บทที่ 2 ร่างิญญาไร้ค่าก็สามารถบรรลุเป็เทพได้!
“เกิดอะไรขึ้น?”
บุรุษอาภรณ์ฟ้าที่ยืนอยู่ด้านหน้าหันมามองสวีเจียวเจียว
สวีเจียวเจียวร้องอย่างตื่นตระหนก “ท่านเซียน ซูฝานพลาดตกลงไปแล้ว ช่วยเขาเร็ว!”
บุรุษอาภรณ์ฟ้าก้มมองลงไป ซูฝานได้ตกลงไปในหุบเขาอันกว้างใหญ่แล้ว เขาแค่นเสียงอย่างดูแคลน “ไร้ประโยชน์ ยืนไม่มั่นคง ไม่รู้จักคลานหรืออย่างไร ตอนนี้ไปช่วยก็ไม่ทันแล้ว แค่ร่างิญญาไร้ค่าเท่านั้น ไม่สำคัญหรอก”
วิหคเพลิงบินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลัง “ไม่ยอมทำงานหนักเป็วัวเป็ม้าให้ตระกูลของข้าดี ๆ กลับคิดจะฝันเฟื่องเื่การบำเพ็ญเซียน เ้าไม่ดูตัวเองบ้างหรือว่ามีวาสนาพอหรือไม่?”
สวีเจียวเจียวยกมุมปากขึ้น กลั้นยิ้มเยาะหยันเอาไว้
...
ป่าในหุบเขา
“อ๊ากกก!!!”
เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนก ทำให้ฝูงนกใบินกระเจิดกระเจิง
ในขณะที่ซูฝานกำลังจะร่วงลงสู่พื้น และจะกลายเป็เนื้อบดละเอียด จู่ ๆ เตาหลอมสามขาเล็ก ๆ ที่ห้อยอยู่รอบคอของเขาก็เปล่งแสงสีเืเจิดจ้าออกมา
ทันใดนั้น แสงสีเืก็ห่อหุ้มร่างของซูฝานแล้วค่อย ๆ ลงสู่พื้นอย่างนิ่มนวล
“เกิดอะไรขึ้น?” ซูฝานตกตะลึงไปชั่วขณะ รีบล้วงหยิบเตาหลอมจิ๋วออกมา พบว่าสนิมเหล็กบนนั้นกำลังร่วงหล่นลงมา
แสงสีแดงฉานเจิดจ้าราวกับคลื่นน้ำ แผ่ปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ
‘ไม่นึกเลยว่าการที่สวีเจียวเจียวผลักข้าลงมานั้น กลับช่วยปลุกก้อนเหล็กนี้ให้ตื่นขึ้นมา?’
เมื่อสนิมชิ้นสุดท้ายร่วงหล่น เตาหลอมจิ๋วนั้นราวกับถูกแกะสลักจากหยกโลหิต ทั้งไร้ที่ติไร้มลทิน เปล่งประกายรัศมีสีเือันพร่ามัว ้ามีอักษรสามตัว
‘เตาหลอมราชันมาร’
“มีประโยชน์อะไร?” ในขณะที่ซูฝานกำลังสับสน เตาหลอมสีเืขนาดเล็กกลับพองตัวขึ้นเมื่อต้องลม เพียงชั่วพริบตาก็กลายเป็เตาหลอมใบใหญ่ขนาดเทียบเท่าโอ่ง
“ฮ่า ๆ ๆ”
“ผนึกถูกปลดแล้ว ในที่สุดข้าก็หลุดพ้นจากการถูกกักขัง... พวกมดปลวกทั้งหลาย จงสั่นสะท้านต่อหน้าข้าเถิด!” ศีรษะสุนัขสีดำสนิทโผล่ออกมาจากเตาหลอมใบใหญ่ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความดุร้ายขนาดเท่ากระดิ่งทองเหลืองเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
ซูฝานตกตะลึง
เดิมทีเขาคิดว่าเป็มนุษย์กำลังพูด แต่ไม่คาดคิดว่าจะเป็สุนัขตัวหนึ่ง!
