เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 26 ข้ามพ้นทัณฑ์


    อาอาอาอา…… เจ็บปวดรวดร้าวจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ กรีดร้องออกมาอย่างสังเวชใจ ดิ้นรนเพื่อระบายความสุขออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง…… ปึงปึงปึง…… ภายในถ้ำภูเขาที่ไม่มีแต่เพียงความมืดมิดไม่อาจมองเห็นท้องฟ้าดวงตะวัน งูเหลือบยักษ์ยาวเก้าจั้ง บิดม้วนขยับร่าง เพื่อระบายความเจ็บปวดอันขมขื่น จนเศษหินเม็ดทรายกระจุยกระจายคละคลุ้งอยู่ชั่วขณะ อีกทั้งยังเกิดเป็นพายุคลั่งหอบหนึ่ง จนเกิดเป็นเสียงระเบิดกัมปนาทดังขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง พร้อมทั้งยังได้ปั่นป่วนขึ้นมาใหม่ สะท้อนอยู่ภายในโสตประสาทกันขึ้นมา การลอกคราบที่น่าตกใจยิ่งกว่า ก็ได้เกิดขึ้นกับเจวี๋ยหวู่หมิงไปแล้ว! งูเหลือบยักษ์ที่กำลังอยู่ในวิวัฒนาการ!ในการทะลวงพลัง!ก็จะถือเป็นการวิวัฒนาการที่เหนือขึ้นไปอีกขั้น! กระแสพลังดำทมิฬนับไม่ถ้วนได้แผ่ซ่านออกมาจากสังขารงูเหลือบยักษ์ บนแผ่นเกล็ดที่แข็งทนทานยังได้เกิดเป็นเปลวไฟ สลายหายลับไปพร้อมกับผิวชั้นนอก เผยออกมาให้เห็นถึงเลือดเนื้อสีแดง ผิวชั้นนอกที่ได้เกิดการลอกคราบออกมาไม่หยุด อีกทั้งยังได้เกิดเป็นผิวพรรณที่เปล่งปลั่งแข็งทนทานยิ่งกว่าเดิมขึ้นมาใหม่ ถ้าหากจะบอกว่าแผ่นเกล็ดแต่เดิมนั้นเป็นเหมือนเหล็กกล้า อย่างนั้นตอนนี้ก็น่าจะกลายเป็นเหล็กกล้าที่ผสมเข้ากับทองคำ รอจนกระทั่งแผ่นเกล็ดทั่วรางลอกคราบออกมาจนเสร็จสมบูรณ์ ผิวพรรณใต้เนื้อหนังก็จะเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น เพลิงทมิฬพิฆาต ได้ปรากฏเป็นพลังอันมหาศาลขึ้นภายในเลือดเนื้อ ทั้งไหลเวียน ชำระล้าง หลอมสลาย ในขณะนี้ เจวี๋ยหวู่หมิงจึงค่อยสัมผัสได้อย่างกระจ่างแจ้งชัดเจน ว่าภายในเลือดเนื้อยังได้หลอมสลายสิ่งแปลกปลอมที่ไม่จำเป็นออกมาไม่หยุด ในระหว่างที่เวลาได้ล่วงเลยผ่านไป เมื่อเลือดเนื้อได้เปลี่ยนจนยิ่งหนาแน่น หนักแน่น ทรหดทนทาน จนเหมือนกับเหล็กกล้า แต่ทว่าด้วยวิชาแห่งการหลอมสลายที่ดุเดือดและทรงอำนาจ ในเวลาเดียวกันกับที่ความแข็งแกร่งของเลือดเนื้อได้เพิ่มพูนขึ้น ที่เดือดพล่านและกำลังสลายต้นกำเนิดปราณบริสุทธิ์ เกี่ยวกับสถานการณ์แบบนี้ เจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้เตรียมการเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ทางหนึ่งเลื่อนขั้น ทางหนึ่งก็ปล่อยปราณบริสุทธิ์ที่มากมายมหาศาลกักเก็บเอาไว้อยู่ภายในมิติช่องว่างกระเพาะ เสริมเข้าสู่ต้นกำเนิดที่ถูกใช้ไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ร่างกายที่ยิ่งมีแต่จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น แต่กลับไม่ได้มีประโยชน์รองและผลที่จะตามมาเลยแม้แต่น้อย ตลอดมานี้ยังได้คอยรักษาระดับสภาวะให้อยู่ในระดับสูงสุดมาโดยตลอด ตามความเป็นจริง หากมีพลังต้นกำเนิดไม่มากพอ กลไกการป้องกันก็จะเข้ามาทำการแทรกแซง เพื่อเป็นการตัดการเชื่อมโยงระหว่างการทะลวงพลังขอบเขต จนเมื่อถึงเวลานั้น ถ้าเกิดทะลวงขอบเขตล้มเหลว