ตอนที่ 14: พระชายา
"กลิ่นหอมเย็นของไม้จันทน์..."
วินาทีที่กลิ่นนั้นปะทะจมูก พร้อมกับที่เงาของสตรีสูงศักดิ์ทอดลงบนร่างของข้าที่ยังคงอยู่บนเตียง ภาพในหัวของข้าพลันฉายชัดขึ้นมาทันที...
มิใช่ภาพจากประวัติศาสตร์ที่เพิ่งอ่าน... แต่เป็ภาพนิมิตจากโลกปัจจุบันของข้าเอง...
ภาพของสตรีผู้หนึ่งกำลังบรรจงปักลายัสี่เล็บบนผืนผ้าไหมสีดำขลับ... กลิ่นหอมเย็นของไม้จันทน์ในวันนั้น คือกลิ่นเดียวกับที่อบอวลอยู่ทั่วห้องในยามนี้
นางคือ... สตรีผู้นั้น...
...สตรีผู้นั้นยกมือขึ้นห้ามอย่างนุ่มนวล "นอนลงเถิด... เ้ายังาเ็อยู่"
น้ำเสียงของนางแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ข้าต้องหยุดนิ่งราวกับต้องมนตร์สะกด ข้าค่อยๆ เอนกายกลับลงนอนบนเตียงตามเดิม
จิตใจของข้ากำลังปั่นป่วนอย่างแท้จริง...
ข้าทำได้เพียงจ้องมองนางด้วยสายตาที่ว่างเปล่า... ปล่อยให้ความสับสนอันแท้จริงนี้ กลายเป็ "เกราะกำบัง" ที่ดีที่สุดของข้าในยามนี้ไปโดยปริยาย
พระชายาเดินมาหยุดอยู่ที่ข้างเตียง แววตาของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจที่พยายามเก็บงำไว้ นางมองสำรวจข้าั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
และเมื่อเห็นว่าข้าลืมตาจ้องมองนางอยู่จริงๆ ริมฝีปากของนางก็เผยอรอยยิ้มที่สั่นเครือออกมาเล็กน้อย พร้อมกับเสียงเรียกที่แ่เบาราวกระซิบ...
"เต้าเอ๋อร์..."
เต้า...
ชื่อนั้นพุ่งทะลวงโสตประสาทของข้าประหนึ่งสายฟ้าฟาด! มันคือเสียงเรียกเดียวกับที่ข้าได้ยินในความมืดคืนนั้น...
ข้าจำได้ทันที!
หัวใจข้ากระตุกวูบอย่างรุนแรง... ข้ารีบเบี่ยงหน้าลงทันที แสร้งทำเป็นิ่วหน้าจากความเ็ปที่าแ... ก่อนที่ความตื่นตระหนกนั้นจะมีโอกาสฉายพิรุธชัดออกมาทางแววตา
จากนั้นนางก็ได้ทรุดกายนั่งลงที่ขอบเตียงอย่างนุ่มนวล มืออันเรียวงามของนางเอื้อมมาลูบผมของข้าอย่างแ่เบา และเอ่ยซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ด้วยน้ำเสียงที่เต็มประโยคและชัดเจน...
"เต้าเอ๋อร์... แม่มาแล้ว"
จิตสำนึกของ "เพ้ง" กำลังตื่นตระหนก... แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายของเด็กหนุ่มผู้นี้กลับตอบสนองต่อเสียงเรียกและัันั้น...
ด้วยปฏิกิริยาบางอย่าง... ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของข้า!
พระชายาโบกมือให้เสี่ยวเหลียนและผู้อื่นถอยออกไปจนหมด ก่อนจะหันกลับมาให้ความสนใจกับข้าเพียงลำพัง นางยื่นมืออันเรียวงามมาััหน้าผากของข้าเบาๆ เพื่อวัดอุณหภูมิ
สำหรับข้า ััอันอ่อนโยนนั้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคมดาบ...
