มิต้องพูดถึงเรื่องทักษะทักษะของอาฮวานั้นยอดเยี่ยมมากจริงๆ นางนวดให้เยี่ยนเจาเจามาระยะหนึ่ง เยี่ยนเจาเจาสัมผัสได้ว่ากล้ามเนื้อที่เคยปวดบนร่างกายของตนคลายตัวและดีขึ้นมากแล้ว
เยี่ยนเจาเจารู้สึกดีต่ออาฮวามากยิ่งขึ้นเมื่อถามว่านางไปเรียนการนวดมาจากที่ไหน นางก็แสดงท่าทางเขินอายออกมาเยี่ยนเจาเจาเพิ่งจะรู้ว่านางมักจะนวดขาและเท้าให้บิดาของตนบ่อยๆ ทำให้นางมีทักษะที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้
อย่าไปพูดถึงเรื่องนั้นเลย
ปริมาณการใช้กลีบดอกไม้ไม่มากเท่าไรผ่านไปถึงวันที่สี่ เยี่ยนเจาเจาก็สามารถลุกเดินจากเตียงเองได้แล้ว
ทว่านางรับยามาเป็นเวลานานเยี่ยนเจาเจาลองคำนวณดูคร่าวๆ ตั้งแต่นางโดนลักพาตัวมาจนถึงตอนนี้เวลาก็น่าจะผ่านไปหนึ่งหรือไม่ก็สองเดือนแล้ว ช่วงฤดูร้อนอากาศก็เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆด้านนอกหน้าต่างมีเสียงกระซิบดังตลอดเวลา พาให้จิตใจของผู้คนสับสนวุ่นวาย
หลังจากได้รับยามายาวนาน ร่างกายของเยี่ยนเจาเจาจึงมีส่วนของยาที่ยังตกค้างอยู่แม้ว่าตอนนี้จะลดปริมาณการใช้ลง สภาพร่างกายสามารถฟื้นฟูกลับมาได้บ้าง สามารถเดินเหินได้ด้วยตัวเองแต่ก็เป็นระยะทางที่ไม่ไกล เดินวนรอบโต๊ะประมาณสองรอบก็รู้สึกเหนื่อยมากแล้ว
วันที่ห้ามาถึง เจ้าคนหัวแหลมผู้นั้นก็ยังไม่ออกไปและก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ มีบางครั้งที่ได้ยินเสียงตะโกนและเสียงเข่นฆ่าดังคลุมเครือมาจากด้านนอก
ดูเหมือนว่าจะพบเจอกับปัญหาบางอย่างเยี่ยนเจาเจาเดาว่าคนที่มาตามหาตัวนางคงมิใช่ใครอื่น มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นพี่รองของตน
น่าเสียดายที่การเดินของนางตอนนี้ถือเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งไปกว่านั้นการโดนขังเอาไว้ในห้องเช่นนี้ ด้านนอกประตูก็มีคนคอยเฝ้าอยู่ตลอดเวลาคนรอบตัวนางไม่มีใครที่สามารถไว้ใจได้ การส่งข่าวออกไปจึงเรียกได้ว่ายากยิ่งกว่าการเหาะขึ้นฟ้าเสียอีก
นางคิดจนศีรษะแทบระเบิดก็ไม่สามารถหาวิธีส่งข่าวออกไปให้คนที่อยู่ด้านนอกได้ตอนที่นอนอยู่บนเตียงก็คำนวณว่าไม่ใช้กลีบดอกไม้กี่วันถึงจะกลับมาเป็นปกติได้ และนางจะลองติดต่อกับคนที่อยู่ด้านนอกได้อย่างไรทันใดนั้นเองก็มีองครักษ์ลับหญิงพุ่งตัวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีดุดัน
ชุดขององครักษ์ลับหญิงยุ่งเหยิงอยู่สักหน่อยบนใบหน้าก็มีคราบเลือดเปื้อนอยู่ ดูแล้วน่าจะผ่านการสู้รบที่ดุเดือดมาดาบที่ถืออยู่ในมือก็ย้อมไปด้วยโลหิต ทำให้รู้สึกหวาดเสียวอยู่ไม่น้อย
ตอนที่ประตูเปิดออก เยี่ยนเจาเจากำลังเงี่ยหูฟังเสียงที่ด้านนอกแต่น่าเสียดายที่มันมีเพียงความเงียบ จึงทำให้รู้ว่าความวุ่นวายในครั้งนี้คลี่คลายลงแล้วแม้ในใจจะรู้สึกเสียดาย แต่ก็มิมีวิธีจัดการกับอารมณ์เหล่านี้ได้แล้ว
ตอนที่องครักษ์ลับหญิงพังประตูเข้ามาร่างของเยี่ยนเจาเจานอนอยู่บนเตียง ทำท่าทีราวกับไร้เรี่ยวแรงสีหน้าที่แสดงออกมาก็ต่างไปจากใบหน้าสดใสเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว ราวกับเป็นท่อนไม้ที่โดนวางยาจนแข็งทื่อก็มิปาน
ทว่าสายตาขององครักษ์ลับหญิงผู้นั้นกลับหยุดลงบนตัวเยี่ยนเจาเจาจากนั้นก็หยิบดาบที่อยู่ในมือออกมา และแทงไปยังร่างกายของเยี่ยนเจาเจารวดเร็วดั่งสายลม
เยี่ยนเจาเจามิกล้าขยับตัวนางรู้ตัวดีว่าหากตนขยับความลับที่ซ่อนเอาไว้ก็จะถูกเปิดเผยนางรู้ดีว่าองครักษ์ลับหญิงผู้นี้มิกล้าแทงร่างนางอย่างแน่นอน ร่างกายแข็งทื่อใบหน้าแสดงอาการหวาดกลัวเสียงกรีดร้องดังขึ้นจากปาก
อาฮวายืนเก็บของอยู่ที่ข้างเตียงนอนของเยี่ยนเจาเจาเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว นางจึงอดมิได้ที่ต้องพ่นเสียง “วู” ออกมา ก่อนจะกระโจนเข้าไปหาเยี่ยนเจาเจาที่อยู่บนเตียงอย่างมิรู้ตัว
อาฮวามาทันเวลาพอดีดาบเล่มนั้นยังมิทันได้แทงไปที่เยี่ยนเจาเจา แต่กลับแทงเข้าที่ไหล่ของอาฮวาโดยตรง
องครักษ์ลับหญิงยามลงมือก็มิได้ยั้งมือแต่อย่างใดแม้จะมิได้เจาะทะลุไหล่ของอาฮวา แต่เลือดก็ยังคงไหลออกมา เพียงครู่เดียวแขนเสื้อของอาฮวาก็เปียกชุ่มไปด้วยเลือด
“คิดไม่ถึงเลยว่าช่วงเวลาแค่ไม่กี่วันเจ้าก็สามารถตายแทนนางเช่นนี้ได้”
องครักษ์ลับหญิงหัวเราะเยาะดาบที่แทงไหล่อาฮวาถูกดึงกลับไปอย่างไร้ปรานี
การดึงดาบที่แทงเข้าไปถึงกระดูกเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างท่วมท้นอาฮวาพูดไม่ได้ นางเอามือปิดปากแผลเอาไว้และนั่งคุกเข่าลงที่ด้านข้าง จ้องคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางตกใจจนทำอะไรไม่ถูกคิดจะเอ่ยแก้ต่างให้ตนและเยี่ยนเจาเจา แต่ก็เอ่ยอะไรออกมามิได้เลย
สายตาขององครักษ์ลับหญิงผู้นั้นจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาก่อนกล่าวอย่างเย็นยะเยือกเบาๆ “เจ้าช่างมีฝีมือด้านการเอาชนะใจคนเสียจริง”
แม้ในใจจะรู้สึกไม่พอใจ แต่นางก็มิกล้าพอที่จะสังหารเยี่ยนเจาเจาชีวิตของเยี่ยนเจาเจามีค่ามากเพียงใดในใจของเยี่ยนเจาเจาเองก็รู้ดีการที่เมื่อครู่องครักษ์ลับหญิงผู้นี้ทำเรื่องเช่นนั้นลงไป ก็คงเพื่อทดสอบเยี่ยนเจาเจาเพราะเกิดความสงสัยเท่านั้นเอง
โชคยังดีที่เยี่ยนเจาเจามิได้ขยับตัวเลยแม้แต่น้อยแม้องครักษ์ลับหญิงผู้นั้นจะเกิดความสงสัย แต่ในสถานการณ์เมื่อครู่เยี่ยนเจาเจาก็มิได้กระดุกกระดิกตัวจึงมีความเป็นไปได้สูงว่านางมิได้สร้างเรื่องตบตาขึ้นมา
ที่ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่านางจะพยายามมากสักเพียงใดก็ไม่สามารถคิดได้ว่าเศษกลีบดอกไม้พวกนั้นจะหายไปอยู่ในแจกันใบโตนั้นได้
เมื่อทดสอบเยี่ยนเจาเจาไม่สำเร็จ เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเสียโอกาสไปแล้วแววตาที่องครักษ์ลับหญิงมองเยี่ยนเจาเจามีความหงุดหงิดฉายอยู่ แต่นางก็มิได้พูดสิ่งใดกับเยี่ยนเจาเจาเท่าไรนักดูเหมือนจะเข้าใจว่าแม้นางจะแสดงความโกรธออกมาสักเท่าไรก็มิมีประโยชน์
แต่องครักษ์ลับเช่นนี้มักจะดูถูกผู้ที่อยู่ใต้ตนเองเสมอเมื่อเห็นว่าตนมิอาจเอาความโกรธไปลงที่เยี่ยนเจาเจาได้ เช่นนั้นจึงลงมือกับอาฮวาที่เป็นเหมือนขี้หมูราขี้หมาแห้ง[1] แทน
องครักษ์ลับหญิงจ้องไปที่อาฮวาด้วยความโกรธแค้นเมื่ออาฮวาเห็นสายตาเช่นนั้นก็หดตัว มิกล้าเงยหน้าขึ้นมอง ทำได้เพียงเอามือกดปากแผลที่เลือดกำลังไหลออกมาตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกกระทาที่เพิ่งฟักตัวออกจากไข่
พอองครักษ์ลับหญิงเห็นอาฮวาตัวสั่นเทามิกล้าพูดอะไรออกมาทำให้รู้สึกว่าตนกำลังต่อยปุยฝ้ายนุ่มๆ ในใจเกิดความไม่พอใจยิ่งนัก และเพราะความโกรธจึงใช้เท้าเตะเข้าไปที่ไหล่ของอาฮวา
ร่างกายขององครักษ์ลับเหล่านี้มีทักษะวรยุทธ์ไม่มากก็น้อยยิ่งไปกว่านั้นเยี่ยนเจาเจาเห็นว่าลมหายใจของนางยาวนานและสม่ำเสมอการลงมือก็เป็นไปอย่างมั่นคง เกรงว่าคงเป็นหนึ่งในคนที่มีฝีมือดีอาฮวาเป็นเพียงคนธรรมดา ไหนเลยจะทนต่อการเตะเช่นนี้ได้
เดิมทีแผลบนไหล่ที่เกิดจากถูกแทงก็ยังมีเลือดไหลออกมาไม่หยุดยามนี้ยังโดนเตะอีก ร่างของนางจึงปลิวไปหลายก้าว กลิ้งไปบนพื้นสองสามตลบราวกับหมอนเก่าๆจากนั้นร่างบางก็นอนแผ่อยู่บนพื้นและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
หลังจากเตะร่างอาฮวาออกไปองครักษ์ลับหญิงผู้นี้ก็ดูเหมือนจะไม่สนใจสิ่งใดแล้วเยี่ยนเจาเจาได้ยินเสียงประตูห้องตนถูกปิดอย่างแรง และยังได้ยินเสียงล่ามโซ่ประตูดังเข้ามาจากด้านนอก
องครักษ์ลับหญิงที่ทำร้ายคนด้วยจิตใจโหดเหี้ยมก่นด่าอะไรบางอย่างดูเหมือนจะตำหนิองครักษ์ลับอีกคนที่อยู่ด้านนอก บอกว่าตอนนั้นไม่สมควรออกไปซื้อตัวสาวใช้เข้ามาหากในตอนนั้นฟังคำพูดของนางและเลือกหนึ่งในสาวใช้ที่ได้รับการฝึกฝน เช่นนั้นคงไม่ถูกเยี่ยนเจาเจาซื้อใจไปอย่างง่ายดายเป็นแน่
ยังกล่าวอีกว่าช่วงนี้เกิดความไม่สงบคิดมิถึงเลยว่าขุมกำลังของหนานหมิงเหอจะเก่งกาจมากกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้แม้ว่าคนที่ตามมาจะมีจำนวนไม่มาก แต่ทุกคนล้วนเป็นยอดนักรบและมีความคิดความอ่านรอบคอบทำลายการอำพรางของพวกเขาไปไม่น้อย อีกทั้งยังตามมาได้อีก
แต่ในที่สุดพวกแมลงวันและยุงเหล่านี้ก็ถูกจัดการไปได้อย่างราบรื่นเมื่อผ่านช่วงนี้ไปก็จะออกจากสถานที่แห่งนี้ได้แล้ว
องครักษ์ลับหญิงต่อว่าเสียงดังเยี่ยนเจาเจาที่อยู่ในห้องยังได้ยินเสียงอย่างชัดเจนกลับกันองครักษ์ลับอีกคนได้กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า คำพูดที่นางกล่าวออกมาไม่แน่ว่าเยี่ยนเจาเจาที่อยู่ในห้องอาจจะได้ยินมันทั้งหมดก็เป็นได้
เดิมทีองครักษ์ลับหญิงก็รู้สึกหงุดหงิดมากอยู่แล้วพอโดนโต้เถียงเช่นนี้จึงเหมือนถังระเบิดที่โดนจุดไฟ ทำให้ระเบิดออกมาทันที “เรื่องที่ข้าทำจำเป็นต้องให้เจ้ามาชี้แนะด้วยหรือ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?”
หลังจากนั้นก็เป็นการตำหนิอย่างเลอะเทอะชุดใหญ่มิมีเนื้อหาสาระอันใด เยี่ยนเจาเจาเองก็คร้านจะฟัง
แต่หลังจากได้ยินเรื่องนี้ ในใจเยี่ยนเจาเจาก็อยากหัวเราะแต่ก็รู้สึกกังวลว่าหากผู้ที่ไล่ตามมาเป็นหนานหมิงเหอจริง เขาจะได้รับบาดเจ็บหรือไม่ในใจมีทั้งสุขปนทุกข์ ทว่าบนใบหน้ามิปรากฏสิ่งใด
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใดจะรู้ได้ว่าข่าวที่ว่านี้โดนจงใจเปิดเผยออกมาต่อหน้านางหรือไม่?
ต้องการทำให้จิตใจปั่นป่วนเลยจงใจปล่อยข่าวเท็จให้นางฟังหรือ?
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้ แต่มีหนึ่งอย่างที่นางมั่นใจก่อนหน้านี้พวกองครักษ์มักจะสื่อสารกันด้วยรหัสลับ เยี่ยนเจาเจาไม่เข้าใจแม้แต่คำเดียวแต่ยามนี้พวกเขาเปลี่ยนการสื่อสาร เยี่ยนเจาเจาได้ยินมัน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่านี่มิใช่การหลอกล่อเหยื่อ?