“มองอะไร ไม่เคยเห็นสุนัขที่หล่อเหลาและสง่างามเช่นนี้มาก่อนหรือ?” สุนัขดำตัวใหญ่พุ่งออกมาจากเตาหลอมราชันมารอย่างรวดเร็ว แผ่กระจายความดุร้ายออกมาอย่างน่าเกรงขาม
ในป่าลึกมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่
หมาป่าั์สี่ตัวที่หิวโซจนคลุ้มคลั่งกระโจนเข้ามา “รนหาที่ตาย!”
ต้าเฮยโก่วตวัดอุ้งเท้าฟาดลงไป หมาป่าหิวโหยหลายตัวร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร กะโหลกศีรษะแตกละเอียดในทันที เืและเนื้อกระจายไปทั่ว
ซูฝานกลืนน้ำลาย ค่อย ๆ ย่องเบาเข้าไปหาเตาหลอมราชันมาร
‘สุนัขตัวนี้ไม่ธรรมดา ต้องรีบแบกเตาหลอมราชันมารหนีไปโดยเร็ว’
แต่เมื่อจะยื่นมือออกไป ต้าเฮยโก่วก็จ้องมองมาที่ซูฝาน
ซูฝานสะดุ้งเฮือก ในใจรู้สึกหวาดกลัว จึงยิ้มแหย ๆ พลางกล่าวว่า “ท่านผู้าุโสุนัข เตาหลอมราชันมารเป็ของข้า”
ต้าเฮยโก่วกลอกตาขึ้นบน แล้วคว้าตัวซูฝานที่กำลังจะวิ่งหนีเอาไว้
“อย่ากลัวไป ชื่อเสียงของข้าเลื่องลือไปไกล ผู้คนขนานนามข้าว่าเป็ ‘ดาวหายนะ’... เอ่อ... ข้าถูกผนึกมานานเกินไป พูดจาติดขัดไปหน่อย ที่จริงแล้วผู้คนขนานนามข้าว่า ‘ดาวนำโชค’ ดังนั้นการที่เ้าได้พบกับข้า ถือเป็วาสนาของเ้าแล้ว”
โกหก!
ซูฝานเริ่มระแวดระวัง
“เสี่ยวฝาน ข้าเห็นว่าเ้ามีกระดูกที่น่าทึ่ง และพร์ที่ไม่ธรรมดา เ้าอยากจะติดตามข้าผู้เป็ราชัน และเป็น้องชายคนเล็กของข้าหรือไม่?”
“หากเ้าเพียงแค่พยักหน้า ข้าจะสอนวิชาบำเพ็ญให้เ้า ช่วยเ้าแก้แค้น ช่วยให้เ้าได้แต่งงานกับสาวงามผิวขาวที่ร่ำรวย และนำพาเ้าไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต...”
ต้าเฮยโก่วพูดจาล่อลวง ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูไม่น่าเชื่อถือ
ซูฝานหน้าบึ้งตึง เขาเป็เพียงร่างิญญาไร้ค่า จะมีพร์มาจากที่ใดกัน?
จริง ๆ แล้วเขาก็เป็เพียงเด็กน้อยเท่านั้น!
“เช่นนั้นท่านสอนวิชาบำเพ็ญแก่ข้าก่อนสิ?”
ซูฝานถามอย่างระมัดระวัง “ไม่มีปัญหา”
ต้าเฮยโก่วตอบรับอย่างฉับไว มันโยนซากหมาป่าทั้งสี่ตัวที่หิวโหยลงไปในเตาหลอมราชันมาร
ภายใต้สายตาประหลาดใจของซูฝาน เตาหลอมราชันมารก็เปล่งแสงสีเืออกมาเป็ระลอก เพียงชั่วพริบตาซากศพของหมาป่าหิวโหยก็หายวับไป แทนที่ด้วยไข่มุกสีโลหิตสี่เม็ด
“นี่คือพลังของเตาหลอมราชันมาร มันสกัดแก่นแท้ของเืเนื้อสิ่งมีชีวิต แล้วหลอมรวมเป็ไข่มุกปราณโลหิต ซึ่งบรรจุปราณโลหิตมหาศาลไว้ภายใน” ต้าเฮยโก่วโยนไข่มุกปราณโลหิตหนึ่งเม็ดเข้าปาก ดูเพลิดเพลินยิ่งนัก
‘การกลืนกินเืเนื้อของสิ่งมีชีวิตเพื่อฝึกบำเพ็ญ มิใช่การกระทำของพวกมารร้ายหรอกหรือ?’