ข้าหวาดกลัว... กลัวว่าดวงตาที่อ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมของผู้เป็มารดา จะมองทะลุเข้ามาเห็นิญญาของบุรุษแปลกหน้าที่ซ่อนอยู่ในร่างของบุตรชายตนเอง
"หมอหลวงบอกว่าความทรงจำของเ้าอาจจะเลอะเลือนไปบ้าง..." น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเป็ห่วง "...แต่เ้ายังจำแม่ได้ใช่หรือไม่ เต้าเอ๋อร์?"
นี่คือบททดสอบที่อันตรายที่สุด
หากข้าปฏิเสธว่า "จำมิได้"... มันไม่ต่างอันใดกับการยอมรับว่าข้าได้กลายเป็ 'คนไร้ค่า' ผู้หนึ่ง ซึ่งสำหรับองค์ชายแล้ว... นั่นคือชะตากรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย
แต่ถ้าข้าโกหกว่า "จำได้" นางอาจจะถามข้าต่อทันทีด้วยคำถามที่ซับซ้อนเกี่ยวกับอดีต... ซึ่งอย่างไรข้าก็ไม่มีทางตอบได้ และจะถูกจับได้ทันที!
ห้วงความคิดของข้าตีบตันไปหมด...
ในเมื่อทั้งการ "ปฏิเสธ" และการ "ยอมรับ" ล้วนนำไปสู่ความตาย... ข้าจึงเลือกที่จะไม่ "ตอบ"... แต่เลือกที่จะ "แสดงออก"
ข้าพยักหน้าช้าๆ... จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง... แล้วเค้นเสียงเรียกที่แหบพร่า... ออกมาจากส่วนลึกที่สุดของจิติญญาที่กำลังสับสนนี้...
"...เสด็จแม่"
คำเดียวนั้นราวกับเป็กุญแจที่ไขกำแพงความกังวลของนางออกจนหมดสิ้น แววตาของพระชายาอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด นางลูบศีรษะของข้าเบาๆ "ดีแล้ว... ดีแล้ว..."
นางนิ่งไปครู่หนึ่งประหนึ่งกำลังพิจารณาบางสิ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ
"แต่เ้าดูแปลกไปนะ... ดูสงบลง... หรือเพราะอาการาเ็จึงไม่มีแรงดื้อรั้นเหมือนเคย"
คำพูดนั้นทำให้ข้าใจหายวาบ... หรือว่าหลี่เฉิงเต้าคนเดิมจะเป็คนหัวรั้นและเอาแต่ใจ?
ข้าได้เบาะแสใหม่มาโดยไม่ตั้งใจ และมันก็ทำให้ข้าต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นไปอีก
พระชายาถอนหายใจเบาๆ มือของนางยังคงลูบผมของข้าอย่างอ่อนโยน "ตอนที่แม่เห็นพวกเขานำร่างโชกเืของเ้ากลับมา... แม่แทบสิ้นสติ"
น้ำเสียงของนางสั่นเครือเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น "แม่บอกเ้ากี่ครั้งแล้วเื่การฝึกซ้อมที่เสี่ยงอันตราย แม้แต่อาจารย์สวีก็ทัดทานแล้ว เ้าก็ยังดื้อรั้นจะฝึกให้ได้... ดูสิว่าผลลัพธ์มันเป็เช่นไร"
ข้าทำได้เพียงก้มหน้านิ่ง รับฟังคำตำหนิที่แฝงไว้ด้วยความรักนั้นโดยไม่โต้ตอบ ซึ่งดูเหมือนจะเป็ปฏิกิริยาที่ผิดปกติสำหรับเ้าของร่างนี้
"แปลกจริง..." พระชายามองข้าอย่างพินิจพิเคราะห์ "แปลกจริง จริง..."
นางพึมพำกับตัวเอง "หากเป็ปกติ ป่านนี้เ้าคงเถียงแม่ไปแล้วว่ามันคือวิถีของลูกผู้ชาย..."
