“เอาจริงๆกูเริ่มหลอนแล้วนะเดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวหน้าแดงเดี๋ยวบิดเดี๋ยวเบะปากอะไรของมึงเนี่ย”
เมลพูดขึ้นพลางมองผมอย่างหวาดระแวงก่อนจะชิงขนมปังที่พี่คินซื้อมาเยี่ยมอย่างเนียนๆเบะปากก่อนจะหันไปมองแมวขโมย
“แหมมึง คนมันมีความสุขอ่ะ ต้องเข้าใจหน่อย”
“จ้า”
ผมไหวไหล่เล็กน้อยก่อนเอนหลังพิงลงกับที่นอนจะว่าไปวันนี้ก็เข้าวันที่สี่แล้วที่ผมนอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลเอาจริงๆก็แอบเบื่อนะผมต้องนอนเฉยๆห้ามกระดุกกระดิกเลยทำได้แค่ดูทีวีไม่ก็เล่นโทรศัพท์ไปพลางแต่โชคดีที่ตอนเย็นพี่คลื่นแวะมาเฝ้าเลยทำให้ผมไม่เบื่อเลยแม้แต่น้อย
เอื้อมมือหยิบรีโมททีวีมากดเปิดผมกดเลื่อนช่องไปพลางจนไปหยุดที่ช่องหนึ่ง
‘ตลาดหุ้นประจำวันนี้ หุ้น ET และหุ้นดาวโจนส์ขึ้นพุ่งทะยาน30% กลับกันหุ้น TS ของบริษัทธรินกรุ๊ปผู้ถือหุ้นต่างทยอยขายหุ้นกันนับไม่ถ้วนหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ลูกสาวเ้าของบริษัทธรินกรุ๊ปอย่างคุณณฤทธิ์ได้ทำร้ายร่างกายและพยายามฆ่าเพื่อนตัวเองจนาเ็สาหัสส่งผลให้หุ้น TS ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง…’
“กระทบหนักเลยแฮะ”
“นั่นสิ” พูดจบเราก็ต่างเงียบมีแต่เสียงข่าวจากทีวีเป็แบ็คกราวด์เอาจริงๆตอนแรกผมก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้บอกตามตรงว่าแอบรู้สึกผิดอยู่ไม่หาย
“มึง ที่เราทำมันถูกจริงๆหรือวะ”
ผมหันไปถามเมลที่นั่งอยู่ที่โซฟาข้างเตียงด้วยที่อารมณ์ตอนนี้มีความรู้สึกผิดเมลหันมามองผมก่อนจะหันกลับไปมองทีวีดังเดิมก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
“เอาจริงๆมันก็ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เราทำมันจะถูกเสมอไปหรอกนะแต่การที่เราทำแบบนี้มันไม่ใช่เพื่อแก้แค้นหรือ้าลงโทษคาร่าแต่สิ่งที่เราทำคือการทวงความยุติธรรมให้กับตัวเองมากกว่า”
“ลองคิดง่ายๆนะหากเราไม่ได้รู้จักกับพี่คลื่นเป็แค่คนธรรมดาที่โดนทำร้ายและหมายจะเอาชีวิตจากลูกสาวของนักธุรกิจใหญ่ที่มีอาการทางจิตอ่อนๆถ้าเราไปสู้คดีกับเขาแม้ต่อให้เราจะถูกก็ตามทีแต่เปอร์เซ็นต์ที่จะแพ้มันมีสูงมากนะ”
“แต่เราเป็คนโดนทำร้ายนะ คนผิดยังไงก็ต้องได้รับผิดสิ”
“ก็ใช่ แต่เพราะเขามีเงินไง ต่อให้โทษหนักขนาดไหนถ้ามีเงินยังไงก็รอดดูอย่างเคสที่ลูกมหาเศรษฐีขับรถชนคนตายแล้วหนีดิขนาดโดนข้อหาหนักสังคมเล่นขนาดนั้นเขาก็หนีไปอยู่ต่างประเทศใช้ชีวิตสบายเลยแล้วนับประสาอะไรกับคนตาดำอย่างเราล่ะ”
“…”
“อย่างตอนที่มึงเจ็บสลบเหมือดอยู่ที่โรงพยาบาลตอนที่กูกับพี่คลื่นไปให้ปากคำกับตำรวจตอนนั้นตำรวจยังจะให้พวกกูยอมความเลยขนาดคลิปนั้นถูกปล่อยไปแล้วยังให้กูลบคลิปเลย สมัยนี้นะเอาจริงๆบางทีตำรวจก็ไม่ใช่ว่าจะเป็คนที่พึ่งพาได้ที่สุด พลังโซเชียลเนี่ยแหละคือสิ่งสุดท้ายที่จะช่วยให้เราได้รับความยุติธรรมได้”
ผมฟังเมลอธิบายเอาจริงๆสิ่งที่เมลพูดมันก็ถูกนะเพราะอีกฝ่ายคือคนใหญ่คนโตแค่เราคิดจะไปสู้กับเขาก็แพ้ั้แ่ยังไม่เริ่มแล้วแต่ถึงแม้จะคิดแบบนั้นแต่ผมก็ยังแอบรู้สึกผิดอยู่อาจจะเป็เพราะคนที่ได้รับผลกระทบเต็มๆคือคุณณฤทธิ์คุณพ่อของพี่คลื่นและผมก็เป็แฟนของพี่คลื่นด้วย
