คำขู่นั้นได้ผล สีหน้าที่พร้อมจะต่อต้านเปลี่ยนเป็นสิ้นหวัง“ก็ทำไมเขาจะไม่รู้เรื่องนั้น ในเมื่อมันก็มีข่าวลือมาตั้งปีแล้วว่าท่านจะเข้าโจมตี แล้วตอนนี้ท่านยังมีหน้ามาถามอีก...ท่านน่ะมันสัตว์ป่า พอใจจะฆ่า..ฆ่าได้แม้แต่คนบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย” เมื่อเขาไม่ปฏิเสธคำประณามของเธอ เจนนี่ก็ยิ่งรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งขึ้นกว่าเดิม“ในเมื่อเธอเองก็รู้อะไรมากขนาดนั้นแล้ว จะบอกให้ฉันรู้ได้หรือยังล่ะว่า ที่ป้อมปราสาทของพ่อเธอน่ะมีทหารมากน้อยแค่ไหน” น้ำเสียงที่ถามนั้นแผ่วเบา แต่มันก็บ่งบอกถึงความมีอันตรายเจนนี่คำนวณอยู่ในใจว่าอย่างน้อยทหารที่ป้อมปราการของพ่อจะต้องมีอยู่ถึงห้าร้อยคน“สักสองร้อยละมัง”“โกหก” เขาตวาดพร้อมกับกระชากแขนเขย่าอย่างรุนแรง “เธอรู้ว่าฉันสามารถจะฆ่าเธอได้ด้วยมือเปล่าแล้วยังจะกล้าโกหกอีกหรือไง”“ก็แล้วท่านจะให้ทำยังไงเล่า” เจนนี่ร้องอย่างโกรธแค้น “จะให้ข้าทรยศต่อพ่อของตัวเองหรือไง”“ก่อนที่เธอจะเดินออกไปจากเต็นท์นี่ จะต้องบอกให้ฉันรู้ว่าพ่อเธอวางแผนไว้ยังไงมั่ง...จะต้องบอกมาตามตรงด้วย ไม่ยังงั้นเธอจะต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสม”“ฉันไม่รู้หรอกว่าท่านพ่อมีทหารอยู่เท่าไหร่” เจนนี่ร้องอย่างสิ้นหวัง “ท่านพ่อกับฉันเพิ่งจะพบกันเมื่อวานนี้เอง หลังจากที่ต้องจากกันไปถึงสองปี และก่อนหน้านั้นท่านก็ไม่เคยพูดกับฉันเลยด้วยซ้ำ”คำตอบนั้นทำให้รอยซ์มองหน้าเธออย่างแปลกใจ“เพราะอะไร”“เพราะฉัน... เอ้อ... ทำให้ท่านไม่พอใจ” เธอตอบตามตรง“ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นยังงั้นไปได้” เขาอดคิดไม่ได้ว่า มันน่าจะเรียกว่าคราวเคราะห์ที่ทำให้เขาต้องมาพบกับผู้หญิงคนนี้ เป็นครั้งแรกที่เขาเพิ่งสังเกตเห็นริมฝีปากเย้ายวนของผู้หญิงคนนี้ มันเชิญชวนให้จูบเสียเหลือเกิน และยังดวงตาคู่สีฟ้าเข้มนั่นอีกเล่า...“ก็ในเมื่อเขาไม่พูดจากับเธอแล้วก็แทบจะไม่ใส่ใจในตัวเธอมาตั้งหลายปียังงั้นแล้ว เธอยังยินดีที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องเขาอีกงั้นเรอะ”“แน่นอน”“ทำไม”ที่จริงมันมีคำตอบที่ตรงต่อความเป็นจริง และปลอดภัยที่เจนนี่สามารถจะใช้ได้ แต่ความโกรธเคืองความแค้นใจที่ประดังกันขึ้นมาทำให้สมองมึนชา“เพราะฉันเหยียดหยามการกระทำของท่าน ฉันเกลียดทุกอย่างที่ท่านกระทำลงไปน่ะสิ”รอยซ์ถึงกับตาค้าง ความรู้สึกของเขาในยามนี้มันปะปนกันอยู่ทั้งความโมโห แปลกใจ และชื่นชมที่เธอช่างเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญชาญชัยเหลือเกิน เขารู้ว่าการฆ่าเธอตายย่อมไม่ทำให้ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา และไม่ใช่วิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งคำตอบที่เขาต้องการด้วย มันทำให้เขาอับจนปัญญา ไม่รู้จะจัดการกับเธออย่างไรดี แต่สิ่งหนึ่งที่เขาออกจะเชื่อมั่นก็คือ ตราบใดที่เขายังกักตัวเธอไว้เป็นเชลยเช่นนี้ เมอริคจะต้องยอมจำนนต่อเขาอย่างไม่ต้องสงสัย“ออกไป” เขาตวาดเสียงดังลั่นเจนนี่ไม่รอให้เขาตวาดสั่งซ้ำสอง รีบรุดเดินออกจากเต็นท์ แต่เมื่อประตูเต็นท์ปิดอยู่เช่นนั้น และมือทั้งสองก็ถูกผูกไว้ ทำให้เธอจำต้องชะงักอยู่กับที่“ฉันบอกให้เธอออกไป” รอยซ์ตวาดซ้ำและเจนนี่ก็หันมาเผชิญหน้ากับเขาอยู่“ไม่มีอะไรที่ฉันจะอยากยิ่งกว่าออกไปจากที่นี่หรอก แต่จะให้ฉันเดินฝ่าผ้าใบนั่นออกไปเองหรือไง”เขาเดินมาเปิดประตูเต็นท์ให้โดยไม่พูดไม่จา และแล้วเจนนี่ก็ต้องแปลกใจยิ่งกว่านั้น เมื่อเขาโค้งกายลงต่ำในท่าเยาะหยัน“ยินดีรับใช้ขอรับคุณหญิง ถ้ามีอะไรที่กระผมพอจะทำให้คุณหญิงอยู่กับเราที่นี่ได้สุขสบายขึ้นละก้อกรุณาบอกมาได้เลยนะขอรับ”“งั้นก็แก้มัดที่มือฉันเสียทีสิ” เจนนี่ตอบออกไปอย่างที่รอยซ์ก็แทบจะไม่เชื่อหูตนเอง“ไม่ได้” รอยซ์ตอบเสียงกร้าว และแล้ว...ประตูเต็นท์ก็ปิดตามหลังเธอลง เจนนี่ผวาวิ่งออกไป แต่แล้วก็ร้องลนด้วยความตกใจเมื่อมือของใครคนหนึ่งเอื้อมมาจับแขนไว้ แต่เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นเพียงทหารยามคนหนึ่งในจำนวนกว่าสิบคนที่ยืนรักษาการณ์อยู่ในบริเวณนั้น เธอสลัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุมด้วยอาการขุ่นเคืองเมื่อเจนนี่กลับไปถึงเต็นท์ ก็พบว่าเบรนน่ากำลังเต็มไปด้วยความตื่นกลัวที่ต้องถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง“พี่ไม่เป็นอะไรสักหน่อยเห็นหรือเปล่าล่ะ” เธอถามน้องสาวด้วยน้ำเสียงแจ่มใส แม้ภายในจะประหวั่นกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปสักเพียงไรก็ตาม
แสงไฟโชติช่วงอยู่ทั่วบริเวณหุบเขาอันเป็นที่ตั้งค่ายของวูลฟ์ เจนนี่ในสภาพที่ข้อมือยังถูกมัดไพล่หลังยืนอยู่ตรงหน้าประตูเต็นท์ ครุ่นคิดพิจารณาถึงสภาพที่แวดล้อมอยู่รอบตัวในยามนี้“พี่กำลังคิดนะเบรนน่า ว่าถ้าเราจะหาทางหนีไปจากที่นี่...” เธอเอ่ยขึ้น“หนี...งั้นเรอะ” เบรนน่าร้องเสียงหลง “เราจะมีปัญญาทำยังงั้นได้ยังไงกันเจนนี่”“พี่ก็ยังไม่แน่ใจนักหรอกนะ แต่ถึงยังไงมันก็เป็นสิ่งที่เราควรจะทำ แล้วก็ควรจะทำโดยเร็วที่สุดด้วย พี่ได้ยินพวกทหารมันพูดกันว่ามันกำลังหาวิธีที่จะทำให้ท่านพ่อยอมจำนน”“แล้วพี่คิดว่าท่านพ่อจะยอมงั้นหรือ”“ไม่รู้สิ” เจนนี่กัดริมฝีปาก “อันที่จริงครั้งหนึ่งมันก็เคยมีปัญหาอย่างที่เกิดขึ้นกับเราเหมือนกัน ตอนนั้นเป็นเวลาก่อนหน้าที่อเล็กซานเดอร์จะเดินทางมาอยู่ที่เมอริค... ทหารทุกคนในเผ่าของพี่ถึงกับยอมวางอาวุธ เพื่อช่วยให้พี่รอดพ้นจากอันตราย แต่ว่า...เวลานี้พี่ไม่ได้มีความหมายหรือความสำคัญสำหรับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว”เบรนน่าจับความน้อยใจที่ปรากฏอยู่ในน้ำเสียงของพี่สาวได้ อยากจะโอบกอดปลอบใจเจนนี่เหลือเกินเพราะเธอรู้อยู่ว่าอเล็กซานเดอร์ได้พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนในเผ่าหันมาเกลียดชังเจนนี่ จนถึงขั้นไม่อาทรห่วงใยกับทุกข์สุขของเธออีกต่อไป“แต่ถึงยังไงคนพวกนั้นก็ยังรักเธออยู่ เพราะฉะนั้นมันก็ยากที่จะรู้ได้ว่าพวกเขาจะตัดสินใจยังไง