ระหว่างเคลื่อนทัพเข้าหาเมืองหลวงมากขึ้น เซียวซีก็ส่งคนเข้าไปสืบหารากเหง้าของหญิงที่ชื่อฝู่ซินผู้เติบโตในตระกูลขุนนาง ตามที่ฮ่องเต้ของแคว้นหยวนกล่าวอ้าง เพียงหนึ่งทิวาหลังจากนั้น ข้อมูลก็กระจ่างแจ้งอยู่ตรงหน้าว่าแม่นางฝู่ซินมีตัวตนจริง เป็นลูกสาวขุนนางที่ไม่มีอำนาจกว้างขวางมากนัก แต่ลูกชายคนโตของตระกูลมีความหลักแหลม หลังจากส่งน้องสาวถวายตัวเข้าฝ่ายใน เขาก็ทำทุกทางให้นางอยู่ในสายพระเนตรพระกรรณของฮ่องเต้ และชายคนนั้นมีนามว่าฝู่หลาน อันเป็นนามของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
เซียวซียังมีความหวังว่าจะเป็นเพียงความบังเอิญของผู้ที่มีชื่อเสียงเรียงนามเดียวกัน แต่สายก็สืบเสาะจนได้ข้อมูลอันน่าเชื่อถือมาจากนางกำนัลที่รอดจากเหตุการณ์กบฏนองเลือดในครั้งนั้นว่าแม่นางฝู่ซินผู้มีความงามเลื่องลือมีเพียงคนเดียว และนางก็ได้เป็นฮองเฮาจริง ๆ
ทุกอย่างตรงตามที่เฒ่าเจ้าเล่ห์เอาไว้
“ข้าไม่อยากเชื่อว่าท่านแม่จะทำเช่นนั้น ข้าทำใจเชื่อไม่ลงจริง ๆ นางคิดคดถึงเพียงนั้นได้อย่างไร”
เซียวซีเดินกลับไปกลับมาในกระโจมขนาดใหญ่ที่ทั้งสองตัดสินใจใช้ร่วมกันเพราะตั้งใจว่าจะพักอยู่ระหว่างทางไม่นาน ท่าทางโกรธเคืองของเขาแท้จริงแล้วถูกแสดงออกเพื่อปกปิดความสิ้นหวัง
“เพียงเรื่องเล่าจะพิสูจน์อะไรได้ นี่อาจเป็นแผนของฝู่หลานที่ตระเตรียมการเอาผู้คนเหล่านั้นมาพ่นคำโกหกก็เป็นได้ เขาย่อมเดาได้ว่าเจ้าต้องสืบหาความจริงแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน”
“ใช่ ที่ท่านพูดมาก็มีเหตุผล” เขาตาลุกวาว “มีเหตุผลเป็นที่สุด เพื่อความถูกต้องเที่ยงตรง ข้าจะให้ศิลปินวาดภาพเหมือนของท่านแม่ขึ้นมา ถึงอย่างไรเขาก็สั่งให้คนทั้งแคว้นโกหกไม่ได้ หากนางเป็นฮองเฮาจริง จะต้องมีคนจำนางได้”
“เช่นนั้นก็ทำตามที่เจ้าเห็นสมควรเถิด”
เซียวซีทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ แม้เขาจะหักห้ามอารมณ์ความคิดของตัวเองระหว่างการเดินทัพ แต่เมื่ออยู่เพียงลำพัง หรืออยู่กับเฉิงอี้ที่เขาเปิดเผยทุกความรู้สึกให้รับรู้ด้วยความไว้วางใจ เขาก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจอย่างหมดอาลัยตายอยาก ตั้งแต่เกิดมา เขาไม่เคยลิ้มรสความรู้สึกของการโดนทรยศรุนแรงถึงเพียงนี้เลย
“หิวไหม”
“ไม่หิว ข้าอยากดื่มมากกว่า”
เฉิงอี้เบิกตา น้อยครั้งที่เขาแสดงออกทางสีหน้า “เจ้านะรึอยากดื่ม”