‘สุนัขตายนั่นไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน’
ทว่าคำพูดต่อมาของสุนัขตัวนั้น กลับทำให้ซูฝานเปลี่ยนท่าทีในบัดดล
ไม่ว่าจะเป็วิถีของมารร้ายหรืออะไรก็ตาม ขอเพียงทำให้เขากลายเป็ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งได้ก็ถือเป็วิถีที่ดี
“แม้เ้าจะมีร่างิญญาไร้ค่า แต่หากมีไข่มุกปราณโลหิตมากพอ ความเร็วในการฝึกฝนของเ้าก็จะไม่แพ้พวกอัจฉริยะเ่าั้ หรืออาจจะเร็วกว่าพวกเขาด้วยซ้ำ”
“การบดขยี้เหล่าอัจฉริยะไม่ใช่เื่เพ้อฝัน”
ต้าเฮยโก่วแยกเขี้ยวยิ้ม แล้วโยนไข่มุกปราณโลหิตอีกสามเม็ดให้แก่ซูฝาน “ไข่มุกปราณโลหิตสามเม็ดนี้ เพียงพอที่จะทำให้เ้าเปิดประตูสู่การฝึกฝน แต่อย่าเร่งรีบจนเกินไป ต้องดูดซึมทีละเม็ด”
“ข้าจะถ่ายทอดวิชาฝึกลมปราณขั้นพื้นฐานให้เ้าก่อน”
พลังของไข่มุกปราณโลหิตนั้นน่าสะพรึงยิ่ง สำหรับร่างกายผอมแห้งเล็ก ๆ ของซูฝานในตอนนี้ หากกลืนทั้งสามเม็ดเข้าไป ร่างกายจะะเิตายในทันที
“เข้าใจแล้ว”
เมื่อเรียนรู้วิชาฝึกลมปราณแล้ว ซูฝานก็นั่งขัดสมาธิบนพื้น แล้วกลืนไข่มุกปราณโลหิตเม็ดแรกลงไป
ปราณโลหิตมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่วร่างของเขา ไหลพลุ่งไปตามแขนขาและทุกส่วนของร่างกาย
ครึ่งชั่วยามผ่านไป เขาเพิ่งจะทำการหลอมรวมไข่มุกปราณโลหิตเม็ดแรกเสร็จสิ้น จากนั้นก็กลืนลูกที่สองลงไปทันที
กระทั่งลูกที่สามถูกหลอมรวมเสร็จสิ้น พลังอันทรงพลังก็พลันพวยพุ่งออกมาจากร่างของซูฝาน ปลุกฝุ่นผงให้ฟุ้งกระจายไปทั่วท้องนภา
ร่างกายของเขาเปล่งแสงวาบ การได้ยิน การมองเห็น และการรับรู้ ราวกับได้เกิดใหม่
ห่างออกไปสิบกว่าก้าว มีแมลงตัวเล็ก ๆ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวกำลังคลานอย่างช้า ๆ บนพื้น เขาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ในป่าที่อยู่ห่างออกไป เสียงร้องจิ๊บ ๆ ของนกเล็ก ๆ ดังก้องมาในสายลมหนาวเย็น ใบไม้ส่งเสียงสวบสาบ
เสียงความเคลื่อนไหวภายในระยะร้อยก้าวล้วนได้ยินอย่างชัดเจน
“นี่คือพลังผู้ฝึกตนหรือ? ช่างรู้สึกดีเหลือเกิน!”