ยังมิทันที่ข้าจะได้ตอบกระไร เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนก็ดังขึ้นจากทางด้านนอก ก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่มอีกคนจะพรวดพราดเข้ามาในห้อง
เขามีใบหน้าที่ยังคงความเยาว์วัย ทว่าแววตานั้นกลับฉายความกังวลออกมาอย่างมิอาจปิดบัง
"ท่านพี่! ท่านฟื้นแล้ว!" เด็กหนุ่มโพล่งขึ้นเสียงดัง เขารีบทรุดตัวลงข้างเตียงอีกฝั่ง จ้องมองข้าด้วยแววตาที่ทั้งดีใจและรู้สึกผิด "เป็ความผิดของข้าเองที่ไม่ห้ามท่านพี่... หากท่านเป็อะไรไป ข้าคง..."
"เต๋อเอ๋อร์... เบาๆ หน่อย พี่เ้าเพิ่งฟื้น" พระชายาเอ่ยปรามเบาๆ แต่สายตายังคงจับจ้องมาที่ข้า
'เต๋อเอ๋อร์...' ข้าครุ่นคิดในใจ 'ชื่อนี้ข้ามิคุ้นเคย... ทว่าข้าจะจดจำไว้ก่อน ว่านี่คงเป็... น้องชายของข้า'
ข้าจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแหบพร่าและมึนงง "ข้า... ข้าจำอะไรไม่ค่อยได้เลย..."
ข้าพูดประโยคนั้นเพื่อตอบเสด็จแม่ แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มผู้นั้น... 'เต๋อเอ๋อร์' ... เขากำลังจ้องข้าด้วยแววตาที่ทั้งดีใจและ รู้สึกผิด อย่างชัดเจน
ความรู้สึกผิดนั้นทำให้ข้าใจอ่อนยวบ ข้าจึงหันไปสบตาเขาตรงๆ แล้วพูดต่อช้าๆ
"เต๋อเอ๋อร์...มันไม่ใช่ความผิดของเ้า"
คำพูดของข้าทำให้ทั้งสองคนชะงักไปพร้อมกัน เด็กหนุ่มผู้นั้นมีสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง
ส่วนพระชายานั้น... นางนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ...
นางหรี่ตามองข้า... แววตาที่เคยฉายแววสงสารเมื่อครู่ พลันแปรเปลี่ยนเป็ความ 'ทึ่ง' ที่เจือไว้ด้วย 'ความพินิจพิเคราะห์'อย่างล้ำลึก
'สายตาพินิจพิเคราะห์นั่น...! ข้าพลาดไปแล้ว! นี่... นี่มิใช่สิ่งที่หลี่เฉิงเต้าคนเดิมจะกระทำ!'
...แต่แล้ว นางก็ดึงมือของข้าไปกุมไว้แน่น "ไม่เป็ไร... ไม่เป็ไรลูกแม่"
แม้เสียงของนางจะอ่อนโยน... ทว่าดวงตาคู่งามคู่นั้นยังคง 'จับจ้อง' ข้าเขม็ง... ประหนึ่งกำลัง 'ชั่งน้ำหนัก' ตัวตนของข้าใหม่อีกครั้ง
นางสูดลมหายใจเบาๆ ...มิใช่การ "ยกูเาออกจากอก"... แต่เป็การ "ตัดสินใจ" บางอย่าง
"บางทีนี่อาจจะเป็์ประทานพรก็ได้..." เสียงของนางแฝง 'ความหวัง' ครึ่งหนึ่ง... และ 'ความกังวล' อีกครึ่งหนึ่ง "...การที่เ้าเปลี่ยนไปเช่นนี้... 'อาจจะ' ทำให้เสด็จพ่อของเ้าทรงพอพระทัยมากขึ้น"
หลังจากนางมั่นใจว่าข้าปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้ว สีหน้าของพระชายาก็พลันจริงจังขึ้น
"เฉิงเต้า ฟังแม่ให้ดี..."
ข้ามองหน้านางนิ่ง ตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ
"เฉิงเต้า... เื่เสด็จพ่อของเ้า" นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังนั้น "แม้จะมิได้เสด็จมาเยี่ยมด้วยพระองค์เอง... ก็อย่าได้น้อยใจไป"
"ด้วยตำแหน่งองค์รัชทายาท พระองค์ทรงมีราชภารกิจรัดตัวจนมิอาจปลีกพระองค์มาได้... แต่ 'ใจ' กลับผูกพันอยู่ที่เรือนพักของเ้า ทรงเป็ห่วงเ้าอย่างที่สุด"
"แม่จึงเห็นสมควรว่า... ทันทีที่เ้าลุกเดินไหว เ้าควรไปเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยตนเอง"
"เพื่อให้พระองค์ได้ 'เห็น' ว่าเ้าปลอดภัยดี... พระองค์จะได้ทรง 'คลายกังวล' ลง"
ทันทีที่ได้ยินคำว่า "องค์รัชทายาท" ทำให้หัวใจข้ากระตุกวูบ... บุรุษผู้ที่ข้าเคยเห็นจุดจบของเขาในภาพนิมิต...
