แสงไฟสลัวจากตะเกียงแก้วส่องสว่าง ท่ามกลางชั้นหนังสือไม้โอ๊กสีเข้มที่สูงจรดเพดานเรียงรายไปด้วยหนังสือมากมายหลายพันเล่ม กลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นหมึกลอยตลบอบอวล สร้างบรรยากาศเงียบสงบภายในห้องสมุดของคฤหาสน์
โนวานนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโปรดที่ทำจากหนังแกะนุ่มสบาย เขาเอนหลังลงพนักพิง หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบมีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษ และเสียงลมหายใจแ่เบาของเขา เขาชอบความเงียบชอบความสงบ ชอบที่จะหลีกหนีจากโลกภายนอก
‘สงบ…นี่แหละความสุขที่แท้จริง’
เขาเหลือบมองหนังสือเล่มหนาปกหนังสีน้ำตาลเข้ม ในมือ
“ปรัชญาแห่งความว่างเปล่า”
หนังสือเล่มนี้เป็หนังสือที่เขาโปรดปรานมากที่สุดเล่มหนึ่งเขาชอบอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับ้าค้นหาคำตอบอะไรบางอย่าง
โนวายกหนังสือขึ้นแนบจมูก สูดดมกลิ่นกระดาษเก่า กลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย
“ก๊อก! ก๊อก!”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นโนวาขมวดคิ้ว
‘ใครกัน?’
เขาวางหนังสือลง “เข้ามาได้”
ประตูห้องเปิดออกไคล์ น้องชายของโนวา เดินเข้ามา ท่าทางร่าเริง ใบหน้ายิ้มแย้ม
ไคล์แตกต่างจากโนวานอย่างสิ้นเชิงเขามีรูปร่างสูงโปร่ง ผมบลอนด์สว่าง ดวงตาสีฟ้าสดใส ผิวพรรณขาวเนียนไร้ที่ติแต่งกายด้วยชุดหรูหรา ผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ประดับด้วยอัญมณี
“พี่!มานั่งขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดอีกแล้วนะ!” ไคล์น้องชายของเขา เดินเข้ามาในห้องพูดด้วยน้ำเสียงที่สดใส “พ่อให้มาตาม งานเลี้ยงกำลังจะเริ่มแล้ว”
“บอกพ่อว่าพี่ไม่สบาย”โนวาตอบกลับเสียงเรียบ โดยไม่ละสายตาจากหนังสือ
ไคล์ถอนหายใจ “พ่อรู้ทันน่าพี่ไม่ชอบงานเลี้ยงแบบนี้ ผมก็รู้ แต่พ่อเป็ห่วงพี่นะ พยายามเข้าสังคมบ้างเถอะ”
โนวาเม้มปากแน่น ‘ก็รู้นี่…’เขาคิดอย่างหงุดหงิด ‘แต่ฉันไม่ชอบเบื่อที่จะต้องไปเจอพวกขุนนางที่เอาแต่คุยแต่เื่ไร้สาระ ฉันก็แค่…’
“พี่โนว พี่ก็รู้นี่ว่าพ่อหวังให้พี่ได้เป็ผู้สืบทอดตระกูล” ไคล์พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “การเข้าสังคมสร้างความสัมพันธ์ มันเป็เื่สำคัญ พี่หนีมันตลอดไปแบบนี้ไม่ได้หรอก”
โนวาถอนหายใจ “พี่บอกว่าพี่ไม่สบายไง” เขาพูดซ้ำเสียงแข็ง
‘ทำไมฉันต้องเป็ผู้สืบทอดตระกูลด้วย?’เขาคิด ‘ฉันไม่ได้้ามันเลยสักนิด’
ไคล์ถอนหายใจ “พี่โนว!พี่ต้องรับผิดชอบหน้าที่ของพี่บ้างสิ อย่าเอาแต่อ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดตลอดเวลาพ่อเป็ห่วงพี่นะ”
โนวาเงยหน้าขึ้นมองน้องชาย “ไคล์ นายก็รู้ว่าพ่อไม่ได้อยากให้พี่เป็ ‘ผู้สืบทอดตระกูล’พ่อคาดหวังไว้กับนายต่างหาก ไคล์…พ่อ้าให้นายเป็มากกว่าพี่!”