ซูฝานลุกขึ้นยืน สะบัดฝุ่นออกจากร่างกาย ร่างกายที่เคยผอมแห้งแข็งแรงขึ้นในทันที ราวกับมีพลังไม่รู้จักหมดสิ้น ปราณิญญาระหว่างฟ้าและดินพุ่งเข้าหาเขา
ขั้นตอนแรกของการฝึกบำเพ็ญ
ขอบเขตหลอมกายา
่เวลาแห่งการรับรู้ปราณิญญาของ์และพิภพ ฝึกฝนกล้ามเนื้อและกระดูก ขัดเกลาจิตใจ สลัดทิ้งกายาสามัญ ปลดปล่อยศักยภาพร่างกาย
ตอนนี้ซูฝานได้หลุดพ้นจากสภาพเดิมและเกิดใหม่แล้ว
“แม้ว่าการฝึกบำเพ็ญจะให้ความสำคัญกับร่างิญญาอย่างยิ่ง แต่ร่างิญญาก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่สำคัญ”
“แม้เป็แค่ไร้ร่างิญญา ก็สามารถก้าวสู่ความเป็เทพได้!”
ต้าเฮยโก่วแยกเขี้ยว
‘ซูฝานกะพริบตา นี่จริงหรือหลอกกันแน่?’
“ร่างิญญาไร้ค่า สามารถบรรลุเป็เทพได้หรือ?”
‘ไอ้หมาตาย เ้าอย่าได้มาล้อเล่นกับข้า’
“เื่การบรรลุเทพนั้นยังห่างไกลเกินไป ก่อนอื่นไปชำระแค้นก่อน ฆ่าหัวหน้าหมู่บ้านกับนางอ้วนน่าตายนั่นซะ พอจัดการกับไอ้สารเลวสองตัวนี้แล้ว ค่อยไปที่สำนักเมฆาเคลื่อนเพื่อชำระบัญชีกับนางสวีเจียวเจียวผู้ต่ำช้านั่น!”
......
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามซูฝานพาต้าเฮยโก่วกลับมายังหมู่บ้านสิบลี้ แล้วะโว่า “ไอ้อ้วนบ้า ออกมารับความตายซะ”
“ไอ้เด็กเวรนี่ ไฉนยังไม่ตายอีก”
คู่สามีภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านทำหน้าเหมือนเห็นผี
ซูฝานแยกเขี้ยวกล่าวว่า “ที่แท้ยามข้าออกจากหมู่บ้าน ที่พวกเ้ากับสวีเจียวเจียวกระซิบกระซาบกันอยู่นั่น ก็กำลังวางแผนจะทำร้ายข้านี่เอง”
“แล้วมันจะเป็อย่างไรเล่า? แม้เ้าจะเป็ร่างิญญาไร้ค่า แต่ตราบใดที่ยังสามารถฝึกฝนได้ ไม่ช้าก็เร็วเ้าก็จะกลายเป็ภัยพิบัติ”
“ไอ้เด็กเวร ในเมื่อยังไม่ตาย ก็จงไสหัวไปผ่าฟืนอย่างว่าง่าย อย่างน้อยต่อไปเ้าก็ยังมีข้าวกินอยู่”
คู่สามีภรรยานั้นก็มิได้ปฏิเสธ สวีเจียวเจียวได้กลายเป็ศิษย์สายตรงของสำนักเมฆาเคลื่อน นางจึงมีความมั่นใจ
“ผ่าฟืนบ้านเ้าสิ พวกเ้ากล้าแม้แต่จะรังแกน้องชายของข้า ใครให้ความกล้าแก่พวกเ้า?”
พลังอำมหิตอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่ว ทำให้คู่สามีภรรยาผู้เป็หัวหน้าหมู่บ้านถูกตรึงอยู่กับที่ ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
“สุนัขพูดได้หรือ?”
ชาวบ้านหลายคนได้ยินเสียงจึงรีบมาดู แต่เมื่อเห็นสุนัขดำตัวใหญ่พูดภาษามนุษย์ พวกเขาก็ใและถอยหลังทันที
“เสี่ยวฝานฝาน ตอนนี้เ้าจะทุบตีพวกมันอย่างไรก็ได้”
ต้าเฮยโก่วหัวเราะแล้วกล่าว
ซูฝานคว้าไม้กวนอุจจาระที่อยู่ข้าง ๆ แล้วฟาดลงไปอย่างแรง
จนคู่สามีภรรยาศีรษะแตกเืไหล
“เ้าสัตว์เดรัจฉาน เ้ากล้าตีพวกข้าหรือ? รอให้ธิดาของข้ากลับมา แล้วดูสิว่าพวกข้าจะฆ่าเ้าให้ตายคามือ!” คู่สามีภรรยานั้นมีสีหน้าบิดเบี้ยว พวกเขาร้องะโด้วยความหวาดกลัว
ทว่าร่างกายของพวกเขากลับไม่สามารถขยับได้!
