Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์

    ตอนที่ 4 คุกใต้เหมือง

    BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
    ตอนที่ 4 คุกใต้เหมือง
    ภายในกระท่อมหลังน้อย ตะเกียงน้ำมันส่องแสงสลัว หีบไม้โบราณเปิดออก เผยให้เห็นกริชสีครามเขียวคล้ำเล่มหนึ่ง ม้วนตำราเหลืองซีดพับหนึ่ง และด้ามสลักสีเทาเข้มยาวครึ่งฉื่อด้ามสลักนับเป็นเครื่องมือที่นักสลักวิญญาณใช้จารึกรอยสลักวิญญาณ มีลักษณะคล้ายกับพู่กัน เพียงแต่ตรงปลายเป็นใบมีดแหลมแทนที่จะเป็นขนสัตว์บางอ่อน ด้วยเหตุนี้มันจึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่ามีดสลักหลินสวินชอบเรียกว่ามีดสลัก (เหวินเตา) มากกว่า เพราะมันออกเสียงคล้ายคำว่า ‘ถามไถ่’ (เวิ่นเต้า) ในถามไถ่ทั่วโลกหล้า ใครเล่าจะเทียบเทียม มันทำให้รู้สึกฮึกเหิมอย่างบอกไม่ถูกชั่วขณะใหญ่ที่หลินสวินไม่อาจละสายตาจากตำราเหลืองซีดและด้ามสลักสีเทาเข้มนั้นได้ ของทั้งสองสิ่งล้วนพิเศษสำหรับเขาเป็นที่สุดตำราที่ไม่มีชื่อเรื่องเล่มนั้นหนาสามนิ้วมือ ปกทำมาจากหนังสัตว์ที่เริ่มเปื่อยยุ่ย บ่งบอกว่าการมีอยู่ของมันมีมาแต่โบราณกาล มองปราดเดียวก็รู้สึกได้โดยพลันถึงความเก่าคร่ำคร่าส่วนด้ามสลักยาวครึ่งฉื่อด้ามนั้นพิเศษและแตกต่าง มันไม่เหมือนด้ามสลักอื่นที่พบได้ทั่วไป หากแต่มีรูปร่างคล้ายกระบี่ทื่อเล่มหนึ่ง พื้นผิวมีลวดลายพิศวง ปลายของมันแหลมประดุจคมดาบคมกระบี่ แผ่รังสีความเย็นยะเยือกที่หนาวจนจับกระดูกและขั้วหัวใจของสองสิ่งนี้คือสมบัติลับสุดยอดของหลินสวินนอกเหนือจากนั้น ในหีบยังมีวัตถุดิบวิญญาณอีกหลายอย่าง อาทิ กระดูก หนังสัตว์ สมุนไพรและแร่ต่างๆ ที่สามารถใช้หลอมอาวุธ หรือใช้แทนหมึกวิญญาณ หรือวัตถุดิบสำหรับจารึกรอยสลักวิญญาณหลังผ่านกรรมวิถีพิเศษหลินสวินเพียรสะสมพวกมันทุกชิ้นตลอดการเดินทางอันยาวนานของเขา ซึ่งหากนำไปขายคงจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำที่มุมหีบยังมีกองไม้แข็งประดุจหยก ลักษณะขรุขระ นูนบ้างเว้าบ้าง ชิ้นขนาดเท่าหัวแม่โป้งอยู่กองหนึ่งไม้พวกนั้นได้มาจากต้นไม้วิเศษชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ‘หญ้าสีเงิน’ แข็งประดุจศิลา หากแต่ด้อยราคายิ่งสำหรับนักสลักวิญญาณฝึกหัดอย่างหลินสวิน นับว่าเป็นวัตถุดิบที่ดีเลิศที่สุดสำหรับการฝึกฝนหลินสวินล้วงหยิบตำราม้วนนั้นออกมาจากหีบด้วยความระมัดระวังยิ่ง และวางมันลงบนโต๊ะริมหน้าต่างเขาไม่ได้เปิดมันออก ได้แต่เพียงนั่งมองมันอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบเชียบและครุ่นคิดความทรงจำต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาในหัวและพาเขาย้อนกลับคืนสู่ภาพอดีต...