พระชายาลูบหลังมือของข้าเบาๆ เป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะลุกขึ้นยืน "พักผ่อนให้ดีเถิดลูกแม่"
นางหันไปทางเด็กหนุ่ม "ไปเถอะ เต๋อเอ๋อร์ ให้พี่เ้าได้พักผ่อน พวกเราอย่ารบกวนเขาเลย"
'เต๋อเอ๋อร์' พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เขามองข้าด้วยแววตาเป็ห่วงอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามพระชายาออกไปอย่างเงียบเชียบ
ข้ามองตามแผ่นหลังของคนทั้งสองไปจนลับสายตา... ข้าลอบผ่อนลมหายใจยาว...
การเผชิญหน้ากับ "มารดา" และ "น้องชาย" แม้จะตึงเครียดถึงขีดสุด... ข้าก็นับว่าผ่านพ้นมาได้
ทว่า... บททดสอบที่แท้จริงที่รออยู่เบื้องหน้า กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านัก
ข้าจะเอาตัวรอดจากการเข้าเฝ้า "องค์รัชทายาทหลี่เจี้ยนเฉิง" ... บิดาผู้ทรงอำนาจ... ...ผู้ซึ่งเป็คนแปลกหน้าสำหรับข้า... ได้อย่างไร?
สามวัน...
เวลาสามวันที่ผ่านไป เชื่องช้าประหนึ่งน้ำแข็งที่ค่อยๆ ก่อตัว... ทว่ากลับแฝงไอเย็นเยียบอันตึงเครียดไว้ทุกอณู
สำหรับภายนอก... นี่คือ่เวลาแห่งการ "พักฟื้น" จากอาการาเ็ของหลี่เฉิงเต้า
ทว่าสำหรับข้า... จิติญญากลับมิได้หยุดนิ่งแม้เพียงชั่วลมหายใจ
ทุกขณะจิตคือการต่อสู้ดิ้นรน... ข้าต้องเรียนรู้ทุกสิ่ง... ปรับตัวเข้าหาทุกอย่าง... และสวม "หน้ากาก" ของคุณชายผู้ความจำเลอะเลือนให้แเีที่สุด
ในโลกใบใหม่ที่มืดมิดแปดด้านนี้ ยามนี้... เสี่ยวเหลียน จึงเปรียบประดุจ "หน้าต่าง" บานเดียวของข้า
นางปรนนิบัติข้าอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง... และข้าต้องฉวยใช้ "เกราะกำบัง" แห่งความสับสนนี้อย่างระมัดระวังที่สุด
ในบ่ายวันหนึ่งขณะที่นางกำลังรินชาให้
"เสี่ยวเหลียน..." ข้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงลังเล
"เพคะ คุณชาย?"
