จากนั้นซูเจียวเจียวก็เห็นชายหนุ่มหน้าตาคุ้นๆ คนหนึ่งเบียดเข้ามาในฝูงชน
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดก็จำได้ว่าอีกฝ่ายคือใครเขาเป็นชายหนุ่มที่ขับรถแทรกเตอร์ช่วยขนส่งจักรเย็บผ้ากลับบ้านให้พวกเธอและดูเหมือนว่าจะเป็น 'เพื่อน' ของอาหมิงด้วย
เซียวหยวนหมิงเองก็เห็นชายหนุ่มคนนั้นเขาขยิบตาให้อีกฝ่าย แล้วเดินไปที่ใต้ต้นไม้ข้างๆ ด้วยกัน
ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนซินพาหลิวหยวนหยวนเดินตามไป
ซูเจียวเจียวจึงรู้ว่าชายหนุ่มคนนี้ชื่อเย่หย่งเป็นลูกน้องของหงฉีเย่ ปกติก็สนิทกับเซียวหยวนหมิง ทำธุรกิจเก็งกำไรกันอย่างลับๆ
เย่หย่งดูท่าทางหวาดหวั่นไม่หาย“อาหมิง โชคดีนะที่วันนี้นายไม่ได้ไป ไม่อย่างนั้นคงถูกจับแน่คนในเขตนั้นถูกจับหมดแล้ววันนี้ ถ้าฉันไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติแล้ววิ่งหนีไปเร็วๆละก็ ตอนนี้ฉันคงเข้าไปอยู่ในคุกแล้ว ฉันตกใจจนไม่กล้าหยิบของอะไรเลย”
โชคดีที่ไม่มีของอะไรมากไม่อย่างนั้นคงขาดทุนยับเยิน
สีหน้าของเซียวหยวนหมิงเคร่งขรึมเล็กน้อยจากนั้นก็เหลือบมองซูเจียวเจียวอย่างไม่แสดงอาการอะไรหากไม่ใช่เพราะเจียวเจียวรั้งเขาไว้ละก็ ป่านนี้เขาคงถูกจับไปแล้ว
เย่หย่งพูดต่อ“ได้ยินมาว่ายังจับยุวชนได้สองคนด้วย คราวนี้เรื่องใหญ่แล้วยุวชนเก็งกำไร ได้ยินมาว่าต้องถูกลงโทษอย่างหนัก”
ซูเจียวเจียวได้ยินก็ตกใจมากแม้แต่ยุวชนก็ถูกจับด้วยหรือ?
ไม่รู้ทำไมเธอจึงนึกถึงโจวเม่ยและหลินเฟิงขึ้นมาในใจ
ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือในช่วงบ่ายที่ผ่านมา จู่ๆ ก็รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูกจนต้องห้ามปรามไม่ให้อาหมิงไปซูเจียวเจียวไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องขึ้นในช่วงบ่ายนี้นี่จะเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าจากกายแห่งโชคลาภหรือเปล่านะ?
เซียวหยวนหมิงขมวดคิ้ว“เขตนั้นมันลับตามากแท้ๆ แต่พวกเขาไปพบเข้าได้อย่างไร?”
เย่หย่งกล่าว“ก็ไม่ใช่เพราะใกล้จะถึงเทศกาลตรุษจีนแล้วคนที่อยากซื้อของช่วงปีใหม่มีเยอะมาก คนเยอะตาเยอะคนที่ไม่น่าเชื่อถือบางคนก็ถูกพาเข้าไป แล้วพวกเขาก็ไม่โง่เริ่มต้นด้วยการล่อเหยื่อ เดิมทีก็ไม่มีเรื่องอะไรมากแต่เป็นเพราะยุวชนสองคนนั้นเหมือนคนโง่ เสียงดังเอะอะโวยวายไปหมดพอดีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบสองคนที่เดินผ่านมาได้ยินเข้าก็เลยถูกกวาดล้างไปหมด”
ทุกกองผลิตได้จัดสรรธัญพืชและสิ่งของอื่นๆเช่น มันเทศและมันฝรั่ง ตั้งแต่ครึ่งเดือนที่แล้ว ทุกครัวเรือนไม่มีอาหารขาดแคลนแต้มคะแนนงานที่เหลือก็แลกเป็นเงิน ทำให้มีเงินใช้จ่ายมากขึ้นเล็กน้อยประกอบกับใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ ทุกครอบครัวต่างก็ออกมาซื้อของเล็กๆ น้อยๆอย่างน้อยก็ต้องมีเนื้อไว้ฉลองปีใหม่บ้าง ไม่อย่างนั้นปีนี้จะมีความหมายอะไร?