หรือว่าท่านพ่อจะยังมีอิทธิพลเหนือจิตใจพวกเขามากน้อยแค่ไหน จะยังไงก็ตามทีเถอะ ถ้าเราสามารถหลบหนีออกไปจากที่นี่ได้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยังจะกลับไปถึงเมอริคก่อนที่ท่านพ่อจะตัดสินใจทำอะไรลงไป เพราะฉะนั้นพี่ถึงว่าเป็นสิ่งที่เราควรจะทำยังไงล่ะ”แม้ว่าจะมีอุปสรรคอยู่นานัปการ แต่อุปสรรคประการหนึ่งที่รบกวนจิตใจเจนนี่ในยามนี้ก็คือ การเดินทางกลับเมอริค ซึ่งเธอคำนวณว่าจะต้องใช้เวลาถึงสองวันโดยการขี่ม้าไปจากที่นี่ และทุกชั่วโมงที่อยู่บนเส้นทางสายนั้นล้วนเป็นการเสี่ยงต่ออันตรายถึงชีวิตทั้งสิ้น เนื่องจากมีโจรผู้ร้ายชุกชุม และยิ่งผู้หญิงเดินทางไปเพียงลำพังสองคนเช่นนี้ยิ่งจะเป็นเหยื่ออย่างดีสำหรับพวกมันนอกจากบนเส้นทางจะไม่ปลอดภัยแล้ว แม้แต่ตามที่พักแรมต่างๆ ก็ไม่น่าไว้ใจด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นหนทางที่ดูจะปลอดภัยที่สุดก็คือจะต้องเข้าพักอาศัยในวัดใดวัดหนึ่งเสียก่อน ซึ่งนั่นเป็นวิธีที่นักเดินทางผู้ไม่ประมาทเลือกใช้กัน“ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า ถ้ามือเราถูกผูกอยู่ยังงี้เราก็ไม่มีทางจะหนีไปไหนได้” เจนนี่ปรารภความคิดของตนเองออกมาดัง ๆ ขณะทอดสายตามองดูความสับสนวุ่นวายที่เกิดอยู่ในค่าย “ซึ่งก็หมายความว่าเราจะต้องทำอะไรสักอย่าง หรือเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาแก้เชือกที่ผูกมือเราไว้ออกให้ได้ หรือไม่เราก็ต้องหนีตอนช่วงอาหารกลางวันที่เขาแก้เชือกออกเพื่อให้เรากินอาหารสะดวก... ”“แต่ถ้าเราทำยังงั้น พวกมันก็จะตามตัวเราพบก่อนที่เราจะทันไปไหนได้ไกล แต่ถ้าหากว่ามันเป็นโอกาสเดียวที่เราจะทำได้ในช่วงเวลาวันสองวันนี่เราก็จำเป็นต้องทำอยู่ทำอยู่ดี”“เอาละ สมมุติว่าเราเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในป่าได้แล้วเราจะทำยังไงกันต่อไปล่ะ” เบรนน่าถาม ไม่มีความกล้าหลงเหลืออยู่ เมื่อคิดถึงว่าเธอจะต้องอยู่ในราวป่าเพียงคนเดียวในตอนกลางคืน“พี่ก็ยังไม่แน่ใจ... คงจะต้องซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งละมั้ง จนกว่าพวกมันจะเลิกตามหาเราไปเอง หรือไม่เราก็อาจจะต้องหลอกให้มันหลงเชื่อว่า เรากำลังเดินทางไปตามเส้นทางสายตะวันออกแทนที่จะเป็นทางเหนือ และถ้าเราสามารถขโมยม้ามันได้ถึงสองตัว โอกาสของเราก็จะเพิ่มขึ้นและจะช่วยให้หนีรอดได้เร็วขึ้นด้วยถึงแม้ว่าการทำยังงั้นมันจะยากสำหรับการซ่อนตัวก็ตาม ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าเราจะทำยังไงถึงจะหนีได้เท่านั้น และเรายังต้องทั้งซ่อนตัวทั้งหนีไปพร้อมกันด้วย”“เราจะทำยังไงกันดี” เบรนน่าพยายามจะช่วยคิด แต่ดูเหมือนสมองจะไม่ยอมทำงานเอาเสียเลย“พี่ยังไม่รู้หรอกนะ แต่มันก็ต้องใช้ความพยายามกันก่อนละ” เนื่องจากเธอกำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดสายตาที่เหม่อมองออกไปภายนอกจึงไม่ได้สังเกตเห็นผู้ชายร่างสูงไว้เครา ที่กำลังหยุดพูดอะไรบางอย่างอยู่กับทหารคนหนึ่งและเขากำลังมองมาทางเธออย่างสนใจ