ข้าจงใจใช้คำถามนั้นอย่างระมัดระวัง "ตอนที่ข้าไปเรียนหรือไปลานฝึก เ้าต้องตามข้าไปด้วยหรือไม่"
ข้าแสร้งทำเสียงกังวล "ความทรงจำของข้ายังไม่กลับมาทั้งหมด ข้ากลัวว่าจะทำผิดพลาด... เพิ่งจะเกิดเื่ไปได้ไม่นาน ข้าไม่ควรทำตัวให้เสด็จพ่อไม่พอพระทัย"
กับดักที่ข้าเพิ่งวางไว้ ได้ผลชะงัด เสี่ยวเหลียนรีบตอบทันทีด้วยรอยยิ้มบางๆ พยายามปลอบใจ
"โธ่ คุณชาย ไม่ต้องทรงกังวลเพคะ ที่ทรงจำได้ว่าต้องทำอะไรบ้างก็เก่งมากแล้วเพคะ หม่อมฉันจะเล่าสิ่งที่หม่อมฉันทราบให้ คุณชายฟัง เผื่อจะทำให้คุณชายจำอะไรได้บ้างนะเพคะ"
นางจึงเริ่มอธิบาย "ปกติแล้ว... คุณชายจะตื่นบรรทมั้แ่ยามเหม่า (ตี 5-7 โมงเช้า) เพื่อไปฝึกยิงธนูที่ลานฝึกกับ คุณชายสาม 'เต๋อเอ๋อร์' ก่อนเพคะ จากนั้นจึงค่อยกลับมาศึกษาคัมภีร์กับท่านอาจารย์สวีใน่สายเพคะ"
นางนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "ส่วนยามบ่าย... ก็สุดแล้วแต่คุณชายเพคะ บางวันก็ทรงฝึกเพลงดาบ บางวันก็ทบทวนตำราอยู่ในห้องนี้เพคะ"
'คุณชายสาม เต๋อเอ๋อร์'... ท่านอาจารย์สวี... ฝึกยิงธนูก่อน แล้วค่อยเรียน...
ข้าทบทวนข้อมูลสำคัญนี้ในใจ ก่อนจะทวนคำพูดของเสี่ยวเหลียน “ทบทวนตำรา?”
เสี่ยวเหลียนรีบหันมาทางข้าแล้วพูดด้วยเสียงที่เบาลง “ใช่เพคะ ทุกคนจะทราบว่าคุณชายอ่านตำรา แต่ความจริงคือองค์ชายนอนกลางวันเพคะ”
ข้าพยักหน้าช้าๆ... ข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบที่สุด!
ข้าจึงฉวยโอกาสนี้ทันที "เสี่ยวเหลียน... เช่นนั้น ในเมื่อยามบ่ายข้าต้อง 'ทบทวนตำรา' อยู่แล้ว"
ข้าแสร้งทำเป็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ประหนึ่งกำลังพยายามนึก "ช่วยไปหา... พวกม้วนตำราประวัติศาสตร์หรือบันทึกต่างๆ ที่ข้าเคยเรียนมาให้ข้าหน่อย เผื่อว่าการได้เห็นตัวอักษร... จะช่วยให้ข้านึกอะไรออกบ้าง"
"ได้เลยเพคะ!" นางรับคำอย่างกระตือรือร้น
เสี่ยวเหลียนหายไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาพร้อมกับม้วนไม้ไผ่และม้วนผ้าไหมหลายม้วน ข้าให้นางคลี่มันออกบนโต๊ะเตี้ย แล้วจึงเริ่ม "การค้นคว้า" ของข้าอย่างแท้จริง
ข้าใช้เวลาเกือบทั้งวันไปกับการแสร้งทำเป็พยายาม "หัดอ่าน" ตัวอักษรที่ข้าไม่คุ้นเคย...
ทว่าในความเป็จริง... จิตสำนึกของข้ากำลัง "กลืนกิน" ข้อมูลทุกอย่างด้วยความเร็วอันน่าตะหนก!
แผนที่... บันทึกการทหาร... และที่สำคัญที่สุด... ม้วนลำดับวงศ์ตระกูล
ข้าจ้องมองรายชื่อที่ถูกเขียนด้วยพู่กันอย่างงดงาม... ชื่อของ หลี่เจี้ยนเฉิง อยู่ในตำแหน่งสูงสุดในฐานะประมุขของสายนี้ ถัดลงมาคือพระชายา เจิ้งกวนอิน และใต้ชื่อของ คนทั้งสอง คือรายชื่อของเหล่าพระโอรส...
ชื่อแรกสุดคือ หลี่เฉิงจง ... แต่กลับมีเส้นหมึกสีแดงขีดฆ่าชื่อนั้นไว้... นี่นี่คงเป็ 'บุตรชายคนโต' ที่สิ้นไปแล้ว
และชื่อถัดมา... คือชื่อที่ทำให้หัวใจของข้าหยุดเต้น
หลี่เฉิงเต้า
นี่คือชื่อของข้า... ข้าคือ... บุตรชายคนที่สอง... และเป็บุตรชายคนโตที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ขององค์รัชทายาท
ข้าไล่สายตาลงไปดูชื่อคนที่เหลือ...
'หลี่เฉิงเต๋อ' ...
สายตาของข้าสะดุดกึกอยู่ที่ชื่อนี้! 'หลี่เฉิงเต๋อ'... 'เต๋อเอ๋อร์'... นี่คือชื่อจริงของเด็กหนุ่มผู้นั้น... เด็กหนุ่มผู้มีแววตารู้สึกผิดผู้นั้นนั่นเอง!
ข้ากลืนน้ำลาย... ก่อนจะไล่สายตาอ่านชื่อที่เหลือต่อ... หลี่เฉิงซวิน, หลี่เฉิงิ, และ หลี่เฉิงอี้...
'ข้าคือ... หลี่เฉิงเต้า บุตรชายคนที่สอง...'
ทันทีที่ตระหนักรู้ ลมหายใจของข้าพลันติดขัด... ความหวาดหวั่นที่ "รู้แจ้ง" แล่นจับขั้วหัวใจ... ยิ่งกว่าการ "ไม่รู้" อะไรเลย!
ในขณะเดียวกัน ร่างกายของเด็กหนุ่มวัย 16 ก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
ใช้เวลาพักฟื้นเพียงสามวัน... ข้าก็สามารถก้าวเดินไปรอบๆ ห้องได้แล้ว แม้จะยังรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวไหล่อยู่บ้างก็ตาม
ทว่าความสามารถในการเดินได้นั้น มิได้นำมาซึ่งอิสรภาพ... แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า "เวลา" ของข้ากำลังจะหมดลงแล้ว
ทุกเช้า เมื่อท่านหมอหลวงมาถึง เสี่ยวเหลียนจะโค้งคำนับแล้วถอยออกไปรอที่นอกประตูอย่างรู้หน้าที่
และทุกครั้ง ข้าต้องรีบทิ้งตัวลงบนเตียง แสร้งทำเป็อ่อนแรงเกินกว่าจะลุกนั่งได้นานๆ บ่นว่ายังคงวิงเวียนศีรษะอยู่เสมอเมื่อพยายามจะยืน...
ทั้งหมดนี้... ก็เพื่อ "ซื้อเวลา"
"คุณชายยังคงต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกสักระยะขอรับ"
คือประโยคที่ท่านหมอหลวงกล่าวซ้ำๆ ทุกครั้งหลังตรวจเสร็จ และมันคือประโยคที่ทำให้ข้าใจชื้นขึ้นทุกครั้งที่ได้ยิน
แต่ 'พอ' ลับร่างของท่านหมอ ข้าที่แสร้งทำเป็อ่อนแรงก็กลับมาลุกนั่งหรือเดินเหินได้เกือบจะเป็ปกติ 'และเมื่อ' ท่านหมอกลับไปแล้ว เสี่ยวเหลียนก็จะรีบกลับเข้ามาปรนนิบัติข้าต่อทันที
ข้าสังเกตเห็นแววตาที่ฉายประกาย "ระอาใจ" วูบผ่านดวงตาของเสี่ยวเหลียนอยู่หลายครา นางคงคิดว่าข้ากำลังแสร้งทำเป็อ่อนแอเพื่อ "อู้งาน" ตามนิสัยเดิมของหลี่เฉิงเต้าเป็แน่
นางไม่เคยเอ่ยปากอันใดออกมา ทำเพียงแค่ก้มหน้าปรนนิบัติตามหน้าที่ต่อไปเงียบๆ...
