บทที่ 2 คู่บุพเพที่์ลิขิตไว้ของเปิ่นหวัง
บ่าวไพร่ทั้งหมดตะลึงงัน
พวกเขาเห็นสิ่งใดกัน?! เซียวหลิงอวิ๋นถึงกับกล้าทำร้ายคุณหนูรอง?! นางไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ!
สีหน้าของซ่างกวนหลิวแดงก่ำด้วยความโกรธกำลังจะเปิดปากด่า
ทว่าในขณะนั้นเองหลีเทียนเหยียนถอดเสื้อนอกของตนออกคลุมให้เซียวเย่ว์หยาอย่างรวดเร็วพลางตวาดด้วยโทสะ
“เซียวหลิงอวิ๋น เ้าทำเกินไปแล้ว! ไม่ยอมรับผิดยังไม่พอยังทำร้ายน้องสาวตัวเองให้เสื่อมเสียเกียรติอีกเดิมทีข้ายังอยากไว้หน้าเ้าอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ข้าจะให้เ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์บนแท่นพิสูจน์พรหมจรรย์เสียเดี๋ยวนี้!”
เมื่อกล่าวจบหลีเทียนเหยียนก็หยิบจานหยกทรงกลมออกมาอันหนึ่ง รูปลักษณ์ของมันประณีตงดงามยิ่งนักเขาจ้องมองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยเจตนาอาฆาตรุนแรง
จานพิสูจน์พรหมจรรย์นี้เขาได้ลงมือดัดแปลงไว้แล้วเพียงแค่หยดเืลงไปไม่ว่าจะเป็ผู้ใดผลที่แสดงออกก็จะกลายเป็สีดำแทนความไม่บริสุทธิ์ซึ่งแท้จริงแล้ว หากยังบริสุทธิ์ผลจะปรากฏเป็สีแดง
“์! นั่นมันจานพิสูจน์พรหมจรรย์! ของสิ่งนี้ขึ้นชื่อว่าแม่นยำที่สุดนับั้แ่โบราณกาลมาไม่มีผู้ใดลบล้างผลการพิสูจน์ของมันได้เลย!คราวนี้คุณหนูใหญ่จบสิ้นแล้ว นางไม่มีทางปิดบังความจริงได้อีก ตามกฎของราชวงศ์หากผลออกว่านางไม่ใช่สตรีบริสุทธิ์ก็จะต้องถูกลงโทษด้วยโทษเผาทั้งเป็!”
“เผาทั้งเป็? โทษที่จับคนนาบลงบนเสาเหล็กร้อนๆจนตายอย่างทรมานนั่นหรือ น่ากลัวเกินไปแล้ว!”
เมื่อบ่าวไพร่เห็นจานพิสูจน์พรหมจรรย์ต่างก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ด้วยความสะพรึงกลัว
เซียวเย่ว์หยากระชับคลุมเสื้อของหลีเทียนเหยียนแน่นขึ้นใบหน้าอาบน้ำตาดูบอบบางอ่อนแอ ทว่ากลับลอบเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมาอย่างห้ามไม่อยู่นางพยายามกลั้นความยินดีบนใบหน้าไว้ แสร้งพูดด้วยน้ำเสียงสงสารเห็นใจ
“พี่หญิง ท่านอย่าดื้อรั้นอีกเลย ขอเพียงขอโทษข้าและยอมรับว่าท่านไม่บริสุทธิ์ ข้าจะยอมช่วยท่านวิงวอนต่อพี่เทียนเหยียนเอง”
เซียวหลิงอวิ๋นแทบหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่คนพวกนี้สมรู้ร่วมคิดกันราวกับซ้อมบทกันมานับสิบรอบหวังจะข่มขู่ให้นางยอมจำนนงั้นหรือ
หากเป็เ้าของร่างเดิมที่ถูกพบในวัดร้างในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยอีกทั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนสูญเสียพรหมจรรย์ไปหรือไม่เมื่อถูกข่มขู่ด้วยจานพิสูจน์พรหมจรรย์อาจถึงกับใจนยอมรับสารภาพทั้งที่ไม่มีความผิดจริงก็ได้
ทว่าเซียวหลิงอวิ๋นผู้นี้คือปรมาจารย์แห่งลัทธิเต๋าผู้ใดสูญเสียพลังหยินแท้หรือหยางแท้ไป นางเพียงมองก็รู้ได้ทันที
นางจึงหัวเราะขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า
“ได้ ข้ายอมพิสูจน์! แต่...ในเมื่อข้าเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยต้องตรวจเช่นนั้นเมื่อครู่เซียวเย่ว์หยาก็เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยเหมือนกันเช่นนั้นนางก็ต้องพิสูจน์ด้วย!”