ซูฝานหัวเราะแล้วกล่าวว่า “พวกเ้ายังคิดจะฆ่าข้าอีกหรือ วันนี้ข้าจะฆ่าพวกเ้าเสียก่อน” ไม้กวนอุจจาระกระหน่ำฟาดลงบนศีรษะของทั้งสองคนอย่างบ้าคลั่ง เืสาดกระเซ็นไปทั่ว เสียงร้องโหยหวนดังไม่ขาดสาย
จนกระทั่งทั้งสองคนหมดสติ เหลือลมหายใจเฮือกสุดท้าย ซูฝานจึงหยุดลงมือ หอบหายใจแฮ่ก ๆ
“เสี่ยวฝาน โยนพวกมันลงไปในเตาหลอมราชันมาร ให้พวกมันหายไปจากโลกนี้ซะ”
ต้าเฮยโก่วหัวเราะอย่างเหี้ยมโหด
ซูฝานชะงักเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “ยังสามารถใช้มนุษย์สกัดไข่มุกปราณโลหิตได้ด้วยหรือ?”
“แน่นอน” ต้าเฮยโก่วพยักหน้า
“หึ ๆ ชั่วร้ายเสียจริง”
ซูฝานโยนไม้กวนอุจจาระทิ้งไป แล้วล้วงเอาเตาหลอมราชันมารออกมาจากเสื้อ พร้อมกับความคิดที่ผุดขึ้นมา เตาหลอมก็ขยายใหญ่ขึ้นขนาดเท่าโอ่งน้ำ
นี่เป็สิ่งที่ต้าเฮยโก่วสอนให้เขาทำ เตาหลอมราชันมารสามารถควบคุมขนาดได้ตามใจปรารถนา
ตึง!
เตาหลอมราชันมารเปล่งแสงสีเืพุ่งออกมา ในชั่วพริบตาก็กลืนกินคู่สามีภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านเข้าไป
“นี่มันปีศาจอะไรกัน ถึงกับกินคนได้? พวกเ้ารีบหนีเร็วเข้า!” ไม่รู้ว่าใครเป็คนร้องะโด้วยความหวาดกลัว ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านพากันหันหลังวิ่งหนีอย่างตื่นตระหนก
ไม่นานนัก แต่ละบ้านต่างปิดประตู ซ่อนตัวอยู่หลังประตูด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น
ต้าเฮยโก่วก้าวเข้าไปคว้าไข่มุกปราณโลหิตสองเม็ด แล้วโยนเข้าปากของมัน
‘เด็กคนนี้ใช้ได้’
‘นิสัยเด็ดเดี่ยว วิธีการโเี้ สามารถฝึกฝนไปในทิศทางของราชันมารน้อยได้’
แต่ในชั่วขณะถัดมา มันก็ทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายขนาดมหึมาหดเล็กลงเหลือเพียงสามฉื่อในพริบตา หูห้อยลง ขนหมองคล้ำไร้แสง ดูราวกับสุนัขบ้าน ๆ ธรรมดาที่คอยเฝ้าบ้านเรือน
“พี่โก่ว ท่านทำอะไรน่ะ?”
“มีคนมาแล้ว รีบเก็บเตาหลอมราชันมารเร็ว”
ซูฝานใ เตาหลอมราชันมารหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เขาซ่อนมันไว้ติดตัวแล้วหันไปมองบุรุษร่างใหญ่ที่มีแผลเป็บนใบหน้า เดินเข้ามาจากปากทางเข้าหมู่บ้าน ทั่วร่างของเขาแผ่กระจายกลิ่นอายแห่งความดุร้ายและป่าเถื่อน