อาหารมื้อค่ำที่แสนวุ่นวายนี้สิ้นสุดในเวลา 4 ทุ่มตรง เมื่อทั้งสองคนเดินออกมาจากเรือเพิร์ล หลานซินก็กล่าวขอโทษเซียวเจิ้งด้วยความเสียใจ
“เซียวเจิ้ง วันนี้ฉันต้องขอโทษจริง ๆ นะคะ ฉันไม่คิดเลยว่าจะมาเจอตู้ฮ่าวที่นี่”
“ผมไม่เป็อะไรสักหน่อย และอีกอย่าง ผมก็ได้มากินอาหารมื้อใหญ่ ราคาแพงด้วย” เซียวเจิ้งสูบบุหรี่ท่ามกลางสายลม เขาพูดพลางคลี่ยิ้มออกมา
หลานซินรู้สึกได้ว่าเซียวเจิ้งกำลังปลอบใจเธออยู่ เธออธิบายเสียงเบาว่า
“เป็เพราะว่าซินอ้าวเจรจาธุรกิจกับตู้ฮ่าว ก็เลยมีการติดต่อกันหลายครั้งน่ะค่ะ ตอนแรกฉันคิดว่าผ่านไปนานหลายปี นิสัยไม่ดีใน่มัธยมปลายของเขาน่าจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าจะยังคงเหมือนเดิม”
เซียวเจิ้งยิ้มรับ “คนโบราณถึงได้พูดเอาไว้ไงครับว่า รู้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ”
บังอาจมาดูถูกพี่เจิ้งใช่ไหม? คิดว่าฉันไม่กล้านินทานายลับหลังเหรอ? เซียวเจิ้งตัดสินใจใช้ฝีปากของตัวเองทำร้ายตู้ฮ่าว!
เมืองิจูในยามค่ำคืนสว่างไสวเป็อย่างยิ่ง สายลมจากแม่น้ำได้พัดพาเอาความสดชื่นมาด้วย หลานซินยังไม่คิดที่จะไปรับรถ แต่เลือกเดินไปตามริมฝั่งแม่น้ำกับเซียวเจิ้งเพื่อย่อยอาหารรสเลิศในวันนี้
นี่เป็ค่ำคืนที่มีค่ามากสำหรับหลานซิน ไม่ใช่แค่ได้ทานอาหารกับเซียวเจิ้งตามลำพังเท่านั้น แต่ยังได้เดินเล่นและพูดคุยกับเขาหลังจากที่ทานอาหารเสร็จ เธอได้ใกล้ชิดกับผู้ชายที่เธอแอบชอบมาตลอด 8 ปี
“เซียวเจิ้ง คุณเข้าไปเป็ทหาร หลังจากที่ลาออกจากโรงเรียนเหรอคะ?”
หลานซินลูบเส้นผมที่ปลิวไสวไปตามแรงลม จากนั้นกล่าวออกมาเบา ๆ
หลานซินไม่แปลกใจเลยที่เธอสอบถามเื่ของเซียวเจิ้งจากคนอื่น แต่ก็ไม่มีใครรู้ที่อยู่ของเขา ที่แท้เขาก็เข้าไปอยู่ในกองทัพ
“ใช่ครับ หลังจากที่ผมลาออกจากโรงเรียน ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะยังไม่ถึงวัยที่จะทำงานได้ เพราะแบบนั้น ผมก็เลยไปเป็ทหารอยู่ที่เยียนจิง 2 ปี”
เซียวเจิ้งไม่ได้ปิดเื่นี้เป็ความลับ เขากล่าวออกมาอย่างหน้าตาเฉย
“แต่ว่าตอนนั้นผมหุนหันพลันแล่นเกินไปหน่อย ดันไปทำให้คนในกองทัพาเ็เข้า อยู่ได้ไม่ถึง 2 ปี ผมก็ถูกไล่ออกมาจากกองทัพ”
หลานซินที่รับฟังรู้สึกเป็ห่วงเขาขึ้นมา เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ซินอ้าวกำลังอยู่ใน่ขาขึ้น ฉันเชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พวกเราสามารถตีตลาดในเมืองิจูได้สำเร็จ ในอนาคตจะต้องมีโอกาสอีกมากแน่นอน”
“งั้นหลังจากนี้ ผมคงต้องขอให้ผู้อำนวยการหลานสนับสนุนผมให้มากแล้วล่ะครับ” เซียวเจิ้งหัวเราะออกมา
หลานซินหน้าแดงก่ำ กล่าวออกมาเบา ๆ ว่า “ฉันเป็แค่พนักงานชั่วคราว อย่าวิ่งมาหาฉันเลยค่ะ”
อาการเขินอายของสาวสวยคือภาพที่น่าประทับใจที่สุดในโลก โคมไฟสีส้มบนถนนได้สะท้อนภาพใบหน้าอันขาวผ่องและงดงามของหลานซิน ดวงตากลมโตที่ส่องประกายแวววาวไปด้วยหยาดน้ำคู่นั้นได้ดึงดูดให้ผู้คนเกิดความรักใคร่ ริมฝีปากสีแดงสดอันเย้ายวนราวกับดอกกุหลาบที่ผลิบานช่างดูงดงาม ชวนให้ผู้คนฝันหวาน เซียวเจิ้งที่ไม่ได้ติดต่อพูดคุยกับผู้หญิงทั่วไปมานานได้แต่จ้องมองภาพนั้นด้วยความหลงใหล ตกอยู่ในภวังค์
“เซียวเจิ้ง.......”
เมื่อถูกเซียวเจิ้งจ้องมองอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ หลานซินก็เรียกชื่อเขาออกมาเบา ๆ หัวใจของเธอเต้นรัว ใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำ ไม่รู้ว่าควรจะวางมือเล็ก ๆ คู่นั้นเอาไว้ตรงไหน เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่พร่ามัวของเซียวเจิ้ง ผู้อำนวยการหลานผู้มีความสามารถและทำงานด้วยความเด็ดขาดกลับมีจิตใจคล้ายกับกวางตัวน้อย ร่างกายอันบอบบางร้อนผ่าวไปหมด
คืนนี้หลานซินสวมชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนที่ตัดเย็บด้วยความประณีต ชุดนี้ทำมาจากเนื้อผ้าที่บางเบา เมื่อสายลมจากแม่น้ำพัดผ่านมา กระโปรงก็พริ้วไสวไปตามแรงลมนั้น ทำให้หลานซินดูเหมือนนางฟ้าบน์ที่แสนงดงามและน่าประทับใจ ยิ่งเมื่อรวมกับท่าทีอันอ่อนหวานและสง่างามของผู้อำนวยการหลาน เธอก็ยิ่งดูน่าหลงใหลมากขึ้นเรื่อย ๆ พลังทำลายล้างที่รุนแรงเช่นนี้ ทำให้แม้แต่เซียวเจิ้งผู้หนักแน่นและแข็งแกร่ง ก็ยังยากที่จะควบคุมตัวเองไม่ให้เกิดความคิดที่ชั่วร้ายได้
“คุณเคยเป็เพื่อนร่วมชั้นของผมจริง ๆ เหรอครับ?” ในที่สุดเซียวเจิ้งที่นิ่งเงียบไปนานก็เอ่ยถามขึ้นมา
“จริงค่ะ” หลานซินพยักหน้าเบา ๆ อย่างไม่เหลือมาดผู้อำนวยการผู้ยิ่งใหญ่ “ฉันนั่งอยู่แถวหลังของคุณ”
“คุณไปทำศัลยกรรมมาเหรอ?” เซียวเจิ้งเอ่ยถามออกมาอย่างกะทันหัน “ผมไม่เห็นจะจำได้เลยว่าในสมัยมัธยมปลาย มีเพื่อนร่วมชั้นสวย ๆ แบบคุณอยู่ด้วย”
หลานซินหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เธอกัดริมฝีปากสีแดงสดของเธอเบา ๆ
“ฉันไม่ได้ทำศัลยกรรมค่ะ ถ้าคุณไม่เชื่อ ฉันจะเอารูปถ่ายสมัยมัธยมปลายมาให้คุณดู”
“นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมคิดเอาไว้”
เซียวเจิ้งหัวเราะออกมา ในที่สุดเขาก็คลี่คลายความกระดากอายเมื่อครู่นี้ได้สำเร็จ จากนั้นเขาก็เอ่ยถามเธอว่า
“ตอนนี้ดึกมากแล้ว คุณยังไม่กลับอีกเหรอครับ?”
เมื่อหลานซินได้ยินคำพูดของเขา เธอก็รู้สึกไม่ยินยอมนัก แต่เธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะเดินเล่นต่อแล้วจริง ๆ ดังนั้นเธอจึงพยักหน้า แล้วกล่าวว่า
“อืม แต่ว่ารถของฉันอยู่ทางด้านนั้นน่ะค่ะ”
เธอชี้ไปยังลานจอดรถที่อยู่อีกฝั่งของถนน ซึ่งอยู่ห่างจากตรงนี้ไม่ไกลนัก ห่างกันเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น
“ผมจะไปส่งคุณขึ้นรถเองครับ” เซียวเจิ้งคลี่ยิ้ม
“ค่ะ”
่เวลา 4 ทุ่มในเมืองิจูนั้นคึกคัก มีชีวิตชีวาเป็อย่างมาก โดยเฉพาะในตัวเมืองที่มีคนพลุกพล่านเช่นนี้ แม้แต่ใน่รุ่งสาง ที่นี่ก็ไม่เคยขาดแคลนชาวเมืองที่ออกมาเดินบนถนน จะบอกว่าที่นี่คือเมืองที่ไม่เคยหลับใหลก็ว่าได้ ยิ่งตกกลางคืนก็ยิ่งงดงามและเต็มไปด้วยแสงไฟ
ตกดึกแบบนี้ยังมีผู้คนที่ออกมาเดินด้วยกันเป็กลุ่ม แต่ส่วนใหญ่แล้วจะออกมาเดินเป็คู่เสียมากกว่า บางคู่เดินจับมือกัน บางคู่ก็อิงแอบแนบชิด กระซิบกระซาบกัน หลานซินผู้มีชีวิตอยู่มา 26 ปีแต่ยังไม่เคยมีความรักนั้นรู้สึกโหยหามันมาก
เมื่อพูดถึงเื่นี้ ด้วยคุณสมบัติที่เพียบพร้อมของหลานซิน ขอเพียงแค่เธอยอมลดความ้าลงสักเล็กน้อย หนุ่ม ๆ ก็พร้อมที่จะตะครุบตัวเธออย่างแ่าราวกับตั๊กแตน
ที่เธอทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่ยังไม่เคยมีความสัมพันธ์กับใคร แม้แต่ผู้ชายที่พยายามจะพัฒนาความสัมพันธ์กับเธอก็ยังไม่มี เหตุผลข้อแรกคือเธอไม่มีตัวเลือกอยู่ในซินอ้าว ส่วนข้อที่สองคือเธอคิดถึงเซียวเจิ้งตลอดเวลา เธอจึงไม่ได้คิดถึงเื่อื่น
และในตอนนี้ เธอกับเซียวเจิ้งก็กำลังเดินเล่นอยู่บนถนน และเพลิดเพลินไปกับสายลมเย็น ๆ ในยามค่ำคืน ไม่มีใครรู้หรอกว่าในใจของเธอกำลังมีความสุขมากแค่ไหน
่เวลานี้ไม่ใช่ภาพที่เธอเคยจินตนาการเอาไว้เมื่อ 8 ปีก่อนหรอกเหรอ? ใน่มัธยมปลายปีที่ 3 เธอใช้เวลาหลังเลิกเรียนเพ้อฝันนับครั้งไม่ถ้วน ว่าเธอกับเซียวเจิ้งได้เดินเคียงข้างกันอยู่บนถนน ถึงจะพูดคุยกันแค่เื่การออกกำลังกายที่ยากจะเข้าใจ เธอก็ยังรู้สึกดีกับมัน
ในที่สุดวันนี้ เธอก็ทำให้ความฝันเมื่อ 8 ปีก่อนเป็จริงได้สำเร็จ แต่ว่ามันยังอยู่ห่างไกลไปจากคำว่าพอใจ เธอไม่พอใจเลยแม้แต่นิดเดียว...........
ผู้หญิงมักจะมีความโลภและไม่พอใจต่อความรัก เว้นแต่ว่าจะมีผู้ชายที่ล่วงล้ำเข้าไปในหัวใจของเธอจริง ๆ และทิ้งร่องรอยที่น่าจดจำเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่มีวันพอใจ
หลานซินเอียงศีรษะ จ้องมองใบหน้าของเซียวเจิ้งที่ตราตรึงอยู่ในใจของเธออย่างละเอียดถี่ถ้วน และนิ่งคิดอยู่นาน
ใบหน้าของเขามีความแข็งกร้าวมากกว่าในสมัยมัธยมปลาย ผิวพรรณหยาบกร้านขึ้นเล็กน้อย ความเยาว์วัยลดน้อยลง ดูผ่านโลกมาอย่างโชกโชน สายตาของเขาไม่ได้บริสุทธิ์เหมือนในอดีต แต่กลายเป็ความลึกล้ำและเลือนรางราวกับทะเลที่ไร้ก้นบึ้ง เพียงแค่สบตามองก็คล้ายกับว่าหลงเข้าไปข้างใน หาทางออกไม่ได้
จมูกของเขาโด่งเป็สัน ริมฝีปากบางเฉียบ เหนือริมฝีปากปกคลุมไปด้วยเคราสีเขียว ซึ่งเพิ่มเสน่ห์ความเป็ชายให้กับเขา ในยามที่เขาหัวเราะ ใบหน้าอันสดใสสมัยมัธยมปลายได้ปรากฏให้เห็นอย่างเลือนราง แต่เมื่อเสียงหัวเราะนั้นเงียบลงไป บนใบหน้ากลับเผยความโดดเดี่ยวและว่างเปล่า ราวกับว่าเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่น่าจดจำยังคงฝังอยู่ในใจ มันทำให้เธอรู้สึกเศร้าใจมากเหลือเกิน
“ระวัง!”
ทันใดนั้นเอง เซียวเจิ้งก็คว้าเอวอันบอบบาง นุ่มนิ่มของหลานซินที่กำลังเหม่อลอยมากอดเอาไว้แน่น แล้วพาเธอหลบรถยนต์ที่แล่นมาด้วยความเร็วอย่างว่องไว
ด้วยแรงหมุนของเซียวเจิ้ง ทำให้ร่างกายของหลานซินฝังอยู่ในอ้อมแขนของเขา แขนทั้งสองข้างยกขึ้นโอบรอบลำคอของเซียวเจิ้ง เธอไม่กล้าปล่อยมือ และไม่อยากปล่อยมือไปเลย........
เมื่อได้แนบชิดอยู่ในอ้อมแขนของเซียวเจิ้ง หลานซินััได้ถึงอุณหภูมิจากร่างกายของเขา เช่นเดียวกันกับกลิ่นบุหรี่จาง ๆ
มองจากภายนอก ร่างกายของเซียวเจิ้งอาจไม่ได้ดูแข็งแรงกำยำนัก แต่ทันทีที่เขาััก็รู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง นี่ไม่ใช่กล้ามเนื้อที่เสริมสร้างมาจากการเข้ายิม แต่ภายใต้ผิวััที่ราบเรียบนั้น มีกล้ามเนื้อที่แทบจะะเิพลังออกมาได้
เซียวเจิ้งที่ทรงตัวอย่างมั่นคงได้แล้ว ปล่อยมือที่กอดอยู่บนเอวของผู้อำนวยการหลาน เขาเอ่ยถามออกมาเบา ๆ ว่า
“คุณไม่เป็ไรใช่ไหมครับ?”
“เป็ค่ะ!”
หลานซินยังไม่ยอมปล่อยมือทั้งสองข้าง เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จ้องมองเซียวเจิ้งด้วยสายตาที่พร่ามัว
“เกิดอะไรขึ้นครับ? คุณาเ็ตรงไหน?” เซียวเจิ้งเอ่ยถามด้วยความกังวล
หลานซินกัดริมฝีปากของตัวเอง ใบหน้างดงามขึ้นสีแดงก่ำ เธอพูดออกมาว่า “ในใจค่ะ!”
หลังจากที่เว้น่ไปชั่วครู่ ผู้อำนวยการหลานก็กล่าวอย่างดื้อดึง
“เซียวเจิ้ง ฉันชอบคุณ ฉันชอบคุณมาตลอด 8 ปี!”
“เพื่อที่จะได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกับคุณ ฉันยอมทิ้งโอกาสที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยิจู และเรียนซ้ำชั้นไปอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ”
“ตลอด 8 ปีมานี้ ฉันไม่เคยลืมคุณเลย ฉันเชื่อว่าคุณจะต้องกลับมาในสักวัน ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ภายในใจของฉัน คุณก็ยังคงเป็เซียวเจิ้ง ขุนศึกตัวน้อยแห่งโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่ง เป็คนที่ยืนหยัดต่อสู้อย่างกล้าหาญเพื่อความถูกต้อง!”