และแล้ว... ในบ่ายของวันที่สาม... การประวิงเวลาก็มาถึงจุดสิ้นสุด
หลังจากท่านหมอหลวงกลับไปได้ไม่นาน แม้ข้าจะรู้สึกผ่อนคลายที่สามารถยืดเวลาออกไปได้อีกหนึ่งวัน... ทว่าจิตใจกลับยังคงร้อนรน ข้า้าเวลาอยู่ตามลำพัง... เพื่อประมวลความคิดที่วุ่นวายทั้งหมด
"เสี่ยวเหลียน" ข้าจึงเอ่ยขึ้น "เ้าช่วยไปดูเื่ม้วนตำราอื่น ๆ ให้ข้าที ข้าอยากได้ตำรามาอ่านเพิ่ม เผื่อจะนึกอะไรขึ้นมาได้"
"เพคะ คุณชาย" นางรับคำแล้วถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
ทันทีที่ข้าได้อยู่ตามลำพัง ข้าก็ลุกขึ้นเดินไปที่ขอบหน้าต่างอีกครั้งเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์... แต่ข้าเพิ่งผ่อนคลายได้เพียงชั่วอึดใจ...
ประตูห้องก็ถูกเลื่อนเปิดออกอย่างเงียบเชียบ
ร่างสูงโปร่งของ 'ท่านอาจารย์สวี' ก้าวเข้ามาในห้อง ...บุรุษหนุ่มผู้มีสายตาคมกริบประหนึ่งสามารถมองทะลุทะลวงจิตใจผู้คนผู้นั้น!
เขานิ่งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นข้ายืนอยู่ริมหน้าต่างด้วยท่าทีที่ดูมั่นคง...
"คุณชาย... ดูเหมือนร่างกายของท่านจะฟื้นตัวได้ดีเกินคาด"
น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเฉย แต่แววตาที่มองมานั้นกลับทำให้ข้ารู้สึกราวกับยืนเปลือยกายอยู่กลางหิมะ...
ข้าสะดุ้งสุดตัว... โลหิตในกายพลันเย็นเยียบ ข้ารีบเค้นข้อแก้ตัวออกไป "ท่านอาจารย์... ข้าเพียง...พยายามลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย"
"นับเป็เื่น่ายินดียิ่ง..." เขากล่าวรับ "แต่ก็แปลกอยู่บ้าง ข้าเพิ่งจะเดินสวนกับท่านหมอหลวง เขาดูเป็กังวลนัก บอกว่าอาการของท่านยังไม่คงที่ แม้แต่จะลุกนั่งก็ยังรู้สึกวิงเวียน"
คำพูดของเขาประหนึ่งน้ำเย็นที่สาดลงกลางใจ ข้ารู้ทันทีว่าถูกจับได้เสียแล้ว
อาจารย์สวี เมินเฉย ต่อข้อแก้ตัวอันตื้นเขินของข้า เขายังคงรักษาน้ำเสียงที่ราบเรียบไว้ แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักอึ้งราวกับค้อน
"องค์รัชทายาททรงสอบถามอาการาเ็ของท่านทุกๆ วัน พระองค์ทรงเป็ห่วงท่านอย่างยิ่ง"
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่สุขุมของเขาสบตาข้าตรงๆ
"...ในวันพรุ่งนี้ องค์รัชทายาท มีกำหนดการต้องเสด็จไปตรวจราชการที่เมืองลั่วหยาง ...เป็เวลาร่วมหนึ่งเดือน"
หัวใจของข้าพลันกระตุกวูบ...
"แต่บ่ายวันนี้..." เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ประหนึ่งตอกลิ่มสุดท้าย
"...พระองค์ยัง 'อยู่ที่' ... 'ห้องหนังสือ'"
--- (จบตอนที่ 14) ---
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมานะครับ! คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย อ่านทุกข้อความแน่นอน!
(ประกาศสำคัญ!) จะอัปเดตนิยายในทุกวันพฤหัสบดี และ วันอาทิตย์ นะครับ!
ฝากกดติดตาม กดหัวใจ ❤️ และเพิ่มเข้าชั้นหนังสือ ???? ไว้รอรับการแจ้งเตือนในวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์หน้าได้เลย!
แล้วพบกันนะครับ! — เสวี่ยซื่อจื้อ / ธ.ปณิทัศน์ #เสวี่ยซื่อจื้อ #ธปณิทัศน์ #ดุจัคืนถิ่นลิขิตแค้นใต้ราชัน #นิยายย้อนเวลา #ทะลุมิติ #ราชวงศ์ถัง #เอาตัวรอด #นิยายจีน