อย่าคิดว่านางมองไม่ออกว่าเซียวเย่ว์หยากับหลีเทียนเหยียนนั้นได้สูญเสียพลังหยินแท้หยางแท้ให้กันและกันไปนานแล้ว!
ทันทีที่พูดจบเซียวหลิงอวิ๋นก็ฉวยจังหวะที่หลีเทียนเหยียนกับเซียวเย่ว์หยายังคงตื่นตระหนกคว้าจานพิสูจน์พรหมจรรย์มาจากมือเขาอย่างรวดเร็วจากนั้นก็จับข้อมือเซียวเย่ว์หยาไว้แน่นใช้เล็บกรีดจนเืไหลแล้วหยดลงบนจานพิสูจน์ทันที
ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตาเดียวครั้นหลีเทียนเหยียนกับเซียวเย่ว์หยารู้สึกตัว สีหน้าทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปทันที
“เซียวหลิงอวิ๋น เ้าเป็บ้าไปแล้วหรือ! รีบคืนจานพิสูจน์มาให้ข้า!”
แต่เซียวหลิงอวิ๋นกลับชูจานพิสูจน์พรหมจรรย์ขึ้นสูงเผยให้ทุกคนเห็นสีดำสนิทที่ปรากฏขึ้นบนนั้น
“เห็นหรือไม่! คนที่ไม่บริสุทธิ์ตัวจริงก็คือน้องรองของข้าตามกฎหมายต้องได้รับโทษเผาทั้งเป็!”
ดวงตาของบ่าวไพร่เบิกโพลงต่างก็ไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น
“ดำ...ดำแล้ว! จานนั่นกลายเป็สีดำจริงๆ!”
“ปะ...เป็ไปได้ยังไงกัน หรือว่านี่หมายความว่าคุณหนูรองจริงๆ แล้ว...”
“์! ที่แท้คนที่ไม่บริสุทธิ์คือคุณหนูรองหรือ!เช่นนั้นนางก็ต้องรับโทษเผาทั้งเป็น่ะสิ”
เซียวเย่ว์หยารู้สึกได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและสงสัยจากทุกคนที่จับจ้องมายังตัวนางเืบนใบหน้าพลันจางหายไปในชั่วพริบตาเมื่อคิดว่าตนต้องถูกจับนาบลงบนเสาเหล็กร้อนจนตายพลันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมา ร่างกายสั่นสะท้านไร้เรี่ยวแรง ก่อนจะเป็ลมทรุดฮวบลงกับพื้น
“เย่ว์หยา!” ซ่างกวนหลิวรีบถลาไปหาบุตรสาวพลางะโเรียกด้วยความใ
“น้องเย่ว์หยา!”หลีเทียนเหยียนมองเซียวเย่ว์หยาที่เป็ลมอยู่บนพื้นด้วยแววตาร้อนรนแล้วรีบหันไปทางคนทั้งหลายกล่าวว่า
“ไม่ใช่! ไม่ใช่หรอก! จานพิสูจน์นั่นต้องมีปัญหา!น้องเย่ว์หยาบริสุทธิ์แน่นอน!”
เซียวหลิงอวิ๋นกล่าวเนิบช้าทว่าน้ำเสียงหนักแน่น“องค์ชายสาม หากท่านบอกว่าจานพิสูจน์มีปัญหาเช่นนั้นท่านจะใช้มันพิสูจน์ข้าไปเพื่ออะไรท่านคิดจะใส่ร้ายคุณหนูใหญ่ของจวนแม่ทัพเช่นข้าหรือ ช่างอาจหาญนัก!”
สีหน้าของหลีเทียนเหยียนฉายแววอึกอักลังเลไม่อาจหาคำใดตอบได้ชั่วขณะ
ซ่างกวนหลิวเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าวขึ้นทันที
“องค์ชายสาม รบกวนช่วยอุ้มเย่ว์หยากลับเรือนไปก่อนเถิดเ้าค่ะ”
หลีเทียนเหยียนเองทนอยู่ต่อไม่ไหวแล้วเขาตวัดตามองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยความเคียดแค้นก่อนทิ้งคำพูดไว้ว่า “เซียวหลิงอวิ๋น อย่าได้ฝันไปว่าข้าจะยอมแต่งกับเ้า!”
จากนั้นก็อุ้มร่างเซียวเย่ว์หยาจากไปทันที
ซ่างกวนหลิวกัดฟันแน่นแววตาพิฆาตในดวงตาคู่งามแทบจะแทงร่างเซียวหลิงอวิ๋นเป็รูให้ได้นางหยิบจานพิสูจน์พรหมจรรย์ที่กลับเป็สีหยกขึ้นมาแล้วกล่าวเสียงเรียบพยายามรักษาหน้าตา
“ต้องเป็เพราะจานพิสูจน์เสียหายแน่ พ่อบ้าน!ไปตามเด็กอายุหกถึงเจ็ดขวบมาหลายๆ คน ให้พวกเขาทดลองกับจานนี้ดูจะได้พิสูจน์ว่าจานมีปัญหาจริง”
เซียวหลิงอวิ๋นเพียงมองอย่างเ็าขณะที่พ่อบ้านพาเด็กเล็กหลายคนมาทดสอบเพื่อยืนยันว่าจานพิสูจน์นั้นผิดปกติจริงจากนั้นจึงค่อยไล่บ่าวไพร่ที่ยังมีสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งออกไป
ก่อนจากไปซ่างกวนหลิวหันมากล่าวกับเซียวหลิงอวิ๋นด้วยน้ำเสียงเย็นะเื
“คุณหนูใหญ่ เ้านี่ช่างร้ายกาจนัก ข้าดูคนผิดไปไม่น้อยเื่นี้อย่าหวังว่าจะจบง่ายๆ!”
เซียวหลิงอวิ๋นกลับยิ้มบางพลางจ้องหน้าซ่างกวนหลิวกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่า
“ข้ายินดีรับคำท้าเสมอ เพียงแต่...ซ่างกวนหลิวข้ามองจากเค้าโครงใบหน้าเ้าแล้ว ข้าว่าคงอีกไม่นานเ้าจะไม่มีแม้แต่เวลามาสนใจข้าเสียด้วยซ้ำ”
“ซ่างกวนหลิว หลายปีมานี้เ้าคงทำเื่เลวไว้ไม่น้อยเลยสิท่าบัดนี้หว่างคิ้วมืดดำ พลังอาฆาตรายล้อม อีกไม่นานจะเกิดเื่เืตกยางออกแน่”
“ส่วนองค์ชายสามที่เ้าให้เซียวเย่ว์หยาทุ่มเทยั่วยวนมานั้นลมหายใจจักรพรรดิของเขาเลือนรางแทบหมดสิ้น ตำแหน่งรัชทายาทนี้ต่อให้คิดจนหัวแทบะเิก็ไม่มีทางได้”
“สำหรับน้องรองของข้า ดาวหงหลวนเคลื่อนขยับ ตั้งครรภ์ลับๆไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ไม่ช้านางจะมีโชคสองชั้น สมหวังทั้งเื่ความรักและการมีบุตรขอแสดงความยินดีด้วยนะ”
พูดจบเซียวหลิงอวิ๋นก็ไม่สนใจสีหน้าของซ่างกวนหลิวอีกต่อไปยกเท้าเดินออกจากศาลบรรพชนทันที
หลังจากเซียวหลิงอวิ๋นออกจากศาลบรรพชนแล้วนางฝืนทนความเจ็บทั่วร่างอาศัยความทรงจำจากเ้าของร่างเดิมนำทางกลับไปยังเรือนของตน
ขณะก้าวผ่านทางเดินแคบใต้ร่มเงาไม้เซียวหลิงอวิ๋นพลันหยุดเท้า ดวงตาวาววับเยียบเย็นเปล่งเสียงแข็งกร้าวไปยังทางเปลี่ยวข้างหน้า
“เ้าผู้ซ่อนตัวอยู่ในความมืดเป็ใครกันแน่ ออกมาซะ!”