“พี่โนว!”ไคล์เสียงดังนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ
“อย่างน้อย ก็ทำหน้าที่ของขุนนางหน่อยเถอะ”
“หน้าที่ขุนนางงั้นเหรอ?เหอะ หน้าที่ของฉันมันควรจะเป็การเรียนรู้ อ่านหนังสือการหาความรู้ ไม่ใช่การไปยืนยิ้มแห้งๆ ฟังขุนนางคนอื่นคุยเื่ไร้สาระ!”โนวาพูดเสียงดัง
เขาลุกขึ้นยืน “บอกพ่อว่าพี่ไม่ไปพี่จะอยู่ที่นี่!”
เขากวาดแขนไปที่ชั้นหนังสือ
“นี่ต่างหากที่ของพี่! นี่ต่างหาก หน้าที่ของพี่!”
ไคล์ส่ายหน้ามองพี่ชายด้วยความสงสาร “ตามใจ แล้วแต่อยากจะคิดเถอะ”
เขาหันหลังเดินออกจากห้องสมุด ปิดประตูลงอย่างเบาๆ
โนวานยืนนิ่งมองประตูที่ปิดลง เขารู้สึกกดดัน
‘ไคล์...’ เขาคิดอย่างขมขื่น ‘นายไม่เข้าใจหรอก คนอย่างนายไม่มีทางเข้าใจฉัน...’
เขาทรุดตัวลงบนเก้าอี้อีกครั้งมองหนังสือในมือ
แต่คราวนี้ตัวอักษรดูเลือนรางความรู้สึกอ้างว้างเริ่มกัดกินหัวใจของโนวา เขาหลับตาลงและนึกย้อนถึงอดีต...
เสียงดนตรีบรรเลงแสงเทียนส่องประกายระยิบระยับ ผู้คนมากมายแต่งกายหรูหรา พูดคุยกัน หัวเราะดื่มไวน์ และเต้นรำ ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ของคฤหาสน์
โนวานยืนอยู่มุมห้องราวกับเงาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เขากอดหนังสือไว้แน่น หลบสายตาของผู้คน
‘พวกเขามองฉันเหมือนตัวประหลาด’
โนวามองเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ที่ประดับอยู่บนผนังชายหนุ่มร่างสูง ผมสีดำ ดวงตาสีฟ้าเข้ม สวมชุดสูทสีดำเรียบ ๆ ดูไม่เข้ากับบรรยากาศ
‘ฉันไม่ควรอยู่ที่นี่’
เขาได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังมาจากกลุ่มขุนนาง
“นั่นไงลูกชายคนโตของท่านดยุค”
“ได้ยินมาว่าเป็หนอนหนังสือเอาแต่ขลุกอยู่แต่ในห้องสมุด”
“สงสัยว่าจะสืบทอดตำแหน่งได้หรือเปล่านะ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นราวกับเยาะเย้ย โนวากำมือแน่น สะกดกั้นความโกรธ
‘พวกเขาไม่รู้จักฉัน…แล้วตัดสินฉันจากคำพูดของคนอื่น’
เขานึกถึงพ่อที่มักเปรียบเทียบเขากับไคล์เสมอ
“โนวานทำไมเ้าถึงไม่เป็เหมือนน้องชายบ้าง?”
“ไคล์เขาเก่ง ฉลาดและเข้าสังคมได้ ไม่เหมือนเ้าที่เอาแต่อ่านหนังสือทั้งวัน”
‘ไม่…’ เขารู้สึกเหมือนมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ที่คอ ‘ฉันไม่้าเป็เหมือนใคร…ฉัน้าเป็ตัวของตัวเอง!’
โนวาหันหลังให้กับแสงสว่างเสียงเพลง และผู้คน เขาเดินออกจากห้องโถงอย่างเงียบๆ
“ไม่มีใครเข้าใจฉัน…”เขาคิดอย่างโดดเดี่ยว
โนวาลืมตาขึ้นอีกครั้งและหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาจากชั้นหนังสือ เป็หนังสือปกแข็งสีน้ำตาลเข้ม ชื่อปรัชญาแห่งความว่างเปล่า เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวโปรด ทำจากหนังแกะเปิดหนังสือออก และเริ่มอ่าน
แสงไฟจากตะเกียงส่องสว่างตัวอักษรบรรทัดแล้วบรรทัดเล่า สายตาของโนวาไล่ตามตัวอักษร แต่ใจกลับลอยไปที่อื่น
‘ความไม่แน่นอน’
เขานึกถึงข้อความที่เพิ่งอ่าน‘ชีวิต เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีใครรู้อนาคต’
‘แล้วฉันควรจะทำอะไร?ฉันควรจะเป็อะไร?’
โนวาหลับตาลงพยายามจัดระเบียบความคิด
เขาเป็ลูกชายคนโตของตระกูลขุนนางแต่ไม่สนใจเื่การเมืองหรือตำแหน่ง ความสุขของโนวาคือการอ่าน การเรียนรู้และการค้นคว้า เขามีความสุขที่ได้ใช้เวลาอยู่กับหนังสือในห้องสมุด
‘แต่...’
เขานึกถึงคำพูดของไคล์น้องชายที่พ่อภาคภูมิใจ
“โนวานพี่ต้องรับผิดชอบบ้าง อนาคตพี่ต้องเป็ผู้สืบทอดตระกูล พี่หนีมันตลอดไปไม่ได้หรอก”
ความรับผิดชอบ ผู้สืบทอดตำแหน่ง อำนาจ คำเ่าั้ทำให้โนวารู้สึกอึดอัดเหมือนโซ่ตรวนที่พันธนาการอิสรภาพของเขา
โนวาเงยหน้าขึ้นมองไปที่นาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง เข็มนาฬิกาชี้เลข 7
‘อีกไม่นาน งานเลี้ยงก็จะเริ่ม…’เขากัดฟัน
โนวาไม่ชอบงานเลี้ยงเขาเบื่อที่จะต้องไปพบปะผู้คน คุยเื่ไร้สาระและแสร้งทำเป็สนใจในสิ่งที่เขาไม่ชอบ
‘ฉันจะต้องไปเผชิญหน้ากับมันอีกแล้ว...’เขาถอนหายใจ ‘โลก ที่ฉันควบคุมอะไรไม่ได้’
ทันใดนั้นแสงสว่างสีม่วงก็ปรากฏขึ้น กลางห้องสมุด มันสว่างจ้าราวกับดวงอาทิตย์ เสียงหึ่ง ๆดังก้องไปทั่วห้อง
โนวาใลุกขึ้นยืนถอยกรูดไปจนติดผนัง เขามองแสงสว่างด้วยความหวาดกลัว หัวใจเต้นรัว
‘นะ นี่มันอะไรกัน!?’
แสงสว่างสีม่วงขยายตัวอย่างรวดเร็วกลืนกินชั้นหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้
“ไม่…” โนวาอ้าปากค้าง ร่างกายชาไปหมด
“ช่วยด้วย!”เขาพยายามะโ แต่ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา
แสงสว่างกลืนกินโนวาเข้าไป
ทุกอย่างดับวูบ…
สติของโนวากลับคืนมาอีกครั้งเขาลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ รับรู้ถึงแสงสว่างจ้าที่แทงเข้ามาในดวงตา ทำให้เขาต้องหรี่ตาลง
เขาพยายามกะพริบตาไล่ความพร่ามัวภาพที่เห็นค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
สิ่งแรกที่โนวาเห็นคือท้องฟ้าท้องฟ้าสีคราม เหนือขึ้นไปดูเหมือนมีม่านหมอกหนาทึบปกคลุมอยู่ ถึงจะไร้ซึ่งดวงอาทิตย์แต่กลับมีแสงสว่างส่องอยู่มันแตกต่างจากท้องฟ้าสีครามที่เขาคุ้นเคย
เขารู้สึกมึนงง และสับสน
‘ฉัน...อยู่ที่ไหน?’
เขาพยายามลุกขึ้นยืนกวาดสายตามองไปรอบๆ
โนวาพบว่าตัวเองอยู่กลางลานโคลอสเซียมขนาดใหญ่ที่ทำจากหินสีเทาเข้ม อัฒจันทร์สูงชัน ในลานกว้างรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมายหลายร้อยคนแต่งกายด้วยชุดที่แตกต่างกัน ต่างเผ่าพันธุ์ และต่างสีผิว ทุกคนดูสับสน ตื่นตระหนกและมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง
‘เกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย!?’
เขาหันไปทางหนึ่ง เห็นอัศวินในชุดเกราะสีหน้าเคร่งเครียด มือข้างหนึ่งกำดาบแน่น มองสำรวจไปรอบๆ ราวกับกำลังมองหาศัตรู
อีกฟากหนึ่ง มีหญิงสาวรูปร่างสูงเพรียวผิวสีเขียวมรกต สวมชุดหนังรัดรูป เธอหรี่ตา มองโนวา และคนอื่นๆ ด้วยสายตาเ็า ราวกับเสือที่กำลังล่าเหยื่อ
ถัดไปไม่ไกล โนวาเห็นกลุ่มคนแคระกำลังพูดคุยกันเสียงดัง แต่เขาฟังไม่รู้เื่ เพราะพวกเขาใช้ภาษาที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
และทั่วบริเวณ โนวาก็สังเกตเห็นเผ่าพันธุ์ที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน บางคนมีปีก บางคนมีเขา บางคนมีเกล็ด บางคนมีหางทุกคนดูตื่นตระหนก และไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
“พวกเรามาอยู่ที่ไหนกันเนี่ย!”
“เกิดอะไรขึ้น!?”
“ทำไมฉันถึงใช้เวทมนตร์ไม่ได้!?”
“บ้าจริง! อุปกรณ์ของฉันก็ใช้การไม่ได้!”
โนวารู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอก‘ฉันฝันไปรึเปล่า?’ เขาคิด โนวาเริ่มปะติดปะต่อเื่ราว‘แสงสว่าง... วงแหวนอักขระ...’
เขาจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับตำนานโบราณที่กล่าวถึงประตูมิติและการอัญเชิญ
‘หรือว่าฉัน…’
เขาสูดหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์‘ต้องตั้งสติ ต้องคิด ต้องหาทางรอด’
แต่มันก็ยากเหลือเกินเมื่อเขามองไปทางไหน ก็เห็นแต่ความสับสน และความหวาดกลัว
‘พวกเขาเป็ใครกัน?และฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?’ โนวามองไปรอบๆ ความคิดมากมายคำถามมากมาย ผุดขึ้นมาในหัว แต่เขาหาคำตอบไม่ได้
‘ฉันต้องทำยังไงดี?’
เขาได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่เหมือนกับคนอื่นๆ รอคอย “สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป” อย่างไม่รู้ชะตากรรม
บรรยากาศรอบตัวเริ่มเลวร้ายลงเรื่อยๆมวลอารมณ์แห่งความสับสนและความกลัวแผ่ขยายไปทั่วลานโคลอสเซียมราวกับพายุที่กำลังก่อตัว เสียงพูดคุย เสียงะโโวยวาย เสียงร้องไห้ปะปนกันจนกลายเป็เสียงที่น่าอึดอัด
เขามองไปรอบๆเห็นผู้คนต่างเผ่าพันธุ์ตื่นตระหนก ะโ และส่งเสียงโวยวายราวกับฝูงสัตว์ที่ใและหวาดกลัว
โนวายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความโกลาหลเขาพยายามควบคุมสติ แต่กลับรู้สึกถึงความกดดัน ราวกับมีใครบางคนกำลังบีบหัวใจเขา
‘นี่มันผิดปกติ’โนวาขมวดคิ้ว ‘ความรู้สึกมันรุนแรงเกินไป’
เขารู้สึกได้ถึงความสับสนความกลัว ความโกรธ ความสิ้นหวัง ที่แผ่ซ่านออกมาจากผู้คนรอบข้าง
‘มันอะไรกัน?’เขาคิด ‘ทำไมฉันถึงรู้สึกแบบนี้?’
โนวาพยายามเพิกเฉยต่อความรู้สึกแปลกประหลาดแต่ยิ่งพยายาม มันก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกเหมือนหัวใจเต้นเร็วขึ้นหายใจไม่ออก และกำลังจะเป็ลม
ทันใดนั้นเสียงดนตรีก็ดังขึ้น เป็เสียงบรรเลงของวงออร์เครสตรา ท่วงทำนองที่สงบและรื่นรมย์ดังก้องไปทั่วลานโคลอสเซียม
โนวาหันไปมองเห็นกลุ่มนักดนตรีนับสิบคนยืนอยู่บนอัฒจันทร์ชั้นบนสุดพวกเขาสวมชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าสงบนิ่ง บรรเลงดนตรีด้วยความตั้งใจ
โนวารู้สึกแปลกใจ ‘ทำไม…พวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่?’
เสียงดนตรีค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในจิตใจ ราวกับสายน้ำที่ชะล้างความร้อน ความรู้สึกกดดันเริ่มลดลงเสียงพูดคุย เสียงะโเริ่มเงียบหายไป ผู้คนสงบลงอย่างเห็นได้ชัด
โนวาหลับตาปล่อยให้เสียงดนตรีโอบล้อมเขา เขารู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับน้ำหนักที่ถูกยกออกไปจากหัวใจ
‘มันน่าอัศจรรย์’โนวาคิด ‘ดนตรี มันมีพลังขนาดนี้เชียวหรือ?’
เขาไม่เคยรู้สึกสงบและผ่อนคลายได้ขนาดนี้มาก่อน
เมื่อเสียงดนตรีเริ่มเบาลงโนวาลืมตาขึ้นเขาเห็นกลุ่มทหารในชุดสีเขียวเข้มปรากฏตัวบริเวณทางเข้าลานโคลอสเซียมนำโดยชายร่างสูงในชุดทหารแบบเดียวกัน แต่ดูสง่างามและน่าเกรงขาม
โนวารู้สึกได้ถึงพลังที่แผ่ออกมาจากชายคนนั้นคลื่นพลังงานสีเขียวอ่อนที่มั่นคงและอบอุ่น
‘เขาเป็ใคร?’
ชายร่างสูงคนนั้นหันไปพยักหน้าทหารที่อยู่ข้างกายแล้วทหารคนนั้นก็ก้าวออกมาข้างหน้า
“ทุกคนตั้งใจฟังให้ดี! ตอนนี้พวกแกทุกคนคงกำลังสับสน แต่ฉันจะอธิบายแค่สั้นๆพวกแกทุกคนได้ถูกอัญเชิญมาที่นี่ ที่ The Cube แห่งนี้และแน่นอนว่าไม่ใช่ฝีมือของพวกฉัน ที่ทำให้พวกแกถูกอัญเชิญมาพวกฉันเองก็ไม่รู้ว่าเหมือนกันว่าใครเป็คนอัญเชิญเพราะแม้แต่ตัวฉันเองก็ถูกอัญเชิญมาเช่นกัน” ทหารคนนั้นะโเสียงของเขาดังก้องไปทั่วลานโคลอสเซียม
แม้จะไม่มีเวทย์ขยายเสียงแต่ทุกคนกลับได้ยินเสียงเขาชัดเจน ราวกับเขาพูดอยู่ข้างหูรวมถึงการที่ทุกคนสามารถเข้าใจสิ่งที่ทหารคนนั้นพูดออกมาได้แม้ทุกคนจะใช้คนละภาษากันก็ตาม
“แต่ยังไงก็ตาม พวกแกโชคดีที่ได้มาอยู่ที่ฟิลด์ A11 แห่งนี้เพราะที่นี่เป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยโอกาส “
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากฝูงชนทหารคนนั้นยิ้มเล็กน้อย “เพียงแค่พวกแก ‘เชื่อมั่น’ ในตัวเอง ฝึกฝน และร่วมมือกันต่อสู้พวกแกทุกคนก็จะสามารถมีชีวิตรอดอยู่ที่นี่ได้”
เขากวาดสายตามองผู้คนในลานโคลอสเซียม“ตามข้ามา! ข้าจะพาไปที่เมืองนิวโฮปของเรา”
ทหารจัดแถวนำผู้คนเดินออกจากลานโคลอสเซียมโนวาเดินตามไปอย่างเงียบๆ เขายังคงสับสน
‘อัญเชิญ?The Cube? มีชีวิตรอด?’ เขาคิด ‘นี่มันเื่อะไรกันแน่?’
เมื่อออกมาจากโคลอสเซียมโนวาก็เริ่มเห็นโลกภายนอก ที่ที่เขาเดินออกมาเจอ เป็เหมือนป่า ไกลออกไปสุดสายตาจะเห็นแนวูเาล้อมรอบไว้ทุกทิศและมีต้นไม้หรือรากไม้ขนาดมหึมาที่สูงจนทะลุขึ้นไปในทั้งฟ้าหายลับผ่านหมอกเมฆขึ้นไป จนไม่รู้ว่ามันสูงแค่ไหน
ทหารพาผู้คนเดินเข้าไปในเมืองนิวโฮปมันเป็เมืองขนาดกลางล้อมรอบด้วยกำแพง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากลานโคลอสเซียมใจกลางเมืองมองเห็นปราสาทขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ที่ปราสาทมีธง 3 ผืนขนาดใหญ่ ปลิวไสวอยู่
‘นี่เหรอสถานที่ที่ว่าเต็มไปด้วยโอกาส?’ โนวาคิดอย่างขมขื่น
เมื่อเดินผ่านประตูขนาดใหญ่และเข้ามาในเมืองเขาเห็นอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ทรุดโทรม ผนังเต็มไปด้วยรอยแตกและคราบสกปรกท้องถนนเป็หลุมเป็บ่อ
แต่ถึงอย่างนั้นผู้คนในเมืองกลับดูมีความสุข พวกเขายิ้ม หัวเราะพูดคุยกันอย่างสนุกสนานในร้านอาหารและร้านค้าและตลาดที่คึกคักเสียงดนตรีดังออกมาจากบางร้าน
เสียงหัวเราะเสียงเพลง เสียงพูดคุย ดังมาจากร้านอาหารและร้านค้า ผู้คนมากมาย เดินไปมาซื้อขายของ นั่งดื่มกินและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
โนวามองผู้คนเ่าั้ผ่านหน้าต่างร้านค้าเขาเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แต่เขากลับรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าในแววตา
‘พวกเขาเองก็ถูกอัญเชิญมาเหมือนกับฉัน?พวกเขากำลังพยายามลืมความจริง ลืมความสิ้นหวัง’ เขาคิด
แต่ความสิ้นหวังมันไม่สามารถลบเลือนได้ง่ายๆ
โนวาเดินต่อไปเขาเห็นลานฝึก ที่มีกลุ่มคนกำลังฝึกฝนการต่อสู้อย่างหนัก เหงื่อไหลอาบใบหน้าแดงก่ำพวกเขาะโ คำราม และฟาดฟันอาวุธใส่กันอย่างเอาเป็เอาตาย
‘พวกเขากำลังต่อสู้เพื่ออะไร?’โนวาสงสัย
‘เพื่อมีชีวิตรอด?เพื่อความหวังอันริบหรี่เพื่อจะได้กลับไปในที่ที่พวกเขาจากมา?หรือเพื่อลืมความสิ้นหวัง?’ เขาเองก็ไม่รู้คำตอบ
โนวาหยุดเดินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามที่ไม่คุ้นเคย
‘ฉันจะได้กลับไปอ่านหนังสือที่บ้านอีกครั้งหรือเปล่านะ?’เขาคิด
คำถามนั้นไม่มีคำตอบ...
โนวาถอนหายใจเดินตามทหารที่กำลังนำทางเขาต่อ และทำได้แค่ให้โชคชะตานำทางชีวิตเขาไป…
บทที่2 “บ้าเอ๊ย! ฉันนั่งอ่านหนังในห้องสมุดอยู่ดีๆ แล้วทำไมถึงมาโผล่ที่ต่างโลกได้ล่ะเนี่ย!?”
ค่าความชอบปัจจุบัน: 0
*หมายเหตุ: ค่าความชอบ คือค่าที่ส่งผลต่อการดำเนินเื่การตัดสินใจของผู้ดำเนินเื่ราว
ค่าความชอบจะถูกคำนวณผ่านการมีส่วนร่วมของนักอ่านทั้งการแสดงความคิดเห็น การกดหัวใจ การให้กำลังใจ และอื่นๆ ทุกการมีส่วนร่วมจะถูกนำมาคำนวณและมอบให้กับผู้ดำเนินเื่ราวค่าความชอบจะถูกคำนวณในเวลา 12:00 น. ของวันถัดไป และ 1 บท จะถูกคำนวณได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น