“แผนที่อันนี้อิงมาจากแผนที่ที่ตกทอดกันมาก่อนที่มนุษย์จะย้ายเข้าไปอยู่ในกำแพงดังนั้นภูมิประเทศอาจจะไม่เหมือนเดิมแต่ก็พอจะใช้นำทางได้ส่วนที่เห็นว่ามีวงกลมวงไว้นั่นหมายความว่าแถวนั้นจะมีสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งอยู่ สัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งที่ว่านี่คือสัตว์ระดับเมืองขึ้นไป”
การินโน้มตัวเข้ามาเพื่อดูให้ชัดๆ ทำเอาใจของอลิสเต้นระรัวอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“แล้วพวกคุณรู้ได้ยังไงว่าตรงไหนมีสัตว์ร้ายระดับไหนอยู่?”
“...ในเมืองมีผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรคนหนึ่งความสามารถของเขาคือแผ่ััออกไปแล้วรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของผู้มีรอยประทับและสัตว์ร้ายได้เขาััได้ว่าทางเขตตะวันออกไม่มีสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรแม้แต่ตัวเดียวและในเขตของป่าวงกตเขาััได้ว่ามีสัตว์ร้ายระดับเมืองรอบ ๆ แค่ 5ตัวเท่านั้นแล้วก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมายด้วย”
การินขมวดคิ้วเดินเลียบลำธารไปสองสามก้าว กล่าวโดยไม่หันกลับมา
“แล้วถ้าเป็คนที่‘กลมกลืนกับธรรมชาติ’อย่างผม เขาจะััได้ไหม?”
อลิสเองก็ฉุกคิดขึ้นได้ถึงแม้ระยะััของเธอจะสั้นกว่าของผู้มีรอบประทับระดับอาณาจักรคนนั้นมากแต่ถ้าเทียบกันในด้านความละเอียดแม่นยำแม้กระทั่งเขาก็เทียบเธอไม่ได้
ดังนั้นการที่เธอััตัวตนของการินไม่ได้ผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรคนนั้นก็คงััไม่ได้เช่นกัน
ชายหนุ่มนั่งลงริมลำธารมองไปยังทิศที่น้ำไหลมา
“บางทีถ้าเราเดินเลียบลำธารตามทิศที่น้ำไหลมาเราอาจจะเจอต้นเหตุของมันก็ได้นะ”
อลิสยกแผนที่ขึ้นมาดูอีกครั้งพยักหน้าเห็นด้วยกับการคาดเดาของการิน
“น่าจะใช่ลำธารนี้มีอยู่ในแผนที่เหมือนกันถ้าเราเดินตามทิศที่กระแสน้ำไหลมาก็จะเจอกับทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่นั่นมีสัตว์ร้ายระดับเมืองอยู่หนึ่งตัวการที่น้ำในลำธารกลายเป็แบบนี้คงเป็ผลกระทบจากสัตว์ร้ายตัวนั้น”
“ห่างจากเมืองแค่สิบกว่ากิโลเมตรมีสัตว์ร้ายระดับเมืองซ่อนตัวอยู่เหรอเนี่ยไม่คาดคิดเลยแฮะ แล้วจะเอายังไง? ไปจัดการมันเลยไหม?”
“ฉันก็อยากทำแบบนั้นแต่คงต้องปรึกษามาเรียกับคนอื่น ๆ ในวันพรุ่งนี้ก่อน”
จากนั้นบรรยากาศริมลำธารพลันเงียบลง
อลิสเหลือบมองไปที่การินแล้วเห็นว่าเขากำลังอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิยกแขนขึ้นกอดอก ดวงตาทั้งสองปิดสนิทคล้ายกับหลับไปแล้ว
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากป่าด้านหลังทั้งคู่อลิสไม่แสดงท่าทีอะไร ส่วนการินลืมตาขึ้น กางแขนออกบิดี้เีพร้อมหาวออกมาทีหนึ่ง
“ฉันเตือนทุกคนเรียบร้อยแล้วทางเธอรู้อะไรบ้างหรือยัง?”
มาเรียเดินมาหยุดอยู่ข้างอลิสแล้วกล่าวขึ้น
อลิสพยักหน้า
“พอจะเดาได้คร่าวๆ แล้ว ฉันจะกลับที่พัก ไว้ค่อยคุยกันระหว่างทาง”
จากนั้นสองสาวก็หันไปมองชายหนุ่มโดยพร้อมเพรียงเห็นเพียงเขาโบกไม้โบกมือโดยไม่หันมา
“ผมขอนั่งเล่นอยู่ตรงนี้ก่อนแล้วกัน”
ทั้งสองจึงเดินจากไป
เดินไปได้สักพักมาเรียพูดขึ้นมา
“เ้าคนที่ชื่อการินนั่นดูไม่ค่อยมีความเคารพพวกเราเหมือนคนอื่นๆ เลยนะ”
“งั้นเหรอ?”
“ใช่น่ะสิคนทั่วไปต่อให้เป็ผู้มีรอยประทับเมื่อเจอกับผู้มีรอยประทับจากสี่ตระกูลผู้ปกครองหรือตระกูลชั้นสูงมักเรียกพวกเราว่า‘ท่าน’นำหน้าทุกครั้งแต่หมอนี่ถึงจะใช้คำสุภาพก็ไม่เคยเรียกพวกเราว่าท่านมาก่อน กระทั่งคำลงท้ายว่า‘ครับ’ก็ยังไม่มี”
มาเรียอธิบายทว่าผ่านไปสักพักแล้วก็ยังไม่ได้ยินอลิสพูดอะไรกลับมา เธอกำลังจะหันไปมองคนข้าง ๆว่าเกิดอะไรขึ้นแต่กลับได้ยินเพื่อนสนิทของตนถามคำถามที่ทำให้เธอต้องชะงัก
“เธอชอบเฟย์ได้ยังไง?”
มาเรียมองไปยังแผ่นหลังของอลิสที่ตอนนี้เดินนำหน้าเธออยู่มาเรียจึงมองไม่เห็นสีหน้าของอลิสในยามนี้
“เธอถามทำไม?”
“ก็ไม่มีอะไรฉันจำได้ว่าถึงเธอกับเฟย์จะรู้จักกันมาหลายปีแต่ก็เจอกันไม่กี่ครั้งเองจำนวนที่คุยกันก็ยังนับคำได้ด้วยด้วยซ้ำแล้วเธอชอบเขาได้ยังไง?”
“เอ่อ...ไม่รู้สิตอนแรกก็แค่รู้สึกสนใจที่นิสัยของเขาต่างจากคนอื่น พอนาน ๆเข้ารู้สึกตัวอีกทีก็มีความรู้สึกว่าชอบคนนี้ไปแล้ว”
“งั้นหรอ”
“เธอถามแบบนี้อย่าบอกนะว่าชอบใครเข้าให้แล้ว?”
“ถ้าอิงจากคำพูดของเธอคงแค่รู้สึกสนใจมากกว่า”
“เห~ ใครกันนะที่ทำให้คุณหนูแห่งตระกูลขนนกอย่างเธอสนใจได้”
มาเรียใช้มือจับไหล่ทั้งสองข้างของเพื่อนสนิทพูดข้างหูเสียงเบา
อลิสเอียงคอ เหลือบมองใบหน้าของเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆ กล่าวด้วยรอยยิ้มแบบที่ไม่มีใครได้เห็นนอกจากคนสนิท
“ลองเดาดูสิ”
มาเรียคิดแล้วคล้ายจะนึกอะไรได้จึงพุ่งไปขวางทางอลิสไว้
“อย่าบอกนะว่าการิน!”
อลิสตะลึงเล็กน้อยถามด้วยใบหน้าที่เริ่มมีสีแดงขึ้น
“นี่ฉันแสดงออกชัดขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“เอ่อ...ก็เปล่าหรอกแต่เธอถามเื่นี้ทันทีหลังจากอยู่กับเขาสองต่อสองมันเลยอดคิดไม่ได้น่ะสรุปแล้ว...การินจริง ๆ เหรอ?”
“ก็...อืม”
อลิสตอบตามตรงทั้งสองรู้จักกันมาั้แ่เด็ก แล้วก็สนิทกันเหมือนพี่น้องแท้ ๆไม่จำเป็ต้องมีความลับอะไรต่ออีกฝ่าย
“เื่รูปร่างหน้าตาฉันให้ผ่านอายุน้อยกว่าเธอประมาณ 2 ปี พอรับได้ ที่ยังไม่รู้ก็คือเื่ความฉลาดความแข็งแกร่ง นิสัย แล้วก็ฐานะทางครอบครัว”
มาเรียวิเคราะห์ด้วยสีหน้าจริงจังอลิสที่เห็นก็ยิ้มออกมา เพื่อนของเธอย่อมอยากให้เธอคบกับคนที่ดีจริง ๆ
“เื่ความฉลาดเขาสามารถเดาแผนการของสี่ตระกูลได้เพียงฟังคำใบ้ของฉันแค่ไม่กี่ประโยคเื่ความแข็งแกร่งในใบข้อมูลเขียนว่าเขาอยู่ระดับทั่วไปแต่ฉันััไม่ได้ว่าเขาอยู่ระดับไหนเลยยังไม่อยากเชื่อใบข้อมูลสักเท่าไหร่เขาเคยปกปิดเื่ที่รอยประทับตื่นขึ้นมาดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่เขาจะปกปิดระดับจริงๆ ของตัวเอง อีกอย่างรอยประทับของเขาพึ่งตื่นขึ้นได้แค่ครึ่งปีเอง”
“เื่นิสัยฉันยังไม่แน่ใจคงต้องดูกันไปก่อนแต่ในเขตตะวันออกทุกคนบอกว่าเขาค่อนข้างเกียจคร้าน ส่วนเื่ฐานะทางครอบครัวรู้สึกว่าแม่ของเขาจะเป็ผู้มีรอยประทับแล้วแต่งเข้าตระกูลมีชื่อแต่ตัวเขาถูกนำมาเลี้ยงไว้กับตายาย”
อลิสพูดในเื่ที่เธอรู้ออกมามาเรียที่ได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วกล่าวสัพยอกเพื่อนสนิทของตน
“แหม~ เพิ่งจะรู้สึกสนใจเขาก็อวยซะขนาดนี้เลยนะ”
“ฉันก็แค่พูดตามที่รู้”
มาเรียหัวเราะแล้วเปลี่ยนมาเป็จริงจังอีกครั้ง
“แล้วเธอรู้ไหมว่าตระกูลไหนที่แม่ของเขาแต่งเข้า?”
“ไม่รู้ในใบข้อมูลไม่ได้บอกเอาไว้”
“ถ้าเป็1 ใน 12 ตระกูลชั้นสูงก็ดีสิ อย่างน้อยพ่อกับแม่ของเธอคงพอรับได้”
“ตระกูล...”
อลิสพึมพำก่อนจะมุ่นคิ้วกล่าวเสียงแ่
“การินมีั์ตาสีม่วง...”
“ั์ตาสีม่วง?ในเมืองกลาซิสมีแค่ไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่มีตาสีนี้แต่ในบรรดาตระกูลมีชื่อมีแค่...!”
มาเรียเบิกตากว้างก่อนจะทำสีหน้าแปลกพิกล
“ก็จริงอยู่นะถ้าเป็อย่างที่เราคิดคงไม่มีปัญหาในเื่ฐานะของเขาแต่ว่า...ถ้าเป็แบบนั้นจริง...เฮ้อ ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี”
…
ในเวลาเดียวกันการินที่นั่งอยู่ริมลำธารได้ลุกขึ้นแล้ว
“ขอแค่เป็พลังที่‘กลมกลืนกับธรรมชาติ’เธอก็จะไม่รู้สินะ…”
ชายหนุ่มพึมพำ
“...ระยะการรับรู้ตีไว้เป็หนึ่งกิโลเมตรไว้ก่อนแล้วกัน นี่เป็ครั้งแรกที่เราจะสู้ด้วยร่างกายจริงๆ ซะด้วยสิถ้าจะจัดการสัตว์ร้ายระดับเมืองที่ทำให้น้ำในลำธารเป็แบบนี้คงไม่มีทางจัดการเงียบๆ ได้แน่...”
การินมองไปยังทิศๆ หนึ่ง ก่อนที่ร่างกายของชายหนุ่มจะลอยขึ้นจากพื้นดิน
การลอยตัวของเขาไม่เหมือนกับของมาเรียที่ใช้ลมช่วยรอบตัวของการินนิ่งสงบ มีเพียงปลายผ้าคลุมที่ขยับเบา ๆ เพราะการเคลื่อนที่ของเขา
ราวกับว่าเขาสามารถลอยตัวได้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว
การินเหาะขึ้นไม่สูงมากก่อนจะลอยตัวไปด้านหน้าด้วยความเร็วไม่มากไม่น้อยเมื่อเจอกิ่งไม้ก็สามารถหลบได้อย่างคล่องแคล่ว
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลังจากทุกคนทานอาหารเช้าเสร็จอลิสได้เรียกพวกเขามาเพื่อเล่าเื่ที่เคยคาดเดากับการินให้ทุกคนฟัง
เมื่อได้ยินว่ามีสัตว์ร้ายระดับเมืองอยู่ใกล้กำแพงเขตตะวันออกเพียงนี้ผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกต่างแตกตื่นกันถ้วนหน้า แม้กระทั่งเบดัลที่มีสีหน้าสุขุมอยู่ตลอดตอนเจอหมีเขาเขี้ยวก็ยังหน้าซีด
สัตว์ร้ายระดับทั่วไปถ้าวางแผนดีๆ นักรบที่ผ่านการฝึกคนเดียวก็สามารถโค่นมันได้หรือใช้นักรบ 5-6คนก็ไม่ใช่เื่ยากที่จะจัดการ
สัตว์ร้ายระดับหมู่บ้านแม้จะยากสักหน่อยแต่ถ้าใช้นักรบ 30-40 คนก็พอจะจัดการได้
ทว่าสำหรับสัตว์ร้ายระดับเมืองนั้นไม่เหมือนกับระดับก่อนหน้านี้เคยมีครั้งหนึ่งทางเมืองได้ระดมนักรบกว่า 200 คนเพื่อไปจัดการกับสัตว์ร้ายระดับเมืองที่เพิ่งเลื่อนขั้นมาใหม่ ๆ
ผลลัพธ์ก็คือผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาทีนักรบเกินครึ่งถูกสัตว์ร้ายตัวนั้นเล่นงานาเ็ล้มตายเป็ระนาวโชคดีที่ตอนนั้นผู้มีรอยประทับระดับเมืองมาช่วยได้ทัน
เห็นได้ชัดว่าการใช้จำนวนไม่มีผลกับสัตว์ร้ายระดับเมือง
แน่นอนว่านั่นมันสำหรับนักรบซึ่งเป็คนธรรมดาในกรณีของผู้มีรอยประทับนั้นถ้าเจอสัตว์ร้ายระดับเมืองต้องใช้ผู้มีรอยประทับระดับหมู่บ้านประมาณ30 คนขึ้นไปถึงจะสู้ได้
ในเขตตะวันออกมีผู้มีรอยประทับระดับหมู่บ้านไม่ถึง10 คนด้วยซ้ำถ้าสัตว์ร้ายระดับเมืองตัวนี้มันคิดบุกเมืองเขตตะวันออกละก็พวกเขาคงต้านไม่ไหวแน่นอน
ทว่าคำพูดถัดมาของอลิสก็ยิ่งทำให้พวกเขาตะลึงเข้าไปยิ่งกว่าเดิมอีก
“เพราะแบบนี้ฉันจึงคิดจะฝากให้มาเรียนำพวกคุณเดินทางล่วงหน้าไปก่อนส่วนฉันจะแยกตัวไปจัดการสัตว์ร้ายตัวนั้น”
ทุกคนในที่แห่งนี้นอกจากมาเรียซึ่งยังเฉยๆ แล้ว ที่เหลือล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุด จนในที่สุด เกรเตอร์ หัวหน้าหน่วยสี่ผู้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มหนึ่งของอลิสก็ถามขึ้น
“ท่านอลิส...จัดการมันได้หรือครับ?”
“แน่นอน”
เสียงอันนุ่มนวลแต่สั้นกระชับของอลิสทำให้เหล่าผู้มีรอยประทับแห่งเขตตะวันออกพูดไม่ออก
ตอนนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหัวหน้าหน่วยที่หนึ่งคนใหม่นี้เป็ผู้มีรอยประทับระดับเมืองแน่นอน!เดิมทีพวกเขาคิดว่าอลิสน่าจะเป็คนไร้พร์ที่ทางตระกูลขนนกไม่้าถึงได้ส่งให้เธอมาประจำการที่เขตตะวันออกแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเหตุผลที่พวกเขาส่งคนของตัวเองมาน่าจะเป็เพราะทางสี่ตระกูลได้ให้ความสำคัญกับภารกิจกวาดล้างมากต่างหาก
อลิสกวาดสายตาไปยังกลุ่มคนเบื้องหน้าจนมาหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังสุดของกลุ่ม ซึ่งตอนนี้เขากำลังอ้าปากหาวหวอดไม่สะทกสะท้านต่อคำที่เธอพูดไปก่อนหน้านี้หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าว
“แต่ฉันอยากได้หัวหน้าหน่วยที่สามสิบหก...มาร่วมเดินทางด้วย”