การโต้เถียงเสียงดังเช่นนี้จะเชื่อได้หรือเชื่อไม่ได้ก็ช่างมัน
อย่างไรก็ตามแม้คนของหนานหมิงเหอจะตามมาจริงๆและอาจพ่ายแพ้ยับเยิน แต่ไม่ว่าคิดจะทำสิ่งใดนางก็มีเพียงใจ ไม่มีความสามารถมากพอที่จะลงมือทำมิสู้เก็บรักษาเรี่ยวแรงเอาไว้ไม่เปิดเผยตัวเองออกมาจะดีเสียกว่า
มีแสงแปลกประหลาดเกิดขึ้นในดวงตาของเยี่ยนเจาเจาแต่นางมิได้กล่าวสิ่งใด และเมื่อเสียงที่อยู่ด้านนอกไกลออกไปแล้ว นางจึงได้ลุกจากเตียงอย่างระมัดระวังพร้อมเอ่ยเสียงเบาออกมา “อาฮวา เจ้ายังดีอยู่ใช่หรือไม่?”
อาฮวากล่าวตอบเบาๆ ราวกับเสียงครางของยุงเยี่ยนเจาเจาคิดว่ามีบางอย่างไม่ปกติ จึงลุกออกจากเตียงและเดินไปยังข้างกายของอาฮวาเพื่อดูว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรบ้าง
เห็นเพียงอาฮวานอนฟุบอยู่ที่พื้น ทั้งซีกซ้ายของร่างกายเกือบจะย้อมไปด้วยสีแดงของเลือดแล้วเกรงว่าดาบนั้นคงแทงเข้าไปยังเส้นเลือดตรงไหล่
เยี่ยนเจาเจามิได้นำยารักษาบาดแผลมาด้วยและแม้จะส่งเสียงออกไป คนที่อยู่ด้านนอกย่อมไม่มีทางเข้ามาช่วยเหลือสาวใช้ที่น่าสงสารเช่นนี้แน่
เยี่ยนเจาเจาคิดว่าการที่อาฮวาต้องมาเจ็บตัวเช่นเป็นเพราะตนเมื่อไตร่ตรองแล้ว จึงนำเสื้อคลุมของตนมาฉีกเป็นเส้นแล้วรัดที่บาดแผลของอาฮวาจนแน่นเพื่อเป็นการห้ามเลือดเอาไว้ชั่วคราว
แต่เช่นนี้มันไม่ได้มั่นคงเยี่ยนเจาเจาเหลือบไปเห็นน้ำแกงบ๊วยที่ถูกนำมาเป็นอาหารมื้อค่ำวางอยู่บนโต๊ะ ในใจอดรู้สึกปีติขึ้นมามิได้
น้ำแกงบ๊วยถือเป็นโจทย์ยากสำหรับคนพวกนั้นเพราะฤดูกาลนี้บ๊วยจะมีรสชาติเปรี้ยวมากจนเกินไป ตอนนำมาจึงจำเป็นต้องเอาน้ำผึ้งมาเป็นเครื่องเคียงด้วย
น้ำผึ้งมีสรรพคุณลดการอักเสบและห้ามเลือดแม้ผลลัพธ์ของมันจะเทียบกับยาจินฉวงมิได้ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำสิ่งใดเลย
เยี่ยนเจาเจาเอื้อมมือไปหยิบถ้วยที่บรรจุน้ำผึ้งมาหันไปเห็นใบหน้าของอาฮวาขาวซีดเหมือนกระดาษก็คุกเข่าลงข้างกายนาง ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าทำความสะอาดบาดแผลตรงไหล่อย่างระมัดระวังหลังจากนั้นก็ทาน้ำผึ้งทีละนิด
น้ำผึ้งมิได้มีฤทธิ์ระคายเคืองมากนักอาการแสบจากการระคายเคืองก็น้อยกว่ายาจินฉวงมากโข แต่อย่างไรก็เป็นแผลสด อาฮวาเจ็บปวดจนร้องออกมาแต่เพราะนางเป็นใบ้จึงมิอาจกล่าวสิ่งใดออกมาได้ เยี่ยนเจาเจาได้ยินเพียงเสียงอูอูของนางบริเวณหน้าอกก็กระเพื่อมขึ้นลงราวกับกล่องสูบลมรั่ว
-----------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ขี้หมูราขี้หมาแห้งหมายถึง สิ่งที่ไม่มีค่าแม้แต่น้อย