ทำงานมาตลอดทั้งปีหากฉลองปีใหม่ได้ไม่ดี ก็คงจะน่าเบื่อหน่ายเกินไป
ดังนั้นเมื่อมีคนมาซื้อของมากขึ้นสหกรณ์และตลาดสดจึงมีสินค้าไม่เพียงพอ ทำให้มีคนจำนวนมากที่หันมาทำธุรกิจเก็งกำไร
เมื่อคนเยอะเรื่องราวก็ยิ่งวุ่นวาย
เซียวหยวนหมิงครุ่นคิด“เหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลปีใหม่แล้ว ช่วงนี้จะไม่ทำแล้วนายกลับไปบอกฉีเย่ด้วยว่าช่วงนี้อย่าทำเลย รอให้ปีใหม่ผ่านไปก่อนจะดีกว่ายอมได้เงินน้อยหน่อย ดีกว่าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงมากเกินไป”
ครอบครัวของฉีเย่มีทั้งคนแก่และเด็กยังมีน้องสาวพิการอีกคน เขาจึงต้องเสี่ยงทำธุรกิจเก็งกำไรไม่อย่างนั้นทั้งครอบครัวจะอยู่อย่างไร?
เย่หย่งปาดเหงื่อหัวใจยังคงเต้นระรัวไม่หยุด เขาพยักหน้าเห็นด้วย “อืมฉันจะไปบอกฉีเย่เดี๋ยวนี้แหละ”
เขาก็คิดแบบนี้เหมือนกันแม้ว่าธุรกิจช่วงเทศกาลปีใหม่จะทำกำไรได้ดีที่สุด มีคนซื้อของเยอะแต่ความเสี่ยงก็สูงตามไปด้วยเช่นกัน
เขาไม่อยากถูกจับเข้าคุกเขาเพิ่งแต่งงานกับภรรยาเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ภรรยากำลังท้องแก่ใกล้คลอดหากเขาถูกจับไปละก็ ภรรยาของเขาจะต้องเลี้ยงดูลูกคนเดียวได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเดือนครึ่งที่ผ่านมา เขาแอบหาเงินมาได้ไม่น้อย พอให้เขาใช้จ่ายได้แล้ว
จากนั้นซูเจียวเจียวและคนอื่นๆ ก็ขึ้นรถแทรกเตอร์กลับบ้าน
เซียวหยวนซินซื้อของสำหรับปีใหม่มาเล็กน้อยเธอจัดของในห้องด้วยความรู้สึกดีใจพรุ่งนี้เฉิงเหว่ยจะมารับเธอกับหยวนหยวนกลับบ้าน
แม้จะคิดถึงเฉิงเหว่ยมากแต่เมื่อนึกถึงการกลับไปที่บ้านที่วุ่นวายนั้น เซียวหยวนซินก็รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
ถ้าเป็นไปได้เธอก็ไม่อยากกลับบ้านนั้นจริงๆ
น่าเสียดายที่กองผลิตฉางซิงแห่งนี้ก็ไม่ใช่ที่ดินของเธอทั้งยังไม่ใช่บ้านของเธอ
ลูกสาวที่ออกเรือนแล้วหากอยู่ที่บ้านสามีไม่ดี ก็ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองที่บ้านแม่...
โชคดีที่เธอค่อนข้างโชคดีน้องชายและน้องสะใภ้ต่างก็ดูแลเธอเป็นอย่างดี
เดิมทีพี่สาวต้องดูแลน้องชายแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นตรงกันข้าม
เซียวหยวนซินถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้โทษตัวเองที่ไม่มีความสามารถ พอจัดของเสร็จเธอก็ไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็น
ซูเจียวเจียวก็ช่วยงานด้วยส่วนหลิวหยวนหยวนก็เล่นอยู่ในลานบ้าน
ขณะนั้นเองก็มีเสียงลำโพงดังขึ้นจากนอกบ้าน เป็นเสียงของหลี่เกินเซิง“ทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานตากข้าว ทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานตากข้าว!”
ซูเจียวเจียวมองออกไปนอกบ้านที่เริ่มมืดลงด้วยความสงสัยเธอคิดในใจว่าฟ้ามืดขนาดนี้แล้ว ยังเรียกทุกคนไปรวมตัวกันทำไม?
