บทที่ 11 หวง
อาจารย์หลี่มาถึงเป็คนแรก พร้อมกับหลี่เหว่ย ลูกชาย และป้าถิง แม่นม เมื่อมาถึงเขาก็มอบภาพอักษรอ่อนช้อยงดงามให้กับผู้เฒ่ากู้
“มีความสุขเพียบพร้อมไปด้วยโชคลาภและเงินทอง”
อาจารย์หลี่ค้อมหัวส่งภาพอักษรให้แต่หางตาของเขาแอบชำเลืองมองกู้เยี่ยที่อยู่ในชุดสีแดงงดงามเฉิดฉายไม่ต่างกับหลี่เหว่ยที่ลอบมองกู้หลินที่ยืนอยู่ข้างมารดาด้วยแววตาลึกล้ำ
ผู้เฒ่ากู้กล่าวขอบคุณด้วยความยินดีเมื่อเห็นอักษรที่อาจารย์มอบให้ ส่วนกู้เยี่ยที่ยืนอยู่ข้างบิดาเมื่อเห็นอาจารย์หลี่ส่งสายตาชำเลืองมองก็มีสีหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา
หลี่เหว่ยที่ยืนอยู่ข้างบิดาค้อมหัวให้ผู้ใหญ่ แล้วส่งรอยยิ้มทักทายกู้เฉินและเผื่อแผ่ไปยังน้องสาวของเขาที่ยืนอยู่ข้างกัน
หัวใจของหลี่เหว่ยสะดุดไปชั่วขณะเมื่อเห็นรอยยิ้มของกู้หลินที่ส่งคืนมาให้
“เชิญท่านอาจารย์เดี๋ยวข้าจะเดินไปส่งที่โต๊ะ”
กู้เฉินผายมือเชื้อเชิญอาจารย์และเพื่อนนำไปที่โต๊ะอาหาร
ในขณะที่งานกำลังเริ่มคึกคักกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณชาวบ้านที่มาร่วมงานช่วยกันยกโต๊ะเก้าอี้มาจัดเรียง และช่วยกันยกอาหารที่ล้วนแต่เป็ของที่พวกเขาจะได้กินปีละครั้งมาวางที่โต๊ะส่วนเด็ก ที่มากับพ่อแม่ต่างพากันวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานอยู่นั้น รถม้าคันใหญ่ที่ตกแต่งอย่างงดงามก็วิ่งเข้ามาจอดที่หน้างาน
ชาวบ้านที่มาร่วมในงานต่างชะเง้อมองคนที่กำลังก้าวขาลงจากรถม้าด้วยความสนใจ
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวบ้านคือชายหนุ่มอายุไม่เกิน 18 ปี หน้าตาหล่อเหลาใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนกำลังก้าวลงจากรถม้าชุดสีเข้มในผ้าเนื้อดีราคาแพงบนร่างสูงเพรียว บ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่
ข้างกายของเขามีหลงจู๊ที่กู้หลินจดจำหน้าตาของเขาได้ดีเดินตามหลังพร้อมกับถือกล่องบางอย่างในมือ
หญิงสาวสะกิดมารดาและผู้เฒ่ากู้ให้หันไปมองและเมื่อหลงจู๊เดินมาถึงก็ค้อมหัวคารวะก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวชายหนุ่มที่เดินนำหน้าเข้ามา
“คารวะท่านผู้เฒ่า คุณชาย คุณหนูนี่คือเถ้าแก่ของข้า “มู่เซิน”
กู้หลินได้ยินว่าชายหนุ่มที่ยังดูอายุน้อยคนนี้คือเถ้าแก่ของร้านขายของขนาดใหญ่ในเมือง ก็เผยแววตา ชื่นชมออกมาอย่างจริงใจจนมู่เซินที่แอบมองด้วยหางตายกยิ้มอยู่ในใจที่นางช่างเป็คนเปิดเผยไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไป
“ขอบคุณที่เถ้าแก่ให้เกียรติมาตามเทียบเชิญขออภัยที่บ้านของเราออกจะคับแคบไปสักนิด”
ผู้เฒ่ากู้มองเถ้าแก่ที่ดูเหมือนหนุ่มน้อยแล้วกล่าวออกตัวอย่างถ่อมตน
