กระแสพลังไหลเวียนในร่างกาย ครามรู้สึกถึงความอบอุ่นแผ่ซ่าน แสงสว่างสีขาวจากจุดเล็กๆ เริ่มใกล้เข้ามาจนมองเห็นเป็ขนาดใหญ่ขึ้นเจิดจ้า ชั่วลัดนิ้วมือเปลี่ยนเป็ทิวทัศน์บนเกาะขนาดใหญ่
ที่นี่เต็มไปด้วยต้นไม้และทุ่งหญ้า มีสัตว์สี่ชนิดอยู่ในนั้น
ชนิดแรกเป็วิหกขนาดใหญ่มีสีรุ้งงดงาม รอบๆ ลำตัวเหมือนว่าจะมีกระแสลมกระจายตัวออกมาตลอดเวลา ทั้งตัวดูเหมือนจะมีแสงเรืองรองอยู่ตลอดเวลา เวลานี้เอาหน้าซุกที่ปีกข้างลำตัวคล้ายหลับอยู่
ชนิดที่สองเป็สัตว์ชนิดหนึ่งคล้ายจิ้งจกน้ำ สีฟ้าใสจนมองเห็นอวัยวะภายใน มีขาสี่ขา นิ้วคล้ายนิ้วมือคนผีผังผืดขนาดใหญ่เชื่อมระหว่างแต่ละนิ้ว หางของมันคล้ายปลามีสีสันสีรุ้งยาวจรดปลายหางมันนอนแช่น้ำทะเลนิ่งๆ บางครั้งมันก็ลอยขึ้นลง ที่ปากของมันระบายฟองน้ำกลมๆ ขึ้นมา ครามลองเอานิ้วไปจิ้มมันก็แตกโพละ แต่ก็ไม่ได้ทำให้สัตว์ชนิดนี้ลืมตาขึ้นมาได้
สัตว์ชนิดที่สามเป็สิงห์สีแดงเพลิง ใบหน้าคมเข้ม เขี้ยวของมันคมกริบ น้ำลายสีแดงเยิ้มไหลออกมาตามเขี้ยวดุจหินลา ลำตัวบึกบิน และสง่างาม หางของมันแม้จะเรียวยาวมีพู่หางแหลมคมประหนึ่งปลายลูกศรที่ถูกตีด้วยเพลิงร้อนๆ ขณะนี้มันดูเหมือนกำลังนอนด้วยอาการสงบนิ่ง
สัตว์ชนิดที่สี่ เป็ลิงั์ขนาดใหญ่ ลำตัวสีเทาละม้ายคล้ายถูกสร้างจากหินผาที่แข็งแกร่ง มือและเท้าสีน้ำตาล มือของมันกำหมัดแน่นกดลงบนพื้นคล้ายๆ กำลังค้ำลำตัวของมันให้นิ่ง เปลือกตาสีดำของมันปิดสนิท
สัตว์เหล่านี้คือมหาสี่ธาตุาทั้งสี่ ตอนนี้กำลังเข้าฌาณอย่างสงบนิ่ง ท่ามกลางอากาศที่กำลังอบอุ่น ครั้งล่าสุดที่เขาเห็นตัวอ่อนธาตุาเหล่านี้ยังเป็เพียงจุดกำเนิดธาตุเล็กๆ ที่ล่าสุดได้ช่วยเขาไว้จากผู้เสพิญญา
ขณะนี้พื้นที่ทะเลแห่งจิติญญาของเขาเติบโตขึ้นมาก เกาะได้ขยายตัวกว้างขึ้นมีความอุดมสมบูรณ์ ท้องทะเลก็ดูสดใสคลื่นลมสงบนิ่ง ราวกับน้ำในบึง บรรยากาศเหมาะในการเข้าฌาณ
ครามทิ้งตัวลงนั่งสมาธิข้างๆ สัตว์ทั้งสี่ ทันที่ที่เข้าสู่สมาธิ พลังของทุกสรรพสิ่งในนี้ก็เชื่อมต่อกันเวลาผ่านไปเนิ่นนานในนี้เขารู้สึกได้ถึงการขยายตัวของเกาะและความใสของทะเลที่มีมากขึ้น ยิ่งมีความใสมากเท่าไร ความงดงามในที่แห่งนี้ยิ่งมากเท่านั้น
บรรยากาศภายในห้องนอนของคราม เงียบสงบ แต่หน้าห้องของเขากลับมีสองคนกำลังรอเขาอยู่ และกำลังส่งเสียงบ่น โดยเฉพาะเสียงหญิงสาวนางหนึ่ง เรียกได้ว่า บ่นไม่หยุด
จู่ๆ พลันมีแสงสว่างออกจากร่างกายของคราม แสงสว่างนั้นมีพลังที่รุนแรง พอที่จะทำให้หญิงสาวทั้งสองที่ยืนคุยกันอยู่หน้าห้องต้องตกตะลึง แล้วอุทานพร้อมกันนี่เขาบรรลุอีกระดับแล้วเหรอ ส่วนลุงวานรกำลังเดินขึ้นมาชั้นสามพอดีได้ยินเสียงเอะอะจึงรีบมาดู พลางรู้สึกถึงพลังที่กำลังประทุขึ้นในห้องนอนของคราม อภิญญาขั้นที่สอง อายุเท่าไรกันเชียว นี่มันเกินคำว่าอัจฉริยะแล้ว
ข้างในห้องเมื่อครามลืมตา เขาได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอกทั้งหมด แม้เสียงผีเสื้อกระพือปีกที่กำลังบินไปเกาะบ่าของอชิรา เสียงบ่นถึงความเหนื่อยจากสนามฝึกข้างล่าง หรือแม้แต่เสียงที่ไกลออกไป เขาได้ยินมันได้ทุกรายละเอียด เพียงแต่จดจ่อกับมัน
นี่คือหูทิพย์!!! อภิญญาที่สองของข้า แต่เอ๊ะ
“ตาบ้านี่เข้าฌาณจนลืมคนภายนอกเลยนะ เอ ทำไมพลังหายไปล่ะ หรือว่าออกจากฌาณแล้วนะ”
เสียงนี้เป็เสียงของเฌอปราง เขาจึงเปิดประตูออกไป
เอ่ยถามว่าเมื่อครู่เ้าบ่นข้ารึเฌอปราง ใช่ ปรางบ้าจี้ ตอบข้าแค่บ่นเบาๆ แต่เอ๊ะ ทำไมเ้าได้ยินรึ!!!
“ใช่ข้าได้ยิน”
“นี่เ้าแอบฟังข้า” ปรางบ่นใส่
“ทำไมข้าต้องแอบฟังเ้าเล่า เ้ามาอยู่หน้าห้องข้าต่างหากล่ะ”
“โอ้นายท่านได้อภิญญาหูทิพย์ด้วยอย่างนั้นรึ แหมช่างเป็อัจฉริยะ ในรอบร้อยปีมานี่แทบจะหาผู้ที่มีฌาณที่ได้อภิญญาซ้อนสองระดับไม่ได้เลย แต่ที่น่ากลัวคือท่านต้องเรียนรู้ี่จะปิดมันไม่อย่างนั้นชีวิตท่านคงไม่มีความสุขแน่นอน จะได้ยินเสียงแม่จะบ่นเบาๆ ในระยะไกล” วานรพูดพลางเหลือบไปมองเฌอปรางแล้วพูดต่อว่า ปกติคุณหนูเป็คนพูดเก่ง พูดได้ทั้งวันโดยไม่หยุดพัก หากท่านได้ยินเสียงบ่นเบานั้นนั่นด้วยเกรงว่าท่านจะได้ยินเสียงคุณหนูตลอดเวลาเลย ฮ่าๆ”
ลุงวานรพูดแหย่แบบนี้ทำเอาครามกับอชิราขำยกใหญ่ มีเพียงเฌอปรางเข้าไปร้องห้ามไม่ให้วานรพูดอีก
อันที่จริงทั้งสามจะมาชวนครามออกไปยังในเมือง่นี้มีเทศกาลประมูลสมบัติล้ำค่า กับการแข่งขันชิงธงไตรภาคีที่จัดโดยเ้านครเนรดี โดยระยะทางไม่ไกลมากเพี่ยง 1 โยชน์เท่านั้น เหาะไปเพียงครู่เดียว
แนะ!!! ดูเ้านั่นสิ รีบออกไป เสื้อผ้าก็ไม่เปลี่ยนจะเข้าเมืองไปแบบซอมซ่อแบบนั้นไม่ได้นะ เฌอปรางค์เขย่ามืออชิรา เหมือนจะฟ้อง พลางมองไล่หลังไปทางคราม
โดยปกติครามมักจะไม่ค่อยพิถีพิถันเื่การแต่งกายมากนัก ด้วยความที่หมู่บ้านที่เขาเกิดยากจน ลำพังอาหารต้องเข้าไปล่าสัตว์ แทนการใช้เงินในการซื้อหา เื่เสื้อผ้าก็เช่นกัน เป็ชุดที่ชาวบ้านทอให้ และย้อมสีด้วยสีของต้นคราม
เมื่ออชิราได้ยินดังนั้น
จึงพูดในสิ่งที่เฌอปรางไม่คิดว่าจะได้ยิน “งั้นพวกเราก็แต่งชุดแบบเขาไปด้วยกันสิ แต่งแบบชาวบ้านธรรมดา”