมยาภายนอก และนำมาประยุกต์ใช้กับร่างกายตัวเอง จากนั้นหลอมเป็นแก่นพลังที่ออกฤทธิ์จากภายในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายอยู่ยงคงกระพัน ไม่เจ็บป่วยไม่แก่ชรา มีอายุขัยยืนยาวและเพิ่มโอกาสการบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุมรรคา