ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำโปรยปรายไม่หยุดหย่อน เหวินชิงหลีลืมตาตื่นด้วยความงงงวย ทั้งตัวเปียกโชกไปด้วยน้ำ นางกระพริบตาถี่เพื่อขับไล่หยาดน้ำออกจากดวงตา ฉับพลันตรงหน้าก็ปรากฏร่างบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ถึงแม้ใบหน้าได้ถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมสีดำ ทว่าไฝสีน้ำเงินเข้มตรงหางตาด้านซ้ายกลับฉายชัดเป็พิเศษ
“แม้นเ้าอยากตาย แต่ท่านพญายมคงไม่พร้อมจะอยากรับ”
น้ำเสียงที่ได้ยินบ่งบอกถึงอารมณ์โมโหกรุ่นโกรธ เหวินชิงหลีทำได้เพียงกระพริบตามองด้วยความงุนงง
“เหวินชิงหลี คนอย่างเ้าอยู่บนโลกคนก็รังเกียจ อยู่ในปรโลกผีก็รังเกียจ แม้แต่พญายมยังไม่กล้ารับเอาตัวเ้าไว้ เ้าคิดว่าตัวเ้าเองน่าสมเพชหรือไม่ เมื่อบ้านบรรพบุรุษไม่น่าอยู่สำหรับเ้า เช่นนั้นข้าขอสงเคราะห์เ้าไปอยู่เมืองหลิวหลินแทนก็แล้วกัน”
เป็ครั้งแรกที่ได้เปล่งวาจาทำร้ายนาง เต๋อหลางเยว่ช่างสะใจยิ่งนัก เหมือนความอดทนอดกลั้นทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกมาในคราเดียว เหวินชิงหลีนิ่งสงบมองเขาด้วยสายตาเดียงสาไม่เข้าใจ
‘สายตาเช่นนี้ นางเคยมีด้วยหรือ’ ชั่ววูบหนึ่งคำถามนี้ผุดขึ้นในใจของเต๋อหลางเยว่ ก่อนชายหนุ่มค่อย ๆ หมุนตัวแล้วเดินจากไป
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูป ขบวนพลส่งตัวเหวินชิงหลีก็เดินทางมาถึง นางถูกหามขึ้นเกี้ยวด้วยความมึนงงพร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา
“ข้าเคยได้ยินมาเหมือนกันว่านางคือหญิงโง่ แต่ไม่คิดว่านางจะโง่ถึงเพียงนี้”
“ดื่มยาพิษฆ่าตัวตายแต่ไม่ตาย ข้าว่านางแกล้งทำซะมากกว่า”
“เรียกร้องความสนใจล่ะสิไม่ว่า นางทำแบบนี้มากี่หนแล้ว”
“เมืองหลิวหลิน เฮอะ! แม้แต่กระต่ายยังไม่อยากจะอึใส่ด้วยซ้ำ”
เสียงพูดคุยกระทบโสตประสาทดังเป็ระยะ ๆ ตลอดการเดินทาง