“ท่านเองก็ชอบดื่ม ตั้งค่ายเมื่อไหร่ก็ต้องเอาแต่ร่ำสุรากับลี่หยางอยู่ร่ำไป กล้าดีอย่างไรมาตกอกตกใจกับข้า”
“จะโมโหไปไย ข้าจะไปเอาเหล้ามาให้เดี๋ยวนี้ เลิกทำหน้าแบบนั้นเถอะน่า”
เซียวซีถลึงตา ยกมือไล่ให้คนชอบกวนรีบออกไปให้พ้นสายตา เขาครุ่นคิดว่าในสถานการณ์เช่นนี้จะหาจิตรกรวาดภาพเหมือนได้ที่ไหน บางทีอาจจะต้องพึ่งพาคนในแคว้นนี้เสียแล้ว อย่างไรในหมู่บ้านหรือในหัวเมืองเล็ก ๆ ก็ต้องมีคนรู้จักวาดเขียนอยู่บ้าง
ไม่นานนัก เฉิงอี้ก็กลับเข้ามาพร้อมเหล้าเป็นไห เวลานี้ทหารผ่อนคลายมากขึ้น ทุกคนสนใจอยู่แต่ความสำราญของตน เสียงสรวลเสรเฮฮาดังไปทุกหย่อมหญ้า เขาผ่อนคลายอิริยาบถและยินดีหมกตัวอยู่กับคนสำคัญของกองทัพโดยไม่ต้องเกรงว่าจะมีใครคอยจับผิด
“เชิญองค์ชายดื่มก่อน”
“ขอบใจ ท่านก็ดื่มเสียสิ รินเองได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ” เขาเล่นไปตามบทบาท ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นสีหน้าของท่านอ๋อง “เอ้า รินสิ หรือทำอะไรเองไม่เป็น”
“ข้าเริ่มคิดแล้วว่าเจ้าไม่ต้องเป็นรัชทายาทจะดีกว่า เดี๋ยวบ้าอำนาจ”
คราวนี้เซียวซีระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น แต่ก็พยายามจะรินเหล้าไม่ให้กระฉอกออกจากจอกเล็ก ๆ เพื่อเป็นการลบคำสบประมาทของเฉิงอี้ เขาจึงยื่นจอกนั้นให้อีกฝ่ายก่อน
“เอ้า เชิญดื่มเถิด ข้าไม่ได้เป็นองค์ชายบ้าอำนาจหรอกนะ”
“ดีที่เห็นเจ้ายิ้มได้”
“ข้าก็ยิ้มออกบ่อยไป ทำหน้าระรื่นเป็นคุณชายเจ้าสำราญยิ่งกว่าท่านเสียอีก”
“มันไม่เหมือนกัน” เฉิงอี้ยกจอกชนกับเขาแล้วดื่มรวดเดียวหมด สีหน้าท่าทางไม่เปลี่ยนไปแม้ได้สัมผัสกับรสชาติขมปร่ารุ่มร้อนในลำคอ
“ไม่เหมือนอย่างไร”
“เจ้าไม่ยิ้มมาหลายวันแล้ว เมื่อข้าได้เห็นอีกครั้งจึงรู้ทันทีว่ามันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”
ความกังวลของเฉิงอี้ที่มีต่อตัวเซียวซีแปลได้อย่างแจ่มชัดว่าท่านอ๋องช่างเป็นห่วงเขาเหลือเกิน แต่เขาก็รู้เช่นกันว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกรธแค้นฮ่องเต้เท่าใดนัก แต่เฉิงอี้ก็ไม่มีทางดูหมิ่นความรู้สึกนึกคิดของเขาเช่นกัน
“ข้าเกรงว่าหากเสด็จพ่ออยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด เป็นชนวนเหตุให้แคว้นหยวนเกือบล่มสลาย ข้าคงเกลียดเขามาก แม้แต่มารดาแท้ ๆ ข้าก็กลัวจะมองนางต่างออกไปและไม่สามารถมอบความรักไร้เงื่อนไขให้นางได้”