ในทางกลับกันเขาก็อาจจะถูกพลังย้อนทวนกลับจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เนื่องด้วยการที่มีค่าปราณบริสุทธิ์หนุนเสริมเข้ามาให้อย่างมากพอ จนทำให้เกิดสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงจนอันตรายที่จะปรากฏ จนเกิดเป็นการปรับเปลี่ยนขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เลือดเนื้อ ไขกระดูก อวัยวะภายใน……ล้วนแต่ถูกปรับเปลี่ยน หล่อเลี้ยงบำรุง จนทำให้กายใจทั้งหมดยิ่งมีแต่จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และการที่มีการเกื้อกูลกันเช่นนี้ ยังคงเกิดความเจ็บปวดขึ้นอย่างมากมายนักไม่ถ้วน จนเหมือนดั่งเลือดเนื้อเส้นเอ็นได้ถูกดาบเหล็กกล้ากรีด แหวกออกมาจากภายใน จนทำให้เขารู้สึกยากลำบากยากทนทาน มีแค่เพียงจิตใจที่มุ่งมั่นที่ยังพอจะสามารถค้ำจุนต่อไปได้ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากทุกอย่างล้วนแต่ได้เกิดการระบายออกมา โดยที่แทบจะสิ้นสติไปอย่างสิ้นเชิง เหมือนดั่งค้อนใหญ่ที่ทุบเข้าใส่ภูผา จนเกิดเป็นเสียงคำรามดังก้องผืนฟ้านภาลัย! เสียงคำรามที่ดังกึกก้องสะท้านฟ้าสะเทือนดิน สั่นคลอนไปทั่วทั้งเทือกเขา อสรพิษร้ายชะโงกคอหันใส่ดวงจันทรา จนกลิ่นอายอันเย็นเยียบได้ระเบิดพร้อมกับพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าไป งูเหลือบยักษ์ที่มีร่างกายสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า เกราะเกล็ดอันเย็นเยียบแต่ละแผ่น กับรูม่านตาสีแดงฉานคู่หนึ่ง ได้จับจ้องมองไปที่เหยื่อที่มีกันอยู่มากมาย จากนั้นก็ได้แหงนหน้ามองไปที่ท้องฟ้า! บรึม! ด้านบนท้องนภาคล้ายกับได้ถูกงูเหลือบยักษ์กระตุ้นความโกรธเกรี้ยว บนชั้นเวหาของสันเขาผานเสอ ทันใดนั้นก็พลันเกิดเป็นเสียงอสนีบาตอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นมาเป็นระลอก ท่ามกลางเสียงสายฟ้าฟาด คล้ายกับเป็นกระแสน้ำที่มีพลังอำนาจแผ่ซ่านจนกว้างใหญ่ไพศาล ได้ซัดทอดแผ่ซ่านลงทั่วทั้งสันเขาผานเสอ ภายใต้พลังอำนาจนี้ ยังแฝงเอาไว้ด้วยความเย็นเยียบที่ไร้ขีดจำกัด แรงระเบิดที่ไร้เยื่อใยเอาไว้ บนสันเขาผานเสอ ได้มีสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนแยกย้ายกันคืบคลานมาจากด้านบนพื้นดิน ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ภายใต้ความประหวาดพรั่นพรึง นี่ก็คือพรสวรรค์! เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงแต่รู้สึกว่าภายในจิตใจวินาทีนั้นเหมือนกับได้โยนก้อนหินที่หนักอึ้งออกจากอก จนทำให้เขาหายใจได้ไม่ทั่วท้อง ในเวลาเดียวกันก็ได้เกิดเป็นความรู้สึกเหมือนกับสายพิรุณโหมสาดใส่ขุนเขาอยู่ชนิดหนึ่ง คล้ายกับเกิดเป็นความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัยขึ้นมากขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อผ่านไปได้ชั่วขณะ เจวี๋ยหวู่หมิงก็รู้สึกได้ว่าแรงกดดันในอากาศได้ทับโถมเข้าใส่ตัวเขา จนเหมือนกับว่าต้องการที่จะบดร่างเขาก็มิปาน เจวี๋ยหวู่หมิงเข้าใจได้ในพริบตา ในที่สุดขอบเขตนี้ก็ได้เชื่อมโยงเข้าไปจนถึงขอบเขตแปรลักขณา ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์จุติ ถ้าหากข้ามพ้นก็จะสามารถแปรลักขณาจนอยู่ในรูปลักษณ์ของมนุษย์ได้ และมีพละกำลังเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม ภายใต้ทัณฑ์สายฟ้านี้ ก็จะมีแต่กลายเป็นเพียงแค่ฝุ่นธุลีเอาไว้เท่านั้น แต่ทว่า เขาแทบจะไม่ได้มีความกังวลหรือเป็นห่วงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เลยแม้แต่น้อย ทางหนึ่งก็ได้ใช้ร่างกายอันแข็งแกร่งใช้เป็นรากฐาน อีกทางก็ได้ใช้《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》หลังจากที่ทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สาม จนทำให้มีระดับพละกำลังเพิ่มพูนขึ้นเป็นอย่างมาก จนยิ่งมีแต่จะอยู่ห่างจากที่คาดคิดเอาไว้ แต่กลับยังไม่ได้อยู่ในระดับแปรลักขณาขั้นต้นไม่ เพียงแต่เป็นการก้าวกระโดดเข้าสู่ระดับช่วงแปรลักขณาขั้นสูงสุด ด้วยการที่มีการฝึกฝนเช่นนี้ ถึงแม้จะอยู่ในระดับเผ่าอสูรขั้นกลางจริง เขาก็ถือได้ว่าเป็นถึงชนชั้นที่โดดเด่นได้แล้ว มีหรือที่จะไปหวาดกลัวต่อทัณฑ์สายฟ้าในขั้นแปรลักขณาเพียงเล็กน้อยได้? แน่นอนว่า ในตอนนี้เขายังไม่มีการเปลี่ยนลักษณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ยังมีพลังในขอบเขต แต่ด้านพละกำลังยังถือได้ว่ายังอยู่แค่การแปรลักขณาขั้นต้น แต่ในระหว่างที่เวลาได้ล่วงเลยไป เขาก็สามารถวิวัฒนาการ เลื่อนระดับได้อย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายก็มีการบ่มเพาะพลังขอบเขตที่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน “มาเถอะ!เราจะต้องข้ามพ้นทัณฑ์สวรรค์ระดับแปรลักขณาให้ได้ เพื่อที่จะได้สำเร็จเป็นคนอีกครั้ง!” เจวี๋ยหวู่หมิงแหงนหน้าเหม่อมองท้องฟ้าที่มืดมัวเหนือหัว และพูดกับตัวเองด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น ยามนี้ ท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิด จนเกิดเป็นก้อนเมฆสายฟ้าก้อนหนึ่งรวมกันอยู่ที่แอ่งน้ำแห่งนี้ ทันทีที่เมฆสายฟ้านี้ปรากฏ จากนั้นก็เริ่มขยับขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว จนคล้ายกับว่าเมื่อผ่านไปหลายช่วงลมหายใจ ต่อให้ตกอยู่ในอาณาบริเวณโดยรอบกว่าสิบลี้ แต่ก็ยังคงขยายพลังออกไปอย่างคลุ้งคลั่ง บรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดประกายสายฟ้า เหมือนกับกำลังอยู่ในการกลั่นกรองอยู่ภายใน จนกระทั่งเมื่อเสียงสายฟ้าคำรน ก็ได้เกิดเป็นประกายสายฟ้าแลบผ่านมาทั่วทั้งผืนฟ้า สภาวะอันน่าสะพรึงกลัวสุดเปรียบปานขุมหนึ่งได้พัดผ่านเข้ามา และเมื่อในขณะที่ทอดลงมาจากฟ้า เกิดเป็นพลังแรงกดดันต่อสิ่งมีชีวิตจนแตกตื่นลนลาน แทบจะเรียกได้ว่าตกอยู่ในอาการสั่นเทาเพียงสถานเดียว เมฆอัสนีคล้ายกับได้ยินเสียงที่เอ่ยขึ้นในใจของเจวี๋ยหวู่หมิงก็มิปาน ทันทีที่เจวี๋ยหวู่หมิงพร่ำบ่นขึ้นในใจ ก็ได้มีสายฟ้าสายหนึ่งฟาดจนระเบิดออก จนตรงดิ่งมุ่งเป้าไปที่เจวี๋ยหวู่หมิง บรึม! สายฟ้าสีม่วงขนาดยักษ์สายหนึ่งได้ฟาดเข้าใส่ จนมีผ่าศูนย์กลางถึงหลายสิบจั้ง แล่นผ่านไปทั้งฟ้าดิน ประกายสายฟ้าเปรียบเสมือนกับกำลังแลบผ่านเข้าใส่บนร่างของเจวี๋ยหวู่หมิงไปแล้ว ร่างกายที่โงนเงนโซเซของเจวี๋ยหวู่หมิง ก็ได้เกิดเป็นเสียงระเบิดจนเกิดเป็นเสียงกระแทกชนเข้ากับเทือกเขาหินผา เศษหินที่โปรยกระจายเต็มไปหมด ทันใดนั้นเจวี๋ยหวู่หมิงได้ลืมตาขึ้น ภายในรูม่านตายังแฝงเอาไว้ด้วยอารมณ์ต่างๆ นานา แผ่นเกล็ดสีแดงฉานตามร่างกายได้เกิดการหลุดลอก จนเผยประกายแสงอันมืดมนสาดส่องระยิบระยับออกมา เขาได้ขยับเคลื่อนร่างกายเพื่อออกมาจากภายในเศษซากถ้ำศิลา แต่พริบตานั้นสภาวะบรรยากาศทั่วทั้งร่างยิ่งทวีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น พลังจากเส้นโลหิตภายในร่างเองก็ย่อมขยับขยายขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน จนทำให้ทั่วร่างเขาอัดแน่นจนเต็มไปด้วยพลังอำนาจมังกรอันเข้มข้นอยู่ขุมหนึ่ง เกิดเป็นรูม่านตาที่เรียวเล็กของอสรพิษ ยิ่งแผ่ซ่านเกิดเป็นพลังที่สูงล้ำมากยิ่งขึ้น เสมือนกับเป็นมังกรเที่ยงแท้ปรากฏออกมาก็มิปาน ตูม! ยังไม่ทันที่จะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงจากทางร่างกาย กลับต้องมาตกอยู่ภายใต้อำนาจอสนีบาตสายนี้เอาไว้ จนประกายสายฟ้าแลบผ่านเข้ามาจนแสบนัยน์ตา อีกทั้งเมื่อเทียบกับสายฟ้าเมื่อครู่นั้นยังถึงกับใหญ่โตเสียยิ่งกว่ามากมาย ดูไปแล้วคล้ายกับว่ามีขุนเขาใหญ่ยักษ์ร่วงหล่นลงจากฟากฟ้า เสมือนกับสามารถแยกฟ้าแหวกพสุธาออกจากกัน สาดกระจายบรรยากาศทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวทั้งมวลออกมา จนทำได้แต่เพียงมองสายฟ้าที่ผ่าเข้ามานั้น กำลังผ่าเข้าใส่บนร่างของตัวเองอยู่ เดิมทีเขาเองก็ตัดสินใจที่จะใช้เคล็ดดำดินเพื่อหลบเลี่ยงการโจมตี แต่ทันใดนั้นเมื่อคิดได้ว่าเหมือนกับได้เคยอ่านว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับในนิยายเมื่อชาติที่แล้ว ที่พวกพระเอกต่างก็แทบจะไม่เห็นทัณฑ์สวรรค์เป็นเรื่องที่ยากลำบากแต่อย่างไร จึงทำแค่เพียงใช้โอกาสเช่นนี้เพื่อเสริมสร้างความบริสุทธิ์ให้กับร่างกาย เมื่อปะติดปะต่อกับผลดีที่ร่างกายได้รับมาจากทัณฑ์สายฟ้า เขาจึงได้สลัดความคิดที่จะหลบเลี่ยงไปโดยพลัน จากความคิดที่จะหลบเลี่ยง ก็กลายเป็นการหันไปเผชิญหน้ากับอสนีบาตสายฟ้าที่กำลังฟาดเข้าใส่ ถึงแม้จะยังไม่ถึงกับสามารถบินเหิน แต่ถ้าเสริมเข้าไปด้วยเคล็ดดำดิน ภายในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่โบยบินก็ยังคงเป็นเรื่องที่ผ่อนคลายได้อยู่เหมือนกัน “แท้จริงแล้วทัณฑ์สายฟ้านี้ถึงกับไม่ได้ทำให้ตัวเราเกิดอาการบาดเจ็บ ทั้งยังไม่แสบไม่คัน จนแทบไม่มีอะไรให้ต้องกลัว! ในทางกลับกันยังใช้ประโยชน์จากทัณฑ์สายฟ้า เพื่อเสริมระดับความแข็งแกร่งและบริสุทธิ์จากร่างกายได้” ภายในร่างกายของอำนาจอสนีบาต มีแค่ผลลัพธ์เดียวเท่านั้นที่พอจะทำให้ร่างกายเขารู้สึกช้าขึ้นได้ จนเกิดเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับสายฟ้าแล่นผ่าน แต่ความรู้สึกแบบนี้กลับแวบมาแล้วก็จางหายไป แล้วถูกดูดซับเข้าสู่ร่างผ่านแผ่นเกล็ด และเกิดเป็นการเสริมสร้างพลังเพลิงทมิฬพิฆาตขึ้นเช่นเดียวกัน...