ทันทีที่สิ้นเสียงบุรุษในชุดคลุมยาวสีดำผู้หนึ่งก็ร่อนลงจากต้นไม้ใหญ่อย่างสง่างามดุจหงส์ร่อนหย่อนเท้าััพื้นเบาๆ
เมื่อเซียวหลิงอวิ๋นเห็นหน้าชายผู้นั้นอย่างชัดเจนก็ถึงกับตะลึงงัน
เส้นผมดำสนิทราวน้ำหมึกใบหน้าคมดุจหยกสลักประณีตไร้ตำหนิ จมูกโด่งเป็สันริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็เส้นตรงเผยความเ็าห่างเหินโดยธรรมชาติโดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น...เยือกเย็นราวท้องฟ้ายามรัตติกาล ลึกล้ำราวห้วงจักรวาลเพียงแค่สบตาก็ชวนให้ตกอยู่ในภวังค์
แต่สิ่งที่ทำให้เซียวหลิงอวิ๋นตะลึงยิ่งกว่าคือไอม่วงมงคลแห่งวาสนาและอำนาจที่แผ่คลุมร่างเขาไว้แ่าเสียจนแทบมองไม่เห็นรูปโฉม
เมื่อนำสีม่วงจางๆที่แทบมองไม่เห็นของหลีเทียนเหยียนก่อนหน้านี้มาเปรียบแล้วก็เหมือนหยดน้ำหนึ่งหยดกับห้วงทะเลลึกชัดๆ
เซียวหลิงอวิ๋นถึงกับอ้าปากค้างลืมตัวไปชั่วขณะและไม่รู้ว่าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร
นางสาบานได้เลยว่าตลอดยี่สิบกว่าปีที่ดูดวงให้เศรษฐีและชนชั้นสูงมาไม่รู้กี่คนต่อกี่คนไอสีม่วงของคนทั้งหมดรวมกัน ยังไม่ถึงแม้แต่หนึ่งในร้อยของบุรุษตรงหน้าด้วยซ้ำ
บุรุษผู้นี้...เป็ใครกันแน่?
เซียวหลิงอวิ๋นเมื่อรู้ตัวว่าเผลอเสียกิริยาไปจึงรีบตั้งสติแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นมั่นคง
“ท่านผู้นี้ตามข้ามามีจุดประสงค์อันใด”
“เ้ารู้ศาสตร์ทำนายฟ้าหรือไม่”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมเสน่ห์ดังขึ้นฟังดูเยือกเย็นลึกล้ำราวสะกดิญญาทำเอาเซียวหลิงอวิ๋นรู้สึกเหมือนเสียงนั้นทะลุเข้าไปในโสตประสาทชวนให้ใจสั่น
ศาสตร์ทำนายฟ้า? คงหมายถึงศาสตร์พยากรณ์กระมัง
พอเอ่ยถึงสิ่งถนัดเซียวหลิงอวิ๋นก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างมั่นใจ เอ่ยอย่างภาคภูมิ
“แน่นอนไม่มีเื่ใดบนโลกนี้ที่ข้า เซียวหลิงอวิ๋น ทำนายไม่ได้!”
ทันทีที่คำพูดของนางสิ้นสุดลงร่างสูงเบื้องหน้าก็โผล่มาอยู่ตรงหน้านางในระยะชิดกลิ่นหอมสะอาดน่าหลงใหลแผ่ซ่านโอบล้อมรอบกาย
เซียวหลิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณก็พบว่าดวงหน้าหล่อเหลาอยู่ห่างกันเพียงคืบ
เมื่อมองใกล้ๆก็ยิ่งเห็นชัด...โครงหน้าของเขาสมบูรณ์พร้อมในสามจุดหลักบนใบหน้าจัดเป็โหงวเฮ้งชั้นเลิศที่ร้อยปีพันปีจะพบเห็นได้สักครั้งคนผู้นี้คือหนึ่งในไม่กี่คนที่์อวยพรให้โดยแท้ บารมีในอนาคตยากจะหยั่งถึง
บุรุษผู้นั้นยื่นมือมาจับปลายคางของเซียวหลิงอวิ๋นยกขึ้นเล็กน้อยดวงตาลึกล้ำราวกับเหวไร้ก้นบึ้งจ้องลงมาอย่างแน่วแน่
ริมฝีปากบางขยับเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าทรงอำนาจดังขึ้นแ่เบา
“ถ้าเช่นนั้น...เ้าลองทำนายดูสิว่า คู่บุพเพที่์ลิขิตไว้ของเปิ่นหวังอยู่ที่ใด”