“มึงกำลังรู้สึกผิดเพราะคิดว่าทำหุ้นบริษัทพ่อแฟนร่วงใช่มั้ยเนี่ย”
แอบสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อความคิดของผมถูกเมลจับได้ก่อนจะเงยหน้ามองอีกคนพลางเม้มปากแน่นนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมถูกอ่านความคิดจนหมดจนเมลมักจะเป็คนแรกที่ที่รู้ความคิดของผมโดยที่ผมไม่ต้องเอ่ยบอกรู้ทุกความรู้สึกนึกคิดเหมือนกับว่าเราเป็คนๆเดียวกัน แต่เพราะเป็เมลเนี่ยแหละทุกครั้งเวลาผมทุกข์ใจหรือมีปัญหามันจะเป็คนแรกที่คอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือผมมาตลอด
“กูเข้าใจความรู้สึกมึงนะเพราะอีกฝ่ายคือพ่อแฟนถ้าเราทำตัวไม่น่ารักเขาอาจไม่ชอบเราได้แต่อย่างที่พี่คลื่นเคยบอกมึงไม่ต้องสนใจคนรอบข้างไม่ว่าเขาจะคิดกับมึงในแง่ร้ายยังไงแค่มึงโฟกัสที่ตัวมึงเองเป็อย่างที่มึงเคยเป็ก็พอเพราะต่อให้พ่อแฟนมึงจะมองมึงยังไงพี่คลื่นเขาก็จะอยู่ข้างมึงเสมอ”
“ขอโทษที่มาช้านะ พอดีพี่ติดประชุมน่ะ”
“ไม่เป็ไรครับ แค่พี่คลื่นมาเฝ้าผมก็ดีใจแล้วครับ”
ผมส่งยิ้มให้พี่คลื่นก่อนที่อีกคนจะหย่อนตัวที่เก้าอี้ข้างเตียงผมหันไปหยิบข้าวกล่องที่ฝากเมลซื้อมาให้ส่งให้พี่คลื่น
“ข้าวของพี่คลื่นครับ ผมฝากเมลซื้อ”
“ขอบคุณครับ แฟนใครเนี่ยน่ารักจัง”
พี่คลื่นส่งยิ้มพลางโน้มตัวกดจมูกลงแก้มเนียนเบาๆส่งผลให้แก้มกลมเห่อร้อนขึ้นมาทันทีผมยกมือขึ้นปิดแก้มที่ตอนนี้มันกำลังแดงเห่อขึ้นเรื่อย ๆอย่างเขินอายแม้ตอนนี้ผมกับพี่คลื่นจะคบกันแล้วแต่ก็ยังไม่ชินอยู่ดี
ระหว่างพี่คลื่นกำลังนั่งกินข้าวผมก็หันไปกินข้าวตัวเองบ้างว่าแล้วก็แอบเบื่อข้าวโรงพยาบาลเหมือนกันนะมีแต่ข้าวต้มไม่ก็แกงจืดแต่ยังดีที่มีขนมจากคนที่มาเยี่ยมเลยทำให้มื้ออาหารของผมไม่น่าเบื่อมาก
“ว่าแต่่นี้ดูพี่คลื่นงานหนักเลยนะครับ”
“ก็พอดีได้ลูกค้ารายใหญ่น่ะ เลยต้องเร่งทำงาน”
“เหนื่อยแย่เลยนะครับ ไหนพี่คลื่นยังจะต้องมาเฝ้าผมอีก” ผมพูดพลางเบ้ปากรู้สึกผิดอีกแล้ว พี่คลื่นทำงานมาเหนื่อยๆไม่พอยังจะต้องมานั่งเฝ้าผมอีกที่นี่นอนก็ไม่สบายทำงานก็ไม่ถนัดแถมยังต้องคอยดูแลผมเวลาจะเข้าห้องน้ำหรือทำอะไรอีก
พี่คลื่นเอื้อมมือมาโคลงหัวผมเบาๆก่อนจะย้ายตัวเองขึ้นมานั่งที่เตียงตรงที่ว่างบข้างๆผม
“ทำหน้ารู้สึกผิดอีกแล้วนะ แค่นี้เองพี่ไม่เป็ไรหรอก”
ผมเอนหัวพิงกับไหล่กว้างก่อนจะช้อนตามองอีกคนพร้อมกับเบ้ปากบึน
“แต่พี่คลื่นเหนื่อย พี่คลื่นทำงานหนักไม่พอยังต้องมาเฝ้าบิลอีก”
“มันคือหน้าที่ของแฟนอย่างพี่ไงครับ เพราะฉะนั้นห้ามรู้สึกอีกนะครับ”
อีกคนโน้มตัวลงจุมพิตกับปากบึนของผมก่อนจะค่อยๆเพิ่มแรงััเฉดชิมความหวานจากปากของผมพี่คลื่นผละใบหน้าออกไปเราสบตากันก่อนที่ผมจะยื่นมือจะไปจับแก้มของอีกคน
“ผมไม่อยากเห็นพี่คลื่นเหนื่อยอีกแล้ว ต่อไปนี้ผมจะเลี้ยงพี่คลื่นเองผมจะหาสินสอดมาสู่ขอพี่คลื่น พี่คลื่นจะได้สบาย”
พี่คลื่นมองผมเลิกคิ้วก่อนจะหัวเราะออกมาพลางจับมือของผมที่จับใบหน้าของเขามาจุมพิตที่หลังมือเบาๆ
“พี่จะรอนะครับ”