“องค์หญิงคือยอดผู้สูงศักดิ์ ข้า้าเลือกเฟ้นองครักษ์ผู้หนึ่งเพื่อปกป้องแก้วตาดวงใจ” อวิ๋นเป่ยเยี่ยกล่าวด้วยเสียงที่ดังกังวานขึ้น
ในวังหลวงแห่งนี้ มักจะมีคนคอยคิดปองร้ายพระธิดาสุดที่รักของพระองค์อยู่เสมอ ดังนั้นจึงจำต้องเลือกองครักษ์ที่วรยุทธ์ล้ำเลิศและมีสติปัญญาเฉียบแหลม เพื่อมาปกป้องความปลอดภัยให้แก่แก้วตาดวงใจของพระองค์
“เลือกเฟ้นองครักษ์หรือพ่ะย่ะค่ะ?” เหล่าขุนนางพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่
นี่มันเผือกร้อนชัด ๆ ! หากทำได้ดีก็ใช่ว่าจะกล้าเอ่ยปากขอรับรางวัล ทว่าหากทำพลาดขึ้นมา คงไม่แคล้วต้องหัวหลุดจากบ่าเป็แน่
พระประสงค์ของฮ่องเต้คือจะทรงเลือกคนจากในราชสำนัก หรือว่าจะทรงเลือกจากเหล่ายอดฝีมือในยุทธภพกันแน่?
ขุนนางฝ่ายบู๊หลายคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พอได้ยินว่าฮ่องเต้ทรง้าหาองครักษ์ พวกเขาก็พากันก้มหน้าก้มตา หดคอซ่อนตัวอยู่เื้ัผู้อื่น ด้วยเกรงว่าฮ่องเต้จะทรงมองเห็นตนเองเข้า
“พวกคนในยุทธภพนั้นมีกลิ่นอายสังหารรุนแรงเกินไป ข้าไม่อาจวางใจได้ เช่นนั้นก็จงเลือกจากในหมู่พวกท่านทั้งหลายเถิด!”
อวิ๋นเป่ยเยี่ยตรัสกำหนดขอบเขตของผู้ที่จะถูกคัดเลือกออกมา ราวกับจะล่วงรู้ถึงความคิดของเหล่าขุนนาง พระองค์ทอดพระเนตรกวาดมองไปรอบ ๆ พลางครุ่นคิดตริตรองว่าควรจะลากตาเฒ่าคนไหนออกมารับหน้าที่นี้ดีจึงจะเหมาะสมที่สุด
“ไม่ต้องก้มหน้าก้มตา! บนพื้นมีทองคำร่วงอยู่หรืออย่างไร? เงยหน้าขึ้นมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
ดูขุนนางแต่ละคนเข้าสิ เวลาเขียนฎีการ้องเรียนหรือฟ้องร้องล่ะกระตือรือร้นกันนักเชียว ทว่าพอถึงคราวที่ต้องใช้งานกลับหลบหน้าหลบตากันไวกว่าใครเพื่อน
“อัครเสนาบดีซ้าย หลานชายของท่านปีนี้ก็น่าจะอายุราว ๆ สิบสองสิบสามปีแล้วกระมัง? ได้ยินมาว่าเขาถนัดทั้งเพลงทวนและเพลงกระบี่ไม่ใช่หรือ?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยไม่ปล่อยให้เหล่าขุนนางได้มีเวลาคิดหาข้อแก้ตัว พระองค์จึงตรัสถามออกไปอย่างตรงไปตรงมา
อัครเสนาบดีซ้ายเซวียกวงจิ้น พอถูกฮ่องเต้ขานชื่อก็ถึงกับสะดุ้งโหยง ในใจร่ำร้องะโว่าแย่แล้ว! นี่มันไม่ใช่งานที่ดีอะไรเลยสักนิด!
เขาเคยได้ยินมาว่าในคืนที่องค์หญิงน้อยเพิ่งประสูติก็แทบจะถูกคนจับโยนลงบ่อน้ำ วังหลังนั้นเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน มีจิตสังหารซ่อนเร้นอยู่ทุกหนแห่ง ลำพังแค่องครักษ์เพียงคนเดียวจะไปรับมือไหวได้อย่างไร!
“คิดให้ดีก่อนแล้วค่อยตอบ มิเช่นนั้นจะถือว่ามีเจตนาหลอกลวงเบื้องสูง” อวิ๋นเป่ยเยี่ยมองดูอัครเสนาบดีซ้ายที่ก้าวออกมาด้วยใบหน้าอมทุกข์และมีท่าทีอึกอักเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้า พระองค์จึงตรัสกดดันทางอ้อม ั์ตาคมกริบดุดันจ้องเขม็งไปที่เซวียกวงจิ้น
ตาเฒ่าผู้นี้มักจะชอบหลบเลี่ยงเอาตัวรอดอยู่เป็นิจ แถมยังมีหัวคิดพลิกแพลงได้ไว จะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด
ชายชราผู้นี้มีฝีมือเยี่ยมยุทธ์ วรยุทธ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตย่อมถ่ายทอดให้หลานชายไปจนหมดสิ้นแล้วเป็แน่ ฝีมือของหลานชายเขาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน! หากได้เข้ามาในวังและอยู่ข้างกายตั่วตั๋ว ย่อมต้องสามารถปกป้องความปลอดภัยให้แก่นางได้อย่างไม่ต้องสงสัย!
“ทูลฝ่าา หลานชายของกระหม่อมถนัดทั้งเพลงทวนและเพลงกระบี่จริงพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ว่าสมองของเขาอาจจะไม่ค่อยเฉลียวฉลาดนัก กระหม่อมเกรงว่าเวลาลงมือเขาจะไม่รู้หนักเบา จนอาจเผลอทำร้ายองค์หญิงน้อยให้ได้รับาเ็ได้พ่ะย่ะค่ะ” เซวียกวงจิ้นพยายามบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงงานหนัก เขาชี้ไปที่ศีรษะของตนเอง ขมวดคิ้วพร้อมกับโบกไม้โบกมือ ทำสีหน้าแสดงความลำบากใจอย่างถึงที่สุด
“จะกลัวอันใดกัน! อีกสิบวันให้หลัง จงพาหลานชายของท่านเข้าวังมาเถอะ บุตรสาวของข้าก็ใช่ว่าจะยินยอมให้หลานชายของท่านมาเป็องครักษ์เสียเมื่อไหร่!” ตรัสจบ อวิ๋นเป่ยเยี่ยก็โบกพระหัตถ์อย่างไม่ใส่ใจนัก
อัครเสนาบดีซ้ายเซวียกวงจิ้นได้แต่โอดครวญอยู่ในใจ แต่ก็ไม่อาจเอ่ยคัดค้านสิ่งใดได้อีก จึงจำต้องถอยกลับไปยืนประจำที่เดิม
สายตาของอวิ๋นเป่ยเยี่ยกวาดมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่รองแม่ทัพหยาง “รองแม่ทัพหยาง ดูเหมือนว่าบุตรชายคนเล็กของท่านจะถนัดใช้ขวานสินะ?”
“ทูลฝ่าา บุตรชายของกระหม่อมไร้ความสามารถ เพียงแค่พอแกว่งขวานได้สองสามกระบวนท่าเท่านั้น ไม่กล้านำความสามารถอันน้อยนิดมาอวดอ้างต่อหน้าพระพักตร์พ่ะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพหยางคร่ำครวญในใจ หนีไม่พ้นเสียแล้ว!
“อีกสิบวันให้หลัง ก็จงพาเขาเข้ามาในวังด้วย” อวิ๋นเป่ยเยี่ยไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดถ่อมตนของรองแม่ทัพหยาง พระองค์มีรับสั่งโดยตรง
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าา”
“ผู้บัญชาการเซียว หลานชายของท่านมีฉายาว่า ‘ยอดขมังธนูร้อยก้าวทะลวงใบหลิว’ ใช่หรือไม่?”