ตอนนี้คนในหมู่บ้านต่างก็เตรียมทำอาหารเย็นพอได้ยินว่าจะต้องรวมตัวกัน ก็ทำได้แค่วางงานในมือแล้วไปรวมตัวกัน
ทุกคนต่างก็บ่นพึมพำว่าเรียกให้รวมตัวกันดึกขนาดนี้จะต้องมีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นแน่ๆ
ภายในบ้านพักยุวชนเว่ยหงปิงในฐานะหัวหน้ายุวชนจำต้องเรียกทุกคนออกไปรวมตัวแต่เมื่อนับจำนวนคนแล้วกลับพบว่าหายไปสองคนถามไปทั่วทุกคนก็บอกว่าไม่เห็นโจวเม่ยกับหลินเฟิง
เว่ยหงปิงหันไปถามฮั่วเจี้ยนจง“เจี้ยนจง เช้าวันนี้โจวเม่ยกับหลินเฟิงไปตัวอำเภอด้วยกันนายเห็นพวกเขาที่ตัวอำเภอหรือเปล่า?”
ฮั่วเจี้ยนจงพยักหน้าเล็กน้อย“ตอนเที่ยงยังเห็นอยู่ หลังจากนั้นก็ไม่เจอแล้ว”
เว่ยหงปิงขมวดคิ้ว“ช่างพวกเขาเถอะ เราไปรวมตัวกันก่อน”
เมื่อไปถึงลานตากข้าวทุกคนก็มาถึงกันหมดแล้ว
ทุกคนพบว่านอกจากหลี่เกินเซิงแล้วยังมีคนแปลกหน้าอีกหลายคน ใบหน้าเคร่งขรึมและน่าเกรงขามแม้แต่หลี่เกินเซิงและเลขาธิการก็ทำได้เพียงยืนเงียบๆ อยู่ข้างๆไม่กล้าส่งเสียงดัง
จากบรรดาคนกลุ่มนั้นชายวัยกลางคนใบหน้าเหลี่ยมดวงตาเคร่งขรึมคนหนึ่งเดินออกมา แล้วกล่าวว่า“วันนี้ที่ตัวอำเภอได้จับกุมคนกลุ่มหนึ่งที่ทำธุรกิจเก็งกำไรซึ่งในนั้นมียุวชนสองคนด้วย! พวกเขาเป็นคนจากกองผลิตฉางซิงของพวกคุณนี่แหละ!”
เมื่อคำพูดนี้ออกมาผู้คนทั้งหมดก็เกิดความโกลาหล
อันที่จริงในหมู่บ้านนอกจากเซียวหยวนหมิงแล้วยังมีคนอื่นๆ ที่แอบทำเรื่องเหล่านี้อยู่ แต่ทำเงินได้ไม่มากเท่าเซียวหยวนหมิงและก็ไม่ใช่ช่องทางเดียวกัน จึงไม่เคยเจอกัน
แต่พอทุกคนได้ยินก็ตกใจกันยกใหญ่ ไม่คิดเลยว่ายุวชนก็ทำเรื่องนี้ด้วย!
จากนั้นสายตาทุกคู่ก็พร้อมใจกันมองไปยังบ้านพักยุวชนทำให้เว่ยหงปิง จ้าวอวี้เฟิน และคนอื่นๆ รู้สึกอับอายขายหน้าอย่างมาก
หลี่เกินเซิงก็ถูกตำหนิอย่างหนักเดิมทีกองผลิตฉางซิงปีนี้ก็ถือว่าผลิตได้ดี อยู่ในระดับกลางถึงสูงสามารถได้รับการยกย่องให้เป็นกองผลิตดีเด่นได้ และเขาก็จะได้รับรางวัลพิเศษด้วยแต่ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ทำให้สิทธิ์ในการเป็นกองผลิตดีเด่นหายไปและเขาก็ถูกตำหนิอย่างรุนแรง
ทุกคนยืนฟังการอบรมที่ลานตากข้าวเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าคนเหล่านั้นจะจากไป
ทุกคนต่างก็เกลียดโจวเม่ยและหลินเฟิงเข้ากระดูกดำเดิมทีทุกคนก็ทำงานมาทั้งวัน ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยด้วยซ้ำก็ถูกเรียกมาให้ฟังคำอบรม มันยุติธรรมเสียที่ไหนกัน!