มู่เซินได้ยินคำกล่าวจากอีกฝ่ายก็ได้แต่หัวเราะอยู่ในใจเพราะคำว่าบ้านคับแคบของอีกฝ่ายนั้น คือบ้านที่จำนวนสี่หลังภายในเนื้อที่กว้างขวางใหญ่โตราวกับจวนหลังหนึ่งก็ไม่ปานก่อนเอ่ยวาจาแย้งและยื่นกล่องสีแดงให้
“ถ่อมตัวไปแล้วท่านผู้เฒ่านี่เป็ของเล็ก ๆ น้อย ๆสำหรับอวยพรในวันมงคลเช่นนี้”
ผู้เฒ่ากู้รับของแล้วส่งให้หลานชายก่อนจะกล่าวขอบคุณซึ่งมู่เซินก็ถือโอกาสถามถึงช่างที่สร้างบ้านของพวกเขาด้วยความสนใจ
“บ้านของท่านผู้เฒ่าช่างดูงดงามและแปลกตา ยิ่งนัก ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนไม่ทราบว่าท่านได้ช่างจาก ที่ใดข้าอยากขอถามชื่อแซ่ได้หรือไม่”
กู้หลินมองอีกฝ่ายที่มีสายตากว้างไกลเหมือนนักธุรกิจในโลกปัจจุบันซึ่งมองอะไรก็เป็เงินเป็ทอง จึงได้โอกาสเอ่ยคำสนับสนุนธุรกิจที่คิดไว้เพื่อช่วยเหลือลุงจางและช่างในหมู่บ้าน
“บ้านหลังนี้รวมทั้งเครื่องเรือนในบ้านลุงจางและช่างในหมู่บ้านเป็คนวาดแบบและก่อสร้างให้ทั้งหมด ถ้าเถ้าแก่สนใจข้าจะแนะนำให้ท่านได้รู้จักกับพวกเขา...ทุกคนอยู่ในงานนี้”
มู่เซินหันมามองสาวน้อยเต็มตาคราวนี้เขาเห็นดวงตาคมที่ส่อแววล้ำลึกไม่เหมือนดวงตาของสาวน้อย อีกต่อไป จนเขารำพึงอยู่ในใจ
“นางช่างน่าค้นหายิ่งนัก”
ผู้เฒ่ากู้พยักหน้าให้หลานชายเชิญเถ้าแก่และหลงจู๊ไปนั่งที่โต๊ะก่อนที่จะถึงเวลาเริ่มพิธี
เมื่อเห็นว่าทุกคนในหมู่บ้านมากันทุกหลังรวมทั้งอาจารย์หลี่ ผู้ใหญ่บ้าน และเถ้าแก่จากร้านขายของในเมืองก็มาถึงแล้วผู้เฒ่ากู้จึงเริ่มพิธีขึ้นบ้านใหม่ ด้วยการนำลูกหลานไหว้เ้าที่แล้วอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าในบ้าน จากนั้นก็ไหว้ด้วยของไหว้ทั้ง 5 ธาตุโดยกู้หลินซึ่งไม่เคยเห็นพิธีเหล่านี้มาก่อน ได้แต่ทำตามคำกระซิบบอกของแม่จนกระทั่งพิธีแล้วเสร็จ
หลังพิธีไหว้เ้าที่ผู้เฒ่ากู้ก็ถือโอกาสกล่าวขอบคุณแขกที่มีร่วมงาน
“วันนี้เป็วันดีที่ครอบครัวกู้ได้มีบ้านหลังใหม่ที่สวยงามยิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก ข้าต้องขอขอบคุณลุงจางและเหล่าช่างฝีมือทุกท่าน ที่ช่วยกันสร้างบ้านหลังนี้พวกเราทุกท่านทำงานอย่างขยันขันแข็ง และทุ่มเทแรงกายแรงใจ จนบ้านหลังนี้สำเร็จลงอย่างสวยงามและแข็งแรงข้าซาบซึ้งในน้ำใจของทุกท่านเป็อย่างยิ่ง”
ผู้เฒ่ากู้หยุดพูดชั่วครู่ น้ำตาคลอ
“บ้านหลังนี้ไม่ใช่เพียงแค่ที่อยู่อาศัยของตระกูลกู้ แต่เป็สัญลักษณ์ของความรัก ความสามัคคีและความช่วยเหลือเกื้อกูลของคนในหมู่บ้านของเราข้าขอขอบคุณผู้ใหญ่บ้านที่เป็ธุระในการจัดหาช่าง และขอขอบคุณ ทุกท่านอีกครั้งจากใจจริง....ขอเชิญทุกท่านร่วมรับประทานอาหารฉลองขึ้นบ้านใหม่ให้อิ่มหนำสำราญและมีความสุขร่วมกัน”
ผู้เฒ่ากู้ยิ้มกว้างใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข แต่ก่อนที่ทุกคนจะยกตะเกียบหยิบอาหาร เสียงของผู้เฒ่ากู้ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“นอกจากนี้ ข้ายังได้เตรียมข้าวสารและไข่ไว้แจกจ่ายให้กับทุกๆ บ้านในหมู่บ้าน ถือเป็การทำบุญสร้างกุศลให้กับบรรพบุรุษของตระกูล ขอให้ทุกท่านรับของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ด้วย”
สิ้นเสียงของผู้เฒ่ากู้ชาวบ้านก็ส่งเสียงขอบคุณและอวยพรให้ตระกูลกู้บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้ง
“พวกเขาร่ำรวยแล้ว ยังรู้จักแบ่งปันต่อไปจะต้องร่ำรวยมหาศาลขึ้นไปอีกเป็แน่”
บรรยากาศหลังงานขึ้นบ้านใหม่ค่อย ๆสงบลง ชาวบ้านช่วยกันเก็บกวาดเศษอาหารและสิ่งของต่างๆอย่างเป็ระเบียบก่อนจะทยอยมารับของแจก และบอกลาเ้าของบ้านจากนั้นเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วก็ค่อย ๆ เบาบางลง
หลังชาวบ้านกลับ ผู้เฒ่ากู้ และลูกหลานก็นำอาจารย์หลี่และลูกชาย ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งเถ้าแก่มู่เซิน ซึ่งถือเป็แขกคนสำคัญเข้าชมภายในบ้านทั้งสี่หลังซึ่งเมื่อ มู่เซินได้เห็นของใช้และของตกแต่งภายในบ้านที่มีรูปลักษณ์สวยงามแปลกตาก็เอ่ยถามด้วยความสนใจ
“ท่านผู้เฒ่า เครื่องเรือนในบ้านเหล่านี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนข้าอยากพบช่างเ่าั้ได้หรือไม่”
ผู้เฒ่ากู้เฉินยิ้มรับด้วยความดีใจเมื่อบ้านของเขาได้รับคำชื่นชม
“เครื่องเรือนในบ้านเหล่านี้ เป็แบบที่ข้าได้มาจากชาวโพ้นทะเลที่มาจอดเรือค้าขายและหลานสาวของข้าดัดแปลงมันให้เข้ากับบ้าน และนำมาให้ ลุงจางและช่างในหมู่บ้านของเราเป็คนทำขึ้นมา”
แววตาของมู่เซินไหววูบเมื่อได้ยินว่าหญิงสาวที่ตนแอบให้ความสนใจเป็ผู้มีพร์ถึงกับออกแบบเครื่องเรือนในบ้านด้วยตนเอง
หลี่เหว่ยที่เดินตามโดยไม่พูดไม่จาก็ลอบสังเกตแววตาของเถ้าแก่มู่ที่มองกู้หลิน ในยามที่ผู้เฒ่ากล่าวถึง
เขารู้สึกถึงความไม่พอใจผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุหลี่เหว่ยไม่อยากให้กู้หลินเข้าใกล้เถ้าแก่ที่คิดแต่เื่เงินคนนี้จึงแสร้งพูดเพื่อให้อีกฝ่ายละความสนใจในตัวนาง
“อาหลินคงเขียนตามความฝันประสาเด็กคนที่ เถ้าแก่ควรใส่ใจคือลุงจางต่างหากเล่าเพราะเป็ฝีมือของเขาและช่างในหมู่บ้าน เครื่องเรือนถึงสำเร็จออกมาอย่างงดงามและน่าอัศจรรย์เช่นนี้”
กู้หลิน ฟังคำพูดตัดบทของหลี่เหว่ยก็รู้สึกแปลกใจ
“อะไรของเขาแทนที่จะช่วยเหลือหางานให้ชาวบ้านทำ ดูท่าทางแล้วเหมือนกำลังทำตัวขวางทาง เถ้าแก่มู่ หรือว่า...”
กู้หลินไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าหลี่เหว่ยกำลังกีดกันไม่ให้เถ้าแก่มู่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับตนแต่กลับกันกับ มู่เซิน เมื่อได้ยินหลี่เหว่ยกล่าวออกมาแบบนั้นก็คิดเขม่นอยู่ในใจ
“เ้ากีดกันข้าอย่างนั้นหรือนางเป็ของเ้าั้แ่เมื่อไหร่กัน”