คุกร้างแห่งนั้นสร้างอยู่ใต้เหมืองแร่ กักขังผู้คนมากมายไว้ภายในหลินสวินอาศัยอยู่ในคุกแห่งนั้นตั้งแต่แบเบาะ ท้องฟ้ามืดมนตลอดเวลาไม่มีแม้แต่แสงอาทิตย์เล็ดลอดเข้ามา คุกแห่งนั้นจึงชื้นแฉะอยู่เสมออากาศให้หายใจก็น้อยมาก แม้ว่านักโทษจะตายลงทุกวัน แต่นักโทษรายใหม่ก็ถูกส่งเข้ามาเพิ่มไม่ขาดสายเท่าที่จำความได้ เขาไม่เคยเห็นใครหนีออกจากคุกนั้นพ้น จวบจนวันที่มันถูกทำลายลงอย่างราบคาบอันที่จริงหลินสวินหาใช่นักโทษไม่ เขาเพียงถูกทิ้งเอาไว้ตั้งแต่แรกเกิด และเกือบจะโดนนักโทษใจทมิฬที่พบเจอเข้าจับกินประทังชีวิตไปแล้วเขารับรู้เรื่องราวเหล่านั้นจากปากของท่านลู่ ผู้ที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ไม่มีใครรู้ภูมิหลังความเป็นมาของท่านลู่ แต่นักโทษและทหารยามทุกคนต่างล้วนปฏิบัติกับท่านเป็นพิเศษและให้ความเคารพอย่างสูงสุด...นั่นก็เพราะท่านคือนักสลักวิญญาณ!ท่านรับหลินสวินมาอุปการะเลี้ยงดู และคอยให้เขาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้มากมายตั้งแต่ยังเล็กๆท่านสอนให้หลินสวินอ่านหนังสือ สอนให้แยกแยะวัตถุวิญญาณ ทำหมึกวิญญาณ ท่องจำและฝึกจารึกรอยสลักวิญญาณรูปแบบต่างๆ... พร้อมกันนั้นยังทำงานบ้านจำพวกยกน้ำชา ตักน้ำ ซักเสื้อผ้า ทำอาหารเย็น และอื่นๆ อีกมากมายด้วยหลินสวินถือว่าตนเป็นศิษย์ของท่านลู่เสมอมา เฉกเช่นทหารยามและนักโทษคนอื่นๆกระนั้นท่านลู่ก็หาได้ยอมรับความเป็นครูศิษย์กับหลินสวิน ท่านเคยเปรยครั้งหนึ่งว่าท่านไม่ต้องการรับลูกศิษย์ตลอดชีวิต และหลินสวินก็เป็นเพียงแค่เด็กรับใช้ข้างกายท่านเท่านั้นหลายครั้งหลินสวินก็น้อยใจกับถ้อยคำเหล่านั้น หากแต่เขาก็ค่อยๆ ลืมเมื่อเวลาผ่านไป ข้างในส่วนลึกแล้ว เขาก็ยังคงถือว่าท่านลู่เป็นครูของเขา และให้ความเคารพเสมอมาชีวิตในเรือนจำมืดมิดแห่งนั้นน่าเบื่อหน่าย เมื่อหลินสวินค่อยๆ โตขึ้นก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น ว่าที่แท้นอกจากคุกใต้เหมืองแห่งนี้แล้ว ยังมีโลกที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่าวันที่เขาย่างเข้าเก้าขวบ เป็นครั้งแรกที่ท่านลู่พาเขาออกมาจากคุก แม้จะในระยะเวลาสั้นๆ เพียงสามวันก็ตามในสามวันนั้นสร้างความสั่นสะเทือนอย่างยิ่งใหญ่ให้หลินสวิน เขาได้เห็นโลกภายนอก ได้เห็นแสงตะวันเจิดจ้า ท้องฟ้าครามใส และหมู่เมฆลอยไหวขาวโพลนนับแต่นั้นมา ท่านลู่ก็จะพาเขาออกมาข้างนอกอีกเป็นครั้งคราว อย่างน้อยครั้งละสามถึงสิบวันจุดประสงค์ของการออกมาข้างนอกนั้นก็เพื่อที่จะเก็บวัตถุดิบวิญญาณ ที่ท่านลู่จำเป็นต้องใช้ประกอบพิธีจารึกสลักวิญญาณ หาได้มีอะไรมากไปกว่านั้นถึงกระนั้นทุกครั้งที่ออกมาก็ทำให้หลินสวินได้รู้จักโลกภายนอกมากขึ้น และขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจ เหตุใดท่านลู่จึงเลือกที่จะเฉาตายอยู่ในคุกที่มืดมนดุจนรก แทนที่จะมีชีวิตอยู่อย่างอิสรเสรีข้างนอกนั่นเล่าน่าเสียดายที่เขาไม่เคยได้รับคำตอบที่แท้จริงจวบจนวันที่คุกถูกทำลายจนสิ้นซากเมื่อคิดถึงภาพซากปรักหักพังของคุกแห่งนั้นทำให้หลินสวินที่ยังนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานถึงกับครั่นคร้าม ความทรงจำชวนสยดสยองเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสามเดือนก่อน ย้อนเข้ามาฉายซ้ำในหัวของเขามันเป็นเพียงวันธรรมดาๆ ที่ไม่ต่างจากวันอื่นใดเขากำลังฝึกจารึก ‘รอยสลักวิญญาณไม้เขียว’ ขณะที่ท่านลู่กำลังหลอมวัตถุดิบวิญญาณอยู่ในเตาหลอม พลางกล่าวพึมพำกับตัวเองข้างนอกนั่น ทหารยามหลายนายกำลังฟาดแส้เหล็กอาบเลือดลงโทษเหล่านักโทษขี้คร้าน เสียงตะคอก ก่นด่า และเสียงโหยหวนดังสะท้อนก้องคุกมืดแห่งนั้นหลินสวินเคยชินแล้วกับวันเวลาเหล่านี้ และหาได้มีความเห็นใจให้แก่นักโทษสามานย์พวกนั้นอีกต่อไป แม้หลายครั้งสภาพของพวกเขาจะช่างเวทนานักก็ตามสิ่งเดียวที่ผิดปกติในวันนั้นคือตัวท่านลู่เองตั้งแต่เด็กหลินสวินรู้ดีว่าท่านลู่เป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียวและใจร้อน เขาถูกท่านด่าทอบ่อยเสียจนคุ้นชินแล้วแต่ท่านลู่ไม่เคยลงไม้ลงมือกับเขา และท่านจะด่าว่าก็ต่อเมื่อหลินสวินทำอะไรผิดเท่านั้นแต่วันนั้นท่านลู่ดูฉุนเฉียวกว่าทุกวัน ท่านทำลายข้าวของแทบทุกอย่างในคุก ทำลายไม่เว้นแม้แต่ด้ามสลักคู่ใจท่านอย่าง ‘ทองปะทุเพลิง’หลังจากนั้นท่านก็ลากหีบไม้เก่าแก่หีบหนึ่งออกมา แล้วใส่ตำราสีเหลืองซีด กริชสีครามเขียวคล้ำและด้ามสลักทื่อยาวครึ่งฉื่อเข้าไป ก่อนยื่นหีบนั่นให้กับหลินสวิน ผู้ที่ไม่ใช่เพียงประหลาดใจ หากแต่ยังสับสนอยู่ด้วยท่านลู่มีสีหน้าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซับซ้อนถึงที่สุด อารมณ์ปนเประหว่างความเกลียดชังเจ็บปวด จนใจ และไม่ยินยอม แต่สุดท้ายอารมณ์ทั้งหมดล้วนกลายเป็นความคร่ำเครียดและเคร่งขรึมความจริงจังและเคร่งขรึมเช่นนั้นเป็นสิ่งที่หลินสวินไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่มีวันลืมภาพนั้นลงท่านลู่บีบไหล่เขาแรงเสียจนกระดูกแทบแหลก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแหบห้าวแต่หนักแน่น ‘นับแต่วันนี้ไป เจ้าต้องอยู่คนเดียวให้ได้ จงเอาตัวรอดและใช้ชีวิตให้ดีที่สุด!’ยามนั้นเส้นเลือดและแววคลั่งครอบงำนัยน์ตาท่าน ประหนึ่งว่าท่านกำลังจะสิ้นลม‘ข้าต่อสู้มามากเพื่อช่วยเจ้าไว้ เจ้าต้องห้ามตาย จงอย่าลืมคำข้า!’จากนั้นท่านก็ชี้ไปยังตำราสีเหลืองซีดและด้ามสลักสีเทาเข้มนั้น แล้วเอ่ยต่ออย่างเอาจริงเอาจัง ‘รักษามันให้ดี! ต่อไปเจ้าจะฝึกปราณได้โดยสะดวกหรือไม่ก็ต้องพึ่งพวกมันแล้ว! โดยเฉพาะด้ามสลักนั่นสำคัญเป็นพิเศษ มันซ่อนความลับที่แม้แต่ข้าก็ไม่เคยแก้ออก ขอเพียงเจ้าแก้มันได้ ต่อให้เป็นคนที่ชีพจรวิญญาณถูกพรากไปแล้ว ก็ยังสามารถครอบครองพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาท้าทายทวยเทพได้!’‘เจ้าอยากรู้มาตลอดมิใช่หรือ ว่าใครเป็นคนพรากชีพจรวิญญาณไปจากเจ้า ข้าจะบอกให้ มันผู้นั้นอาศัยอยู่ในจักรวรรดิจื่อเย่า!’‘จงมีชีวิตรอด แล้วเจ้าจะมีโอกาสได้พบมัน ห้ามตายเด็ดขาด!’‘จำคำข้าได้หรือยัง!?’ท่านลู่แผดเสียงแหลมสูงชวนสะพรึง ใบหน้าบิดเบี้ยว หลินสวินถึงกับผวาและพยักหน้ารับโดยไม่ทันรู้ตัวเห็นดังนั้นแล้ว ท่านลู่ก็ลากตัวหลินสวินที่ผอมแห้งไปยังปากโพรงเหมืองแร่ที่หลินสวินไม่เคยเห็นมาก่อน‘ไปสิ!’ท่านลู่ผลักเขาลงไปโดยไม่ลังเล สู่โพรงที่ลึกและเงียบงันดุจประตูนรกที่ไร้จุดหมายหลินสวินไม่มีเวลาได้ตอบโต้ หัวของเขาว่างเปล่า สิ่งต่อมาที่รู้สึกได้คือตัวเองกำลังร่วงลงไปแล้วตอนนั้นเองที่เขาเห็นมือเหี่ยวชราข้างหนึ่งฉีกทึ้งเอาความมืดดำที่ห่อหุ้มเหมืองแร่แห่งนั้นออกไปมือข้างนั้นใหญ่เสียจนปกคลุมทั้งแผ่นฟ้า นิ้วแต่ละนิ้วยาวดุจเสายักษ์ ลายมือแต่ละริ้วก็ลึกดุจหุบเหวและลำห้วย ลำแสงสีม่วงแผ่ขยายออกจากฝ่ามือข้างนั้น ประหนึ่งลูกไฟปีศาจจากอวกาศที่พร้อมพุ่งเข้าทำลายทุกอย่างให้เป็นจุณหลินสวินไม่เคยรู้มาก่อนว่ามือข้างเดียวจะบดบังทั้งแผ่นฟ้าได้! 
    TBC
    เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