อวิ๋นเป่ยเยี่ยสังเกตเห็นผู้บัญชาการทหารองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูโถงใหญ่ จู่ ๆ พระองค์ก็ทรงนึกถึงข่าวลือในหมู่ชาวบ้านที่ว่า คนรุ่นอักษร ‘จิ้น’ ของตระกูลเซียวมีอัจฉริยะด้านการยิงธนูปรากฏตัวขึ้น จึงมองไปที่เขาแล้วตรัสถามด้วยสุรเสียงที่ดังขึ้น
“ทูลฝ่าา นั่นเป็เพียงคำเรียกขานล้อเล่นและข่าวลือในหมู่ชาวบ้านเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” ผู้บัญชาการเซียวลอบปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดซึมบนหน้าผาก
“หลานชายของท่านผู้นั้นมีชื่อว่ากระไรนะ?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยตรัสถามต่อ
“เซียวจิ้นอวี๋ พ่ะย่ะค่ะ” ผู้บัญชาการเซียวก้มหน้าตอบ
อวิ๋นเป่ยเยี่ยพยักพระพักตร์ ก็คือคนรุ่นอักษรจิ้นเช่นนี้เอง “ดี อีกสิบวันให้หลังจงพาตัวเขาเข้ามาในวัง”
จากนั้น อวิ๋นเป่ยเยี่ยก็ทรงระบุชื่อขุนนางอีกหลายคน พร้อมกับรับสั่งให้พวกเขาพายอดฝีมือข้างกายเข้ามาในวังในอีกสิบวันให้หลังเช่นเดียวกัน
เหล่าขุนนางที่ถูกขานชื่อต่างพากันมีใบหน้าอมทุกข์ ประหนึ่งผู้เข้าสอบหน้าพระพักตร์อย่างไรอย่างนั้น เื่นี้ช่างยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกิน!
“เอาล่ะ การประชุมเช้าวันนี้พอแค่นี้เถอะ” อวิ๋นเป่ยเยี่ยโบกพระหัตถ์ นี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว พระองค์ต้องไปเสวยพระกระยาหารเป็เพื่อนพระมารดา ่บ่ายยังต้องตรวจฎีกา ส่วน่ค่ำยังต้องเรียกขุนนางมาพูดคุยเป็การส่วนตัวอีก ยุ่งเหยิงจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน
สำหรับอวิ๋นเป่ยเยี่ยแล้ว เวลาของพระองค์นั้นมีค่ามากยิ่งนัก
ยามเหม่า ตื่นบรรทม เพื่อให้ขุนนางที่มีเื่ด่วนเข้าเฝ้า
ยามเฉิน คัดเลือกขุนนางที่จะให้เข้าเฝ้าเพื่อเสวยพระกระยาหารเช้าร่วมกัน และเริ่มการประชุมขุนนางตอนเช้า ทรงรับฟังเหล่าขุนนางรายงานข่าวสารสำคัญและเื่ราวใหญ่โตต่าง ๆ ทีละคน
ยามอู่ เสด็จไปยังตำหนักโซ่วชางเพื่อรับฟังโอวาทจากพระมารดา และเสวยพระกระยาหารกลางวันเป็เพื่อนไทเฮา
่บ่ายโมง ตรวจฎีกาและออกราชโองการ
่บ่ายสามโมง ศึกษาสถานการณ์ของแว่นแคว้นต่าง ๆ วิเคราะห์ภูมิประเทศและวางค่ายกลทหาร
่ห้าโมงเย็น หลังจากเสวยพระกระยาหารค่ำแล้ว ก็เสด็จไปกราบไหว้บรรพชน
่ทุ่มตรง สรงน้ำเปลี่ยนฉลองพระองค์
่สองทุ่มตรง พลิกป้ายเลือกพระสนมให้มาถวายงานรับใช้ แต่เนื่องจากปัจจุบันพระองค์ทรงมีพระโอรสแล้วถึงแปดพระองค์ กับอีกหนึ่งพระธิดา รวมแล้วมีทายาทถึงเก้าพระองค์ ดังนั้นไม่จำเป็ต้องพยายามเพื่อขยายทายาทอีกต่อไป เื่นี้จึงมักจะถูกข้ามไปโดยปริยาย
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กิจวัตรประจำวันในแต่ละวันของอวิ๋นเป่ยเยี่ยนั้น เริ่มั้แ่ตีสี่จนถึงสองทุ่ม ช่างเป็วันที่ยาวนานเสียจริง!
“ฝ่าา!”
ในขณะที่อวิ๋นเป่ยเยี่ยกำลังเตรียมตัวจะเสด็จลงจากการประชุม ทันใดนั้นก็มีเสียงะโอันดังกังวานและทรงพลังดังแทรกขึ้น เสียงนั้นดังก้องจนแทบจะทำให้ท้องพระโรงสั่นะเืไปทั้งหลัง
อวิ๋นเป่ยเยี่ยเพ่งพระเนตรมอง ก็พบว่าเป็ 'ซุนเหริน'
“ทูลฝ่าา! กระหม่อมมีบุตรชายอยู่ผู้หนึ่ง เขามีความสามารถเพียบพร้อมทั้งบุ๋นและบู๊ ไม่ว่าจะดาบ กระบี่ หรือขวานก็ล้วนเชี่ยวชาญ อีกทั้งยังถนัดการใช้แส้ นับได้ว่าเป็อัจฉริยะทางด้านวรยุทธ์อันดับหนึ่งเลยทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ!”
ซุนเหรินก้าวเท้ายาว ๆ ออกมาข้างหน้าแล้วคุกเข่าลงบนพื้นที่ว่างกลางท้องพระโรง พอพูดถึงบุตรชายของตนเอง เขาก็มีสีหน้าภาคภูมิใจยิ่งนักจนน้ำลายแตกฟองกระเซ็นไปทั่ว
แม้ว่าซุนเหรินจะอยู่ห่างจากพระองค์มาก แต่อวิ๋นเป่ยเยี่ยก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอนพระวรกายไปข้างหลัง ด้วยเกรงว่าน้ำลายของอีกฝ่ายจะกระเด็นมาโดนพระองค์เข้า
อวิ๋นเป่ยเยี่ยยกมุมพระโอษฐ์ขึ้นเล็กน้อย ซุนเหรินผู้นี้ช่างไม่รู้จักถ่อมตัวเอาเสียเลย ถึงกับกล้าโอ้อวดบุตรชายของตนเองออกหน้าออกตาถึงเพียงนี้
“อีกสิบวันให้หลัง กระหม่อมขอพา 'ซุนฮั่วฮั่ว' บุตรชายของกระหม่อมเข้าวังมาด้วยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” เสนาบดีกรมกลาโหมซุนเหริน เสนอชื่อบุตรชายของตนเองขึ้นมากลางท้องพระโรงอย่างกระตือรือร้น
เหล่าขุนนางต่างลอบมองซุนเหรินด้วยหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น พลางบ่นอุบอิบอยู่ในใจ ผู้อื่นต่างหลีกหนีกันให้วุ่น มีแต่เขานี่แหละที่แกว่งเท้าหาเสี้ยน รนหาที่ใส่ตัวแท้ ๆ เ้าคนบุ่มบ่ามผู้นี้ ไม่รู้ว่าโง่เขลาจริง ๆ หรือว่ามีแผนการอันใดแอบแฝงอยู่กันแน่
อวิ๋นเป่ยเยี่ยมองดูซุนเหรินที่พูดจาเสียงดังสนั่นจนน้ำลายกระเซ็น ซุนเหรินผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ผิวพรรณดำคล้ำ คิ้วดกหนา ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราเฟิ้ม ดวงตากลมโตราวกับกระดิ่งทองแดงสีแดงก่ำเบิกกว้าง ดูดุดันน่ากลัวยิ่งนัก
ภาพลักษณ์โดยรวมของเขาให้ความรู้สึกเหมือนชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็และมีิัหยาบกร้าน
ซุนเหรินเห็นว่าอวิ๋นเป่ยเยี่ยกำลังจ้องมองตนเองอยู่ ก็รีบเค้นรอยยิ้มประจบประแจงออกมา เผยให้เห็นฟันขาวสะอาดเต็มปาก
หากไม่ยิ้มก็คงไม่เท่าไหร่ ทว่าพอซุนเหรินยิ้มออกมา ใบหน้านั้นกลับยิ่งดูประหลาดพิกลนัก
อวิ๋นเป่ยเยี่ยได้แต่ลอบส่ายหน้าอยู่ในใจ
หากบุตรชายของซุนเหรินผู้นี้มีหน้าตาถอดแบบมาจากผู้เป็บิดาแล้วล่ะก็ ไม่ใช่ว่าจะทำให้ตั่วตั๋วบุตรสาวสุดที่รักของพระองค์ใกลัวจนร้องไห้หรอกหรือ?