Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 25 คน (ไม่) แปลกหน้า?

    “พี่!!!”วายาร้องลั่นด้วยความไม่พอใจที่ไลคาออนพูดเรื่องที่เธอต้องอับอายออกมาหน้าตาเฉย และเธอก็ไม่กล้าหันไปมองหน้าคาลแม้แต่นิดเดียว“พี่ไม่มอบสิ่งนี้ให้กับคนที่พี่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าอย่างเด็ดขาด พี่ขอยืนยันอีกครั้ง”ไลคาออนพูดกับวายาแต่ว่ามองมาที่ผมผมก็จ้องเขากลับไปเพราะไม่อยากจะหลบสายตา แม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่สักเท่าไร“วายา นี่คือเรื่องอะไรกันเหรอ สร้อยนั่น แล้วก็เรื่อง...”“คาล นายยังไม่ต้องพูดอะไร เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้นายฟังเองทีหลัง”วายายื่นมือมาห้ามผมโดยไม่มองหน้า“นี่น้องให้ดวงตาแห่งลิกอสกับคนแปลกหน้าโดยที่เขาไม่ได้รู้ความหมายเลยเนี่ยนะ”“พี่หยุดพูดเดี่ยวนี้เลย คาลไม่ใช่คนแปลกหน้า”ครั้งนี้วายาเลื่อนมือไปขวางหน้าของไลคาออนแล้ว สถานการณ์ชักจะปั่นป่วนจนผมเริ่มเวียนหัวแล้ว“คาลนายช่วยออกไปรอข้างนอกแปปนึงได้มั้ยฉันอยากคุยกับพี่ตามลำพัง”“อ้าวไหนบอกไม่ใช่คนแปลกหน้า งั้นก็ไม่ต้องให้ออกไปซิ จริงมั้ยคนไม่แปลกหน้า”ไลคาออนหันมามองหน้าผมด้วยแววตาที่ผมแปลไม่ออก แต่ก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูก“เออ ผมชื่อคาลครับ”ผมตัดสินใจยกมือบอกชื่อของผมกับไลคาออน“ฉันรู้อยู่แล้ว คนไม่แปลกหน้า”ไลคาออนชี้นิ้วมาทางผม“พี่ วายาบอกให้พอ คาลนายออกไปรอข้างนอกก่อนนะ”ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าที่อากาศในห้องร้อนขึ้นเพราะเกิดจากใครใช้ขอบเขตไฟ หรือเป็นเพราะอารมณ์ของทุกคนที่กำลังคุกรุ่น ผมจึงตัดสินใจที่จะปล่อยให้ทั้งสองพี่น้องคุยกันเองก่อนน่าจะดีกว่า“งั้นฉันออกไปก่อนนะวายา”ผมลุกขึ้นจากเตียง แล้วก็เตรียมตัวจะออกจากห้อง แต่แล้วก็ถูกมือที่ใหญ่โตข้างหนึ่งดึงแขนเอาไว้“ฉันบอกไม่ต้องออกไปไหนไงคนไม่แปลกหน้า”ไลคาออนทำเสียงกวน ๆ ใส่วายาโดยไม่มองหน้าผม“พี่พูดไม่เคยรู้เรื่องเลยจริง ๆ นะ”วายาปัดมือของไลคาออนออกจากแขนของผม แล้วทั้งคู่ก็ไปยืนจ้องหน้าเขม่นกัน จากนั้นก็เถียงอะไรกันก็ไม่รู้มากมายผมยืนดูทั้งสองถกเถียงกันแบบไม่รู้จะวางตัวยังไง แล้วอยู่ ๆ ผมก็นึกถึงความทรงจำที่มีอยู่ไม่มากของผมขึ้นมาได้ เกี่ยวกับซีรีส์ที่เคยดู น่าจะเป็นที่เขาเรียกกันว่า K-Series มั้ง อารมณ์ตอนนี้เหมือนกับตอนนางเอกกำลังทะเลาะกับพี่ชายอะไรประมานนั้นเลยทีเดียวอยู่ ๆ ไลคาออนก็หันมามองหน้าผมแล้วก็พูดออกมาโดยไม่ได้สนใจวายาที่ยืนโวยวายอยู่ว่า “คนไม่แปลกหน้า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ลองเล่ามาซิว่าท่านบรรพบุรุษบอกว่ายังไงบ้าง”อยู่ ๆ ถูกหันมาถามแบบนี้ทำเอาผมถึงกับงง ผมเหลือบไปมองหน้าของวายาก็พบว่าวายก็กำลังหน้าเหวอไปเช่นกัน“เอ้าตอบมา อย่ามัวแต่ยืนหน้ามึนแบบนี้”ไลคาออนยื่นมือมาดีดนิ้วต่อหน้าผมสามครั้งด้วยท่าทีน่ากวนใจ ไอ้หมอนี่มันอะไรกัน ทำเหมือนกับว่ามีตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกแบบนั้นแหละ นี่ซินะที่ผมเคยได้ยินมาว่าวายาไม่ถูกกับพี่ชาย เพราะแบบนี้ซินะวายาถลาเข้ามาปัดมือของไลคาออนอีกครั้ง“พี่กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนซิ”ไลคาออนยื่นมือไปปิดปากวายา แล้วก็ยิ้มให้“ไว้วันหลังน่า เดี๋ยวค่อยทะเลาะกันต่อ น้องไม่อยากรู้เหรอไงว่าคาลของน้องได้รับอะไรบ้าง”ไลคาออนยิ้มจนปากแทบฉีก วายาสลัดมือของไลคาออนออก“ไอ้พี่บ้า”วายาโกรธจนตัวสั่น แล้วก็เหลือบมาเห็นหน้าผมพอดี พอผมสบตากับเธอ วายาก็รีบหันหน้าหลบแล้วก็พูดโดยไม่มองหน้าผมว่า“แล้วตกลง นาย... เอ่อ ได้เจอกับท่านบรรพบุรุษแล้ว” ผมพยักหน้าให้กับวายาและไลคาออน วายาถอยหลังไปลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งอยู่ด้านหน้าของผม ส่วนไลคาออนก็เอนตัวไปพิงกับเสาเตียงแล้วกอดอก ในมือของเขายังกุมดวงตาแห่งลิกอสเอาไว้อยู่ผมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเท่าที่จำได้ให้กับทั้งสองฟัง ทั้งคู่นั่งฟังอย่างตั้งใจด้วยความนิ่งเงียบ ทั้งเรื่องที่ผมหลงทางในห้องสมุด การเรียกวายาแล้วเธอไม่ได้ยิน การลองใช้มานาเพื่ออ่านหนังสือ เรื่องของดวงตาแห่งลิกอสที่เปล่งแสงสว่างเรื่อ ๆ และความร้อนออกมา การพบกับหมาป่าไฟร่างยักษ์ แล้วร่างนั้นก็กลายเป็นร่างของคนที่มีไฟลุกท่วมตัว จนถึงความทรงจำสุดท้ายที่ร่างนั้นกลายเป็นเชือกไฟชอนไชเข้าไปในร่างกายของผมความเงียบปกคลุมห้องนั้นอยู่หลังจากผมเล่าเรื่องทั้งหมดจบลง“แปลก”ไลคาออนเป็นคนทำลายความเงียบนั้นลงผมและวายามองไปที่เขาพร้อม ๆ กัน“ปกติแล้วผู้ที่จะเข้าไปพบกับท่านบรรพบุรุษในโลกแห่งนั้นได้ จะมีแต่พวกเราตระกูลลิกอสเท่านั้น หากคนที่ไม่ใช่สายเลือดลิกอสก็ต้องมีคนในตระกูลเป็นผู้เชิญเข้าไป และเมื่อเข้าไปยังโลกแห่งนั้นแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับของขวัญจากท่านบรรพบุรุษ ยิ่งไปกว่านั้น...”ไลคาออนเอื้อมมือไปหยิบบันทึกมาจากวายา แล้วก็พลิกบันทึกไปหลายหน้า จากนั้นก็หันหน้าบันทึกมาทางผมและวายา“นี่คือหน้าที่บันทึกเรื่องราวของสมาชิกตระกูลเราคนหนึ่ง”ผมมองไปยังหน้าหนังสือบันทึกมันเป็นรูปของหมาป่าตัวหนึ่งยืนอยู่กลางเปลวไฟ พร้อมมีชื่อเขียนไว้ด้านล่าง และตัวหนังสือมากมายเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ“ปกติแล้วเมื่อได้รับการถ่ายทอดพลังของขอบเขตไฟและวรยุทธจากท่านบรรพบุรุษ ชื่อของสมาชิกตระกูลคนนั้นจะปรากฏขึ้นพร้อมกับไฟประจำตัวและรูปร่างที่แท้จริง แต่ของนายคนไม่แปลกหน้า...มันกลับมีแต่ไฟ แถมชื่อก็เหมือนกับถูกลบออกไปอีก”ไลคาออนทำท่าครุ่นคิด วายาก็มองไปที่เขาและจากนั้นก็เบนสายตามาทางผม“และนี่...ไฟสีดำ ตลอดชีวิตฉันไม่เคยเห็นมาก่อน”พอพูดจบเขาก็ผละตัวออกมาจากเสาเตียง แล้วก็มาหยุดอยู่หน้าผม“ทุกอย่างน่าจะเป็นเพราะสิ่งนี้”เขาหยิบดวงตาแห่งลิกอสขึ้นมาจ้องมองแล้วก็โยนให้กับวายาที่นั่งอยู่เหมือนกับไม่สนใจ“คืนให้ละนะ อย่าโวยวายอีก”จากนั้นก็หันมามองหน้าผม แล้วก็บอกว่า“ไหน ๆ ก็ได้พลังจากท่านบรรพบุรุษมาแล้ว ใช้มันให้คุ้มค่าแล้วกัน”จากนั้นก็หันหลังเปิดประตูแล้วเดินออกจากห้องไปเฉย ๆ ทิ้งให้ผมกับวายาตกอยู่ในบรรยากาศแปลก ๆ กันสองคนวายาก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไร และก็นั่งห่อตัวอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีเขินอาย“อ่ะนี่คาล”เธอยื่นดวงตาแห่งลิกอสมาให้ผม โดยไม่เงยหน้าขึ้นมาผมเอื้อมมือไปรับมันกลับมาแล้วก็ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต“วายา ว่าแต่ท่านบรรพบุรษคือใครงั้นเหรอ?”............................................................. หลังจากที่ผมพยายามเปลี่ยนประเด็นเพื่อเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายใจของวายา การถามเรื่องของท่านบรรพบุรุษเหมือนจะเป็นหัวข้อที่ดีวายาสูดหายใจลึก แล้วก็เล่าเรื่องต่าง ๆ ออกมามากมาย และผมก็ตั้งใจฟังอย่างยิ่งเธอเล่าตั้งแต่เรื่องที่ท่านบรรพบุรุษคือมานาที่ต้นตระกูลของเธอหลงเหลือเอาไว้ในหนังสือปกแดงเล่มนั้นเป็นของแทนตัว หนังสือเล่มนั้นคือบันทึกที่รวบรวมเรื่องราวของไลแคนแห่งตระกูลลิกอส และเหล่าผู้จงรักภักดีที่มีอายุยาวนานหลายพันปี ทั้งหมดเกิดขึ้นมาจากมานาที่ยิ่งใหญ่ของไลคาออนที่หนึ่งและเรื่องของเงื่อนไขการเข้าสู่โลกแห่งนั้นมีด้วยกันสองข้อได้แก่ข้อที่หนึ่งและสำคัญที่สุด ผู้ที่จะเข้าสู่โลกแห่งนั้นได้ต้องเป็นผู้ที่มีสายเลือดแห่งลิกอสที่ครอบครองพลังของขอบเขตแห่งไฟเท่านั้นข้อที่สอง ผู้ที่มีสายเลือดแห่งลิกอสสามารถเลือกสรรที่จะพาผู้จงรักภักดีเข้าสู่โลกแห่งนั้นได้ โดยที่ผู้ติดตามนั้นก็ต้องมีความสามารถของขอบเขตแห่งไฟเช่นกัน ซึ่งผมบังเอิญไม่น่าจะเข้ากับข้อใดข้อหนึ่งจากนั้นเมื่อเข้าสู่โลกแห่งนั้นแล้ว ท่านบรรพบุรุษจะมอบของขวัญให้กับผู้ที่เข้าไป หากเป็นสายเลือดลิกอส ของขวัญก็คือวรยุทธล้ำค่าแห่งตระกูลลิกอส แต่ถ้าเป็นผู้จงรักษ์ภักดีก็จะได้วรยุทธขอบเขตเพลิงที่แม้จะไม่ล้ำค่าเท่า แต่ก็เป็นวรยุทธที่เหนือกว่าวรยุทธขอบเขตเพลิงอื่น ๆโดยวิธีการที่ท่านบรรพบุรุษถ่ายทอดวรยุทธเหล่านั้นให้ ก็คือการใช้มานาบันทึกวรยุทธเหล่านั้นลงไปในดีเซลล์ของผู้รับการถ่ายทอด เมื่อดีเซลล์ได้รับการบันทึกถ่ายทอดการใช้ท่าร่าง การใช้ขอบเขต การควบคุมมานาที่เหมาะสมกับวรยุทธนั้น ๆ เข้าไป ก็จะทำให้ผู้รับการถ่ายทอดสามารถเรียนรู้วรยุทธนั้น ๆ ได้ แต่การจะใช้วรยุทธนั้นได้คล่องแคล่งหรือมีประสิทธิภาพแค่ไหน ก็สุดแล้วแต่การฝึกปรือและความสามารถของผู้ได้รับการถ่ายทอดวายาเล่ามาถึงจุดนี้ผมก็นึกถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เคยดู เรื่องที่คนสามารถอัพโหลดความรู้ต่าง ๆ อย่างวิชาการต่อสู้ไปจนถึงวิธีขับเฮลิคอปเตอร์เข้าไปในสมองได้แม้เธอจะแทบไม่ได้สบตากับผมเลยในช่วงเวลาที่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ แต่ผมก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้างเมื่อได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้น เส้นตายของผมจะเหลือแค่พรุ่งนี้ และผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับเรย์ได้อย่างไร“วายา แล้วที่เธอพาฉันมาที่นี่ก็คือเพื่อพบกับ เอ่อ ท่านบรรพบุรุษ?”วายาพยักหน้า“ฉันอยากพานายเข้าไปเจอท่านบรรพบุรุษเพื่อให้ท่านช่วยถ่ายทอดวรยุทธให้กับนาย”“ในฐานะผู้จงรักภักดี?”วายาพยักหน้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีความเขินอายแฝงอยู่ด้วย“แล้วไฟสีดำนี่คือ? ของขวัญจากท่านบรรพบุรุษ?”“ไม่ใช่ แม้จะเป็นท่านบรรพบุรุษก็ไม่สามารถมอบเปลวไฟให้กับใครได้ มันคือความสามารถเฉพาะตัวของโดมินาริแต่ละคน โดมินาริที่มีความสามารถขอบเขตไฟ”“มันคือไฟของฉันเองงั้นเหรอ?”ไฟสีดำ...“ใช่ ไฟของนาย และนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นไฟสีนี้”ผมทดลองยกมือซ้ายขึ้นมา ลองคิดว่ามีไฟอยู่บนมือ เปลวไฟสีดำกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาอยู่บนมือผมจากความว่างเปล่า“นายควบคุมไฟได้ค่อนข้างดีเลยนะ”วายามองไปที่มือของผม แล้วก็ทำหน้าตาแปลกใจ“แปลว่าตอนนี้ฉันก็น่าจะพอมีโอกาสโต้ตอบเรย์ได้แล้วใช่มั้ย”ผมรู้สึกมีความหวังขึ้นมานิดนึง“เอาจริง ๆ มันก็ไม่เชิงหรอกคาล แค่ขอบเขตไฟมันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนความเสียเปรียบที่นายมีได้ทั้งหมดน่ะ ต้องยอมรับว่ายัยนั่น...เรย์น่ะ ก็มีฝีมือไม่เบา”คำตอบของวายาทำให้ผมใจเสียไปพอสมควร ผมเงียบไปครู่หนึ่ง วายาคงสังเกตเห็นผมทำหน้าเสียก็เลยรีบบอกผมพร้อม ๆ กับรอยยิ้ม“แต่นายอย่าลืมซิว่านายได้ของขวัญมาจากท่านบรรพบุรษแล้ว”จริงซินะ ผมลืมคิดไปได้ยังไงกัน“ไปดูกันดีกว่าว่าท่านบรรพบุรุษให้วรยุทธอะไรกับนาย”วายาคว้ามือผมแล้วก็รีบลากผมออกจากห